Museum Core
นิทรรศการ “Ancient Egypt Unveiled” เผยความยิ่งใหญ่ของอารยธรรมอียิปต์
Museum Core
19 ส.ค. 69 37
ประเทศอียิปต์

ผู้เขียน : ฤดี ภวสิริพร

               ผู้เขียนเชื่อว่าหลายคนอาจมีความฝันอยากเห็นความยิ่งใหญ่ของอารยธรรมอียิปต์ด้วยตาตัวเองสักครั้ง รวมถึงผู้เขียนด้วยที่ชื่นชอบหนังสือเรื่อง พีระมิดสีเลือด (The Red Pyramid) ผลงานของ ริค ไรออร์แดน (Rick Riordan) นับเป็นโอกาสดีที่ผู้เขียนไปเที่ยวฮ่องกงในช่วงที่พิพิธภัณฑ์พระราชวังฮ่องกง (Hong Kong Palace Museum) กำลังจัดแสดงนิทรรศการพิเศษเรื่อง “Ancient Egypt Unveiled” ซึ่งมีโบราณวัตถุกว่า 250 ชิ้นนำมาจัดแสดงพอดี  

               นิทรรศการนี้รวบรวมวัตถุจัดแสดงจากทั้งพิพิธภัณฑ์ใหญ่ในอียิปต์ถึง 7 แห่ง และแหล่งโบราณคดีซัคคารา (Saqqara) สุสานโบราณที่ตั้งอยู่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำไนล์ทางตอนใต้ของเมืองกีซ่า โดยนิทรรศการแบ่งการนำเสนอออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ “ดินแดนแห่งฟาโรห์” (The Land of Pharaohs) “โลกของตุตันคาเมน” (The World of Tutankhamun) “ความลับของซัคคารา” (The Secrets of Saqqara) และ “อียิปต์โบราณกับโลก” (Ancient Egypt and the World) สะท้อนอารยธรรมอียิปต์ทั้งด้านการเมือง ศิลปะ ชีวิตประจำวัน และความเชื่อทางศาสนาที่สืบทอดกันมายาวนานเกือบห้าพันปี

               ผู้เขียนขอหยิบยกวัตถุจัดแสดงบางส่วนที่เป็นไฮไลท์ของนิทรรศการมาแนะนำ โดยเริ่มต้นชิ้นแรกจากพระเศียรฟาโรห์เซนุสเรตที่ 1 หรือ เซนวอสเรตที่ 1 (Senusret I หรือ Sesostris I) ตั้งอยู่หน้าทางเข้า พระองค์เป็นฟาโรห์องค์ที่สองแห่งราชวงศ์ที่สิบสอง (1985-1773 BCE) ซึ่งในอดีตอียิปต์นิยมสร้างรูปปั้นฟาโรห์ให้มีขนาดใหญ่เพื่อแสดงถึงพระราชอำนาจ ทั้งนี้ จากขนาดของพระเศียรทำให้มีข้อสันนิษฐานว่าขนาดของรูปปั้นดั้งเดิมน่าจะมีความสูงถึงเกือบ 10 เมตร และลักษณะมงกุฎเป็นทรงสูง (Hedjet) เป็นสัญลักษณ์ของฟาโรห์ที่ปกครองอียิปต์บน  

 

ภาพที่ 1 พระเศียรฟาโรห์เซนุสเรตที่ 1

 

               วัตถุจัดแสดงชิ้นถัดมาเป็นรูปปั้นของฟาโรห์ตุตันคาเมน (Tutankhamun) ขนาดใหญ่ แตกต่างจากรูปปั้นฟาโรห์แบบดั้งเดิม มีการถ่ายทอดลักษณะเด่นของฟาโรห์หนุ่มอย่างสมจริงที่มีความสมมาตรอย่างเคร่งครัดทั้งท่าทาง เครื่องราชกกุธภัณฑ์ และสีหน้าสงบนิ่งเคร่งขรึม สอดคล้องกับแบบแผนที่สืบทอดกันมายาวนาน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพระองค์เป็นผู้นำในการฟื้นฟูศาสนาแบบดั้งเดิมและความมั่นคงให้กับอียิปต์ ตราประจำตระกูลบนหัวเข็มขัดต่อมาถูกยึดครองโดยอัครเสนาบดีอัยย์ (Ay) และโฮเรมเฮป (Horemheb) ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ทั้งสองปกครองแผ่นดินต่อหลังฟาโรห์สวรรคต หรืออาจครองอำนาจมาตั้งแต่สมัยพระองค์ยังทรงพระเยาว์แล้ว โดยในปีค.ศ. 1922 นักโบราณคดีค้นพบสุสานของตุตันคาเมนในหุบเขากษัตริย์ แม้ว่าโครงสร้างของสุสานจะค่อนข้างเรียบง่าย การค้นพบวัตถุโบราณกว่าห้าพันชิ้น นับเป็นการค้นพบทางโบราณคดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของอียิปต์  

 

ภาพที่ 2 รูปปั้นฟาโรห์ตุตันคาเมน

 

               “ซัคคารา” เป็นสุสานสำคัญสำหรับราชวงศ์และขุนนาง ในช่วงปีค.ศ. 2019-2020 การค้นพบซัคคาราได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในสิบของการค้นพบทางโบราณคดีที่สำคัญที่สุดในโลก นับแต่ปีค.ศ. 2020 มีการค้นพบโลงศพมนุษย์วาดลวดลายสีสันเกือบหนึ่งพันโลง แม้ว่าจะถูกฝังใต้ดินนานหลายพันปี โลงศพยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์ และสีสันเดิมก็ไม่ซีดจางไป

               ยิ่งไปกว่านั้น ซัคคารายังเป็นที่ตั้งของสุสานมัมมี่สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่ใหญ่ที่สุด และหนึ่งในศูนย์กลางการบูชาเทพีบาสเตต (Bastet) เทพเจ้าทีมีศีรษะเป็นแมว แมวนับแสนตัวถูกทำมัมมี่และฝังไว้เป็นเครื่องบูชาแด่เทพีบาสเตตที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้พิทักษ์บ้านเรือน การบูชาเทพีองค์นี้รุ่งเรืองสูงสุดในช่วงยุคพโตเลมี (Ptolemaic Dynasty) เพื่อตอบสนองความต้องการเครื่องบูชาศักดิ์สิทธิ์จำนวนมหาศาล วัดต่างๆ จึงจัดตั้งสถานที่เพาะพันธุ์ โดยมีนักบวชรับผิดชอบทำมัมมี่ วิธีการฝังศพมัมมี่แมวนั้นแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับฐานะทางการเงินของผู้ศรัทธา มัมมี่แมวส่วนใหญ่ถูกห่อด้วยผ้าลินินและฝังซ้อนกันเป็นชั้นๆ มีจำนวนเพียงเล็กน้อยที่ถูกบรรจุในโลงศพหรือรูปปั้น

 

ภาพที่ 3 มัมมี่แมวที่พบในสุสานซัคคารา

 

               ตั้งแต่สมัยอาณาจักรกลาง (ครอบคลุมระหว่าง 2040 ถึง 1782 ปีก่อนคริสตกาล) คนอียิปต์โบราณมีความหวั่นกลัวว่าจะสูญเสียส่วนศีรษะหลังความตาย ทำให้เกิด “ความตายครั้งที่สอง” และวิญญาณจะสูญสลายตลอดกาล จึงใช้โลงศพที่ทำจากต้นสนไซปรัส (Cypress) มาแกะสลักทำเป็นหน้ากากมัมมี่เพื่อปิดบังศีรษะและหน้าอกของผู้ตาย ช่วงสมัยปลายอียิปต์โบราณ (Late Period) หน้ากากมัมมี่ที่ไม่เชื่อมต่อกับส่วนอื่นของร่างกายก็กลับมาปรากฏอีกครั้ง และมักมีวิกผมสามส่วนหรือบางครั้งมีลายเส้นขนาน วาดดวงตาเบิกกว้างพร้อมใบหน้าที่ยิ้มแย้มแต่ไร้อารมณ์เป็นลักษณะเด่นของยุคนี้ โดยไม่มีสัญลักษณ์บ่งบอกลักษณะส่วนบุคคล เช่น อายุ เพศ หรืออารมณ์ หน้ากากบางชิ้นมีดวงตาฝังแก้ว ทำให้ดูแวววาวมีมิติสมจริง การใช้ทองคำปิดทับส่วนใบหน้าอย่างแพร่หลาย เน้นย้ำถึงความเชื่อมโยงของผู้วายชนม์กับเทพเจ้า รวมถึงความมั่งคั่งด้วย ภายในนิทรรศการยังมีวีดิทัศน์แสดงรายละเอียดต่างๆ เช่น ขั้นตอนการทำมัมมี่ และแบบจำลองของพีระมิดให้กับผู้ที่สนใจเรื่องราวของอียิปต์วิทยาด้วย

 

ภาพที่ 4 หน้ากากมัมมี่

 

ภาพที่ 5 โลงศพมนุษย์ที่พบในสุสานซัคคารา

 

               นอกจากนี้ ภายในนิทรรศการยังมีวัตถุจัดแสดงอีกหลายชิ้นที่สะท้อนความรุ่งเรืองถึงขีดสุดของอียิปต์โบราณในด้านศิลปะและงานฝีมือ สมัยราชอาณาจักรใหม่ (ประมาณ 1550-1069 ปีก่อนคริสตกาล) ซึ่งเป็นยุคทองของศิลปะและงานฝีมือของอียิปต์โบราณ เครื่องประดับที่วิจิตรงดงามของฟาโรห์และราชินีสะท้อนให้เห็นถึงฝีมือขั้นสูงของช่างทองและช่างทำเครื่องประดับในยุคนั้น เครื่องปั้นดินเผาเคลือบมีชื่อ "สีน้ำเงินแบบอียิปต์" มีสีสันสดใสเทียบได้กับหินเทอร์ควอยส์ (Turquoise) และหินลาพิส ลาซูลี (Lapis Lazuli)    

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ