เวลา 8:15 น. ของเช้าวันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ.1945 ไม่ได้เป็นเช้าอันแสนปกติสุขของประชาชนคนทั่วไปในเมืองฮิโรชิมะ (Hiroshima) แต่เป็นวันแห่งการล่มสลาย สูญเสีย และทุกข์ทรมาน เช้าวันนั้น อีโนลา เกย์ (Enola Gay)เครื่องบินรบของสหรัฐอเมริกาได้ทิ้งระเบิดปรมาณูลิตเติลบอย (Little Boy) ลงยังเมืองฮิโรชิมะ ในเวลาเพียงเสี้ยววินาที อาคารบ้านเรือนถูกทำลาย ชีวิตมากมายต้องดับสูญ และเมืองทั้งเมืองราบเป็นหน้ากลอง ไม่เพียงมีผู้คนมากมายเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ แต่ผู้รอดชีวิตก็ยังต้องทนทุกข์ทรมานทั้งร่างกายและใจเป็นเวลายาวนานหลายปีจากพิษร้ายของระเบิดปรมาณูและสงครามในครั้งนั้น
พิพิธภัณฑ์อนุสรณ์สันติภาพฮิโรชิมะ (Hiroshima Peace Memorial Museum) เป็นพิพิธภัณฑ์ที่สร้างขึ้นมาในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1955 ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อจัดแสดงให้ผู้คนทั้งโลกได้เห็นและตระหนักถึงความเป็นจริงอันโหดร้ายกับความเสียหายที่แท้จริงจากระเบิดปรมาณู และส่งเสริมสันติภาพให้เกิดขึ้นบนโลกเพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์อย่างที่ฮิโรชิมะและนะงะซะกิ (Nagasaki) ต้องประสบนั้นเกิดซ้ำรอยอีก
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งอยู่ที่ตำบลนากาจิมะ เขตนากะ เมืองฮิโรชิมะ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสถานีฮิโรชิมะมากนัก และตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกับสวนสันจิภาพฮิโรชิมะ โดมปรมาณู เปลวไฟสันติภาพ ระฆังสันติภาพ และอนุสาวรีย์รำลึกเหยื่อระเบิดปรมาณู ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์สามารถเดินทางได้ทั้งรถบัส และรถราง มีค่าเข้าชมเพียง 200 เยน (ราว 40 บาท) เท่านั้น
พิพิธภัณฑ์แบ่งออกเป็น 2 อาคารหลัก คือ อาคารหลักและอาคารตะวันออก โดยอาคารหลักเน้นนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับสงคราม ความเสียหาย ความทุกข์ทรมานจากระเบิดปรมาณูผ่านมุมมองของเหยื่อในเหตุการณ์ครั้งนั้น พร้อมกับจัดแสดงวัตถุจากซากปรักหักพัง และสิ่งของส่วนตัวของผู้ประสบภัยที่ยังหลงเหลือ ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่าย ภาพวาด เสื้อผ้า ขณะที่อาคารตะวันออกนำเสนอข้อมูลทางประวัติศาสตร์ของการพัฒนา การใช้ และการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ รวมถึงประวัติศาสตร์ของฮิโรชิมะก่อนและหลังโดนทิ้งระเบิดปรมาณู

ภาพที่ 1 โดมระเบิดปรมาณู
หลังจากขึ้นบันไดเลื่อนไปยังชั้นที่ 3 ของพิพิธภัณฑ์ สิ่งแรกที่เห็นเป็นภาพในอดีตที่ปกติสุขของผู้คนในเมืองฮิโรชิมะ เมื่อเดินต่อมาก็พบกับภาพถ่ายบนพนังที่ลากยาวตามแนวโค้ง 180 องศา แสดงสภาพของเมืองที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพังหลังการทิ้งระเบิด ถัดไปมีโมเดล 3 มิติจำลองพื้นที่บริเวณเมืองฮิโรชิมะเพื่อแสดงให้เห็นสภาพความเปลี่ยนแปลงก่อน-หลังการทิ้งระเบิดผ่านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์กราฟฟิก จากนั้น เดินลึกตรงไปยังอาคารหลักก็พบจุดที่จัดแสดงความเสียหายที่ยังหลงเหลืออยู่ สิ่งของจัดแสดงมีมากมายนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นซากโครงเล็กของหลังคาอาคารฮิโรชิมะฟุโคคุที่ได้รับแรงกระแทกอย่างรุนแรง หรือก้อนโลหะที่หลอมละลายจากแรงระเบิด ผนังฝั่งตรงข้ามมีรูปถ่ายและรูปวาดบรรยายสภาพการณ์ของทั้งคนที่เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บมากมาย ภาพถ่ายคนที่มีรอยแผลไหม้ทั้งใบหน้า ภาพวาดผู้คนที่หนีออกมาจากกองไฟด้วยใบหน้าผุพอง ผิวหนังที่ฉีกขาดห้อยไปมา และเลือดสีแดงก่ำปกคลุมไปทั่วเรือนร่าง ตรงกลางทางเดินมีตู้จัดแสดงเสื้อผ้า กางเกง ข้าวของเครื่องใช้บางอย่างของเหล่าเด็กน้อยที่ต้องจบชีวิตลง ณ เมืองแห่งนี้

ภาพที่ 2 รูปถ่ายและภาพวาดที่บรรยายถึงสภาพของคนที่เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บมากมาย
แหล่งที่มาภาพจาก: https://www.hiroshimapeacemedia.jp/?p=136927
เมื่อเดินลึกเข้าไปในนิทรรศการ สภาพความโหดร้ายของความเป็นอยู่หลังการทิ้งระเบิดก็ยิ่งถูกขับเน้นออกมาในหลายรูปแบบผ่านภาพวาด ภาพถ่าย วัตถุ และเรื่องเล่า จากนั้นโซนนิทรรศการชื่อ “เสียงร่ำร้องของดวงวิญญาณ (Cries of the Soul)” จัดแสดงสิ่งของที่หลงเหลือเชื่อมโยงกับเรื่องราวอันน่าเศร้าสลดของเด็ก ๆ ที่เสียชีวิต และถ่ายทอดผ่าน “คำพูด” ของเด็กที่เรียบง่าย ทว่าแฝงไว้ด้วยความรู้สึกอันลึกซึ้ง ยิ่งช่วยสร้างความน่าสนใจให้กับพื้นที่จัดแสดง ความรู้สึกเศร้าที่เกิดระหว่างอ่านถ้อยคำและชมสิ่งของจัดแสดงในบริเวณนี้สร้างผลกระทบต่อจิตใจให้กับผู้ชมมากมาย บางคนก็ถึงกับกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ โดยผู้เขียนขอหยิบยกตัวอย่าง 2 เรื่องมาบอกเล่าต่อ ดังนี้
เรื่องแรกเป็นเรื่องราวของ คิจิมะ คะซึโอะ อายุ 15 ปี และเรียนระดับชั้น ม.3 โรงเรียนมัธยมต้นโซะโตะกุ หลังเหตุระเบิด ตัวของเขาติดอยู่ใต้ซากตึกสถานีหนึ่ง แม้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะพบเขาและพยายามช่วยเหลือแล้วก็ตามแต่ก็ไม่สามารถจะทำอะไรได้เลย ทุกอย่างเกินกำลัง สุดท้ายคิจิมะพูดขอบคุณอย่างจริงใจ พร้อมมอบกระเป๋าใส่บัตรให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจคนนั้นพร้อมกล่าวว่า “ช่วยเอาอันนี้ไปให้ครอบครัวของผมบนเกาะมิยะจิมะทีนะครับ” ก่อนที่สถานีจะถูกปกคลุมไปด้วยกองไฟและคิจิมะเสียชีวิต หลังจากครอบครัวของคิจิมะได้รับของชิ้นสุดท้ายนั้นแล้ว เมื่อใดที่พี่สาวของคิจิมะเห็นกองไฟที่ไหนก็ตามก็มักจะร้องไห้เพราะหวนคิดถึงความทุกข์ทรมานของน้องชายที่ต้องถูกเผาทั้งเป็นทุกครั้งไป
เรื่องที่สองเป็นเรื่องราวของเท็ตสึทะนิ ชินิจิ เด็กชายที่มีอายุเพียง 3 ปี 11 เดือน ในวันที่เกิดเหตุเขากำลังขี่จักรยานสามข้อคันโปรดตามปกติ จู่ ๆ ก็มีระเบิดตกลงมา แรงระเบิดทำให้เขามีบาดแผลและรอยไหม้ทั่วทั้งร่างกาย “น้ำ… น้ำ…” คือคำพูดครวญครางสุดท้ายก่อนเขาจะสิ้นใจในคืนนั้น หลังการเสียชีวิตของชินิจิ พ่อของเขาสวมหมวกจักรยานใบเดิมให้เขาอีกครั้ง และฝังร่างของเด็กน้อยที่สวนหลังบ้านพร้อมกับจักรยานสามล้อคู่ใจ ด้วยหวังเพียงว่าลูกจะยังมีจักรยานคันนี้ขี่เล่นตลอดไปแม้จะตายไปแล้ว

ภาพที่ 3 จักรยานสามล้อและหมวกจักรยานของเท็ตสึทะนิ ชินิจิ
นอกจากนี้นิทรรศการโซนอื่นก็ยังบอกเล่าเรื่องราวของผู้คน ครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากระเบิดปรมาณูนี้อีกมากมาย รวมถึงเรื่องราวของ “ซะดะโกะ ซะซะกิ” หญิงสาวผู้เป็นต้นกำเนิดการขอพรให้สมหวังด้วยการพับนกกระเรียน 1000 ตัวที่กลายเป็นตำนานโด่งดัง และทำให้คนทั่วโลกตระหนักรู้เรื่องระเบิดปรมาณู ตอนจบของนิทรรศการ ปิดท้ายด้วยรูปภาพของผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังอุ้มลูกชายของเธอด้วยรอยยิ้ม แม้ต้องสูญเสียลูกชายคนโตไป แต่ลูกชายคนเล็กที่เกิดในปีค.ศ. 1946 ก็เป็นดั่งเป้าหมายในชีวิตผลักดันให้เธอมีแรงใช้ชีวิตและก้าวเดินต่อไป
ส่วนการจัดแสดงในอาคารตะวันออกมีรูปแบบที่แตกต่างไป มุ่งเน้นการให้ข้อมูลมากกว่า อาทิ โซนเรื่องความอันตรายของอาวุธนิวเคลียร์ มีการให้ข้อมูลอย่างเป็นลำดับ ไล่เรียงตั้งแต่อาวุธนิวเคลียร์คืออะไร มีผลกระทบอย่างไร รัศมีอานุภาพทำลายล้างของระเบิด ตลอดจนการจัดแสดงรายละเอียดที่มาที่ไปของแผนการทิ้งระเบิดปรมาณูของสหรัฐอเมริกา และตอนท้ายปิดเรื่องด้วยการจัดแสดงเกี่ยวกับความพยายามในการผลักดันให้โลกปลอดจากอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งก่อนจบนิทรรศการได้จัดแสดงประวัติความเป็นมาของเมืองฮิโรชิมะทั้งก่อนและหลังการทิ้งระเบิดปรมาณู

ภาพที่ 4 ภาพทิวทัศน์ของสวนอนุสรณ์สันติภาพที่มองเห็นหลังจากเดินออกจาก
โซนนิทรรศการในตัวอาคารหลัก
จากสิ่งที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ผู้ชมสามารถรับรู้ได้ว่าพิพิธภัณฑ์พยายามสื่อสารเรื่องความโหดร้ายและความรุนแรงของระเบิดปรมาณูเป็นประเด็นหลักผ่านการเล่าเรื่องราว พร้อมจัดแสดงเครื่องใช้ส่วนตัวของผู้เสียหายมากมายเพื่อให้ผู้ชมได้ตระหนักจากสิ่งที่ได้จากประสาทสัมผัสจริง โดยมุ่งหวังว่าประสบการณ์เหล่านี้จะนำไปสู่การตระหนักรู้ในการป้องกันการครอบครองและใช้ระเบิดปรมาณู ไม่ให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยแบบที่เคยเกิดขึ้นที่ฮิโรชิมะอีก ซึ่งเป็นการเล่าเรื่องราวผ่านมุมมองของเมืองฮิโรชิมะเพียงด้านเดียว (Hiroshima Discourse) โดยเลือกไม่หยิบยกเรื่องราวความโหดร้ายของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองมาเล่าประกอบเลยแม้แต่น้อย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพิพิธภัณฑ์เลือกจัดแสดงนิทรรศการตามกรอบความคิดและตีความเล่าเรื่องเฉพาะเหตุการณ์การทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมะให้ชัดเจน เพื่อให้สาระสำคัญที่ต้องการสื่อสารนั้นเข้าถึงการรับรู้ของผู้ชมให้ได้มากที่สุด

ภาพที่ 5 กลุ่มนักเรียนญี่ปุ่นที่มาทัศนศึกษา
ผู้เขียนมีโอกาสไปเยือนพิพิธภัณฑ์แห่งนี้นับครั้งไม่ถ้วนในช่วงที่อาศัยอยู่ในจังหวัดฮิโรชิมะ และสังเกตเห็นได้ชัดเจนว่านอกเหนือจากกลุ่มนักท่องเที่ยวยุโรป มีกลุ่มนักเรียนญี่ปุ่นทั้งระดับชั้นประถมและมัธยมมาทัศนศึกษาที่พิพิธภัณฑ์อยู่ตลอดจึงมีความหวังว่า เจตนารมย์แห่งความมุ่งหวังให้โลกมีแต่สันติภาพเกิดขึ้นที่พยายามสื่อสารในพิพิธภัณฑ์จะสามารถถ่ายทอดไปถึงเยาวชนทั้งหลายที่มาทัศนศึกษาและช่วยกันนำพาสันติภาพที่แท้จริงมาสู่โลกในอนาคต