Museum Core
พาลาสโซมาสสิโม : พิพิธภัณฑ์โบราณวัตถุที่ขยันเล่าเรื่อง
Museum Core
01 เม.ย. 69 44
ประเทศอิตาลี

ผู้เขียน : กระต่ายหัวฟู

              ในแผนการเที่ยวโรม “พาลาสโซมาสสิโม” (Palazzo Massimo) ไม่ได้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่อยู่ในลิสต์ จนกระทั่งผู้เขียนได้อ่านเรื่องราวการค้นพบภาพเขียนจากวิลล่าของลิเวีย ทำให้รู้สึกอยากเห็นของจริง และเมื่ออ่านรายละเอียดเกี่ยวกับการค้นพบวัตถุจัดแสดงที่มีชื่อเสียงอย่างประติมากรรมสำริดนักมวยพักผ่อน (Boxer at Rest) จึงได้เพิ่มชื่อพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เข้ามาในลิสต์ด้วย

               ทว่า เมื่อได้เข้าชมแล้วกลับกลายว่าพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ทางโบราณคดีที่ชอบมาก และอยากกลับไปซ้ำ ด้วยรูปแบบการเล่าเรื่องจากโบราณวัตถุที่แตกต่างออกไป มีการสื่อสารที่คุยกับผู้ชมมากขึ้น ไม่ได้เน้นการจัดแสดงโบราณวัตถุอันงดงามและหายากในโรมอย่างเดียว ซึ่งให้ความรู้สึกว่านอกจากวัตถุจัดแสดงที่พยายามสื่อสารบางอย่างแล้ว คนในประวัติศาสตร์ คนในสมัยหลังและคนยุคปัจจุบันที่ขุดค้น ศึกษา ต่างก็พยายามอธิบายสิ่งต่างๆ ให้ผู้ชมฟัง

               ย้อนกลับไปในยุคโบราณและยุคกลาง การเก็บสะสมคอลเล็กชันงานศิลปะชั้นยอดมักอยู่ในมือผู้มีอำนาจและผู้มีฐานะ ในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาที่มีการค้นหา สะสม และอวดโชว์กันอย่างมาก ทำให้วัตถุโบราณในโรมถูกค้นหาล่าฉวยจนเกือบหมด ชิ้นงานศิลปะจำนวนมากอยู่ในมือพระสันตะปาปาซึ่งหลายพระองค์มาจากตระกูลใหญ่ เช่น เมดิซี (Medici) ฟาร์เนเซ (Farnese) บอร์เกเซ (Borghese) บาร์เบอรินี (Barberini) ด้วยวิสัยทัศน์ของพระสันตะปาปาบางพระองค์คอลเล็กชันขนาดใหญ่มากค่อยๆ ถูกถ่ายโอนไปอยู่ในความรับผิดชอบขององค์กรที่กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดใหญ่สองแห่งในเวลาต่อมา คือ พิพิธภัณฑ์วาติกัน (Vatican Museum) ซึ่งปัจจุบันเป็นของนครรัฐวาติกัน และพิพิธภัณฑ์คาปิโตลิเน (Capitoline Museum) อยู่ในความดูแลของเทศบาลกรุงโรม

               ในปี ค.ศ.1870 เมื่อมีการรวมนครรัฐต่างๆ เป็นประเทศอิตาลี และกรุงโรมกลายเป็นเมืองหลวงของประเทศ ไม่ใช่เมืองในความดูแลของพระสันตะปาปาอีกต่อไป ไม่นานก็เกิดปัญหาว่าใครจะเป็นผู้เก็บรักษา ดูแล และจัดแสดงโบราณวัตถุที่ขุดค้นพบจากโครงการพัฒนาผังเมืองใหม่รวมถึงคอลเล็กชันใหญ่ที่รัฐได้รับบริจาค โรมจำเป็นต้องมีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติให้สมกับเมืองหลวงของราชอาณาจักรอิตาลี จึงมีการก่อตั้ง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติโรมัน (Museo Nazionale Romano) ในปี ค.ศ.1889 โดยสำนักงานและพิพิธภัณฑ์แห่งแรกเริ่มต้นขึ้นที่บริเวณอารามในพื้นที่ที่เดิมเป็นโรงอาบน้ำไดโอคลีเชียน (Baths of Diocletian) โรงอาบน้ำโรมันที่ใหญ่ที่สุด

               เวลาผ่านมาเกือบร้อยปี มีการขุดพบและรับบริจาคโบราณวัตถุอีกเป็นจำนวนมาก แต่เอกสารบันทึกเกี่ยวกับโบราณวัตถุและการขุดค้นกลับสูญหายและกระจัดกระจาย ความพยายามจะรวบรวมและจัดระบบโบราณวัตถุและเอกสารที่เกี่ยวข้องกลายเป็นที่มาของการออกกฎหมายพิเศษเกี่ยวกับโบราณวัตถุในปี ค.ศ.1981 เพื่อพัฒนาระบบบริหารจัดการโดยกองทุนที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายนี้ รัฐได้จัดหาอาคารสถานที่เพิ่มเติมอีก 3 แห่ง และพาลาสโซมาสสิโมนับเป็นหนึ่งในสามแห่งนั้น

               พาลาสโซมาสสิโม เป็นอาคารตั้งอยู่เยื้องกับพิพิธภัณฑ์แห่งแรก สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1883-1887 เพื่อเป็นวิทยาลัยของคณะเยซูอิต โดยบาทหลวงมาสซิมิลาโน มาสสิโม (Massimilano Massimo) ซึ่งได้รับมรดกที่ดินบริเวณนี้ของตระกูลมาสสิโม รัฐได้บูรณะปรับปรุงอาคารเป็นเวลาหลายปี จนถึงปี ค.ศ.1998 จึงได้เปิดตัวเป็นสำนักงานใหญ่ของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติโรมัน และสถานที่จัดแสดงคอลเล็กชันศิลปะโบราณตั้งแต่ยุคสาธารณรัฐโรมันตอนปลายจนถึงยุคโบราณตอนปลาย (ศตวรรษที่ 2 ก่อนคริสตกาล – ศตวรรษที่ 5) ซึ่งพิพิธภัณฑ์ได้กล่าวอ้างว่าเป็นคอลเล็กชันที่ครอบคลุมช่วงเวลาดังกล่าวได้สมบูรณ์ที่สุดในโลก

               พิพิธภัณฑ์มีทั้งหมด 4 ชั้น ได้แก่ ชั้นใต้ดิน (Basement) ชั้นล่าง (Ground floor) ชั้นที่ 1 และชั้นที่ 2 ซึ่งไม่ได้มีขนาดใหญ่มโหฬารจนน่าท้อแท้ ความสมบูรณ์เกิดขึ้นจากวิธีในการเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ผ่านโบราณวัตถุในหลายรูปแบบที่ไม่ได้ออกแบบ หรือกะเกณฑ์ให้ผู้ชมจำเป็นต้องเดินตามเส้นเรื่องใดเส้นเรื่องหนึ่ง วัตถุแต่ละชิ้นล้วนมีเรื่องเล่า ซึ่งบางชิ้นที่เป็นชิ้นเด่นก็มีเรื่องเล่าที่น่าตื่นใจเป็นพิเศษ แต่ก็หลายชิ้นที่วัตถุมีความน่าสนใจโดยเฉพาะจากตัวชิ้นงานเอง

 

ภาพที่ 1 ปฏิทินโรมันที่เก่าแก่ที่สุด ทำขึ้นราวปี 84-55 ก่อนคริสต์ศักราช

 

               ดังเช่นในชั้นล่าง ห้องแรกที่เดินไปถึงจัดแสดงปฏิทินโรมันที่แตกเป็นเสี่ยง เศษซากกระจัดกระจายที่ไม่ดูไม่ค่อยมีความงามนัก แต่ผู้เขียนเผลอใช้เวลาตรงนี้เกือบครึ่งชั่วโมงเพราะอยากเข้าใจว่าคนโรมันใช้ปฏิทินกันอย่างไร ซึ่งช่วยให้เข้าใจคนโรมันมากขึ้นด้วย อีกทั้งยังรับรู้ได้ถึงความพากเพียร ความรู้ และความเชี่ยวชาญของคนทำงานอีกมากมายที่อยู่เบื้องหลังการจัดแสดงที่พยายามอธิบายให้ผู้ชมเข้าใจ

               ในชั้นที่ 2 ผู้ชมได้เห็นภาพการทำงานของนักโบราณคดีที่อยู่ในแหล่งขุดค้นต่างๆ ที่จัดแสดงภาพเฟรสโก (fresco ภาพเขียนสีบนปูนเปียก) ภาพโมเสก รวมถึงงานฝังลวดลาย (inlay) และอื่นๆ  มีการอุทิศพื้นที่ห้องขนาดใหญ่เล่าเรื่องที่มาของโมเสกพื้นหลายภาพ มีภาพถ่ายสภาพในแหล่งขุดค้นก่อนที่จะย้ายมาจัดแสดงในบูธที่ตั้งอยู่ตรงข้ามกัน ซึ่งการจัดแสดงลักษณะนี้ทำให้สามารถเปรียบเทียบกันได้อย่างชัดเจน

 

ภาพที่ 2 ภาพถ่ายสภาพในแหล่งขุดค้นเปรียบเทียบกับการจัดแสดง

 

               งานศิลปะชิ้นเอกของชั้นนี้เป็นภาพเฟรสโกจากวิลล่าของลิเวีย แสดงภาพจากห้องอาหารกึ่งใต้ดินในบ้านแสนสุขของสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งคนแรกของโรมันและของโลก ลิเวีย ดรูซิลลา (Livia Drusilla) มเหสีของออกุสตุส (Augustus) จักรพรรดิองค์แรกของโรม วิลล่านี้เป็นสมบัติเดิมของลิเวีย ตั้งอยู่บนเนินเขานอกเมืองทางเหนือที่มองลงมาเห็นวิวกรุงโรม แวดล้อมด้วยสวนที่ร่มรื่นและเป็นสถานที่สำหรับปลีกตัวไปใช้ชีวิตแบบที่รักษาสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน (work & life balance) ของสองสามีภรรยาซึ่งใช้ชีวิตร่วมกันบนบัลลังก์แห่งอำนาจยาวนานกว่า 50 ปี มีการคาดคะเนว่าวิลล่าแห่งนี้ยังใช้งานต่อมาจนถึงสมัยของจักรพรรดิคอนสแตนติน (Constantine the Great ประมาณศตวรรษที่ 4) จากนั้นก็หายสาบสูญไปในกาลเวลา

               อีก 1,500 ปีต่อมา อาคารต่างๆ พังทลายจนแทบไม่เหลือซาก พื้นที่ถูกใช้ทำเกษตรกรรมและโดนซ้ำเติมด้วยการไถคราด มีนักสำรวจในช่วงปลายยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาและต้นศตวรรษที่ 19 เขียนถึงโบราณสถานแห่งนี้อยู่บ้าง ผ่านมาจนถึงปี ค.ศ.1863 เคานต์ฟรานเชสโก เซนนี (Francesco Senni) ซึ่งเป็นผู้เช่าที่ดินร่วมกับหุ้นส่วนอีกสองคนมีความคิดขุดค้นบริเวณนี้ ทำให้ค้นพบโบราณวัตถุศิลปวัตถุมากมาย รวมถึงการค้นพบที่สำคัญ คือ ประติมากรรมหินอ่อนรูปออกุสตุส (Augustus of Prima Porta ปัจจุบันจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์วาติกัน) และจิตรกรรมฝาผนังที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์เต็มพื้นที่ในห้องกึ่งใต้ดิน

 

ภาพที่ 3 เฟรสโกจากวิลล่าลิเวียในห้องจัดแสดง

 

               ห้องนี้รอดพ้นความเสียหายมาได้เพราะอยู่ใต้ดิน คาดว่าเป็นห้องรับประทานอาหารในฤดูร้อนที่ต้องการให้ความรู้สึกเสมือนนั่งอยู่ในสวน ภาพต้นไม้และนกนานาพันธุ์มีมิติความลึกและพริ้วไหวอย่างมีชีวิตชีวา ทันทีหลังจากการค้นพบมีการต่อเติมชั่วคราวที่ทำด้วยไม้เพื่อเปิดให้คนเข้าไปชมได้ แต่ความตื่นเต้นสนใจนี้มีอยู่ได้เพียงไม่กี่ปีห้องก็ขาดการดูแลและถูกลืมไปในที่สุดเนื่องจากมันเป็นทรัพย์สินส่วนบุคคล ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ห้องถูกใช้เป็นที่พักของทหารเยอรมันและเนินเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของสงครามจึงถูกวางระเบิดเพื่อทำลายในปี ค.ศ.1944  ทำให้โบราณสถานทั้งหมดตกอยู่ในความเสี่ยงต่อการสาบสูญไปตลอดกาล หลังสงครามจึงมีการเข้ามากำหนดบริเวณนี้เป็นพื้นที่ทางโบราณคดี โดยพยายามบูรณะภาพหลายปีแต่ก็ไม่สำเร็จเนื่องจากสภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวย ในปี ค.ศ.1951 มีการเข้ามาลอกภาพทั้งหมดออกไปเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติโรมัน ซึ่งใช้เวลาเพียง 7 วันเท่านั้น แต่ใช้เวลาอีกหลายปีในการอนุรักษ์ และเปิดให้เข้าชมในวันเปิดตัวพิพิธภัณฑ์พาลาสโซมาสสิโม ในห้องจัดแสดงที่มีขนาดเท่าจริงกับห้องเดิม

 

ภาพที่ 4 ส่วนหนึ่งของเฟรสโกจากวิลล่าลิเวีย

 

               ผู้เขียนยอมรับว่าขณะที่อ่านประวัติความเป็นมา การค้นพบ และชะตากรรมของภาพชุดนี้ รู้สึกว่าน่าสนใจมาก เมื่อได้เข้ามาดูในห้องจัดแสดงก็รู้สึกว่าเป็นงานมาสเตอร์พีชที่ไม่มีสิ่งใดเทียบได้จริง นอกจากได้ชมงานจิตรกรรมธรรมชาติที่สวยงาม มีชีวิตชีวาด้วยไม้ดอกไม้ผลและนกนานาพันธุ์ในอิริยาบถต่างๆ แล้วยังได้เรียนรู้รสนิยมและความรู้ในการเลือกพรรณไม้จากภูมิภาคที่แตกต่างกันมาตกแต่งสวนของคนโบราณเมื่อสองพันปีที่แล้ว ไม่ใช่กลางป่ากลางดง แต่เป็นสวนของคนมีวัฒนธรรมที่สังเกตได้จากรั้วเตี้ยๆ และกรงนกสวยๆ ในภาพ

               อย่างไรก็ตาม การนั่งชมภาพในห้องนี้ทำให้ผู้เขียนรู้สึกว่ามีบางสิ่งขาดหายไปและค้างคาใจจนกลับมาศึกษาค้นคว้าเพื่อทำความเข้าใจ ซึ่งมีนักวิชาการหลายท่านเสนอว่า ภาพชุดนี้ไม่ได้อยู่ในบริบทเดิม ถูกจัดแสดงอยู่ในบรรยากาศของห้องสมัยใหม่ และเมื่อนึกถึงภาพห้องใต้ดินที่ว่างเปล่า ไม่มีรูปภาพและถูกทิ้งไว้อย่างเดียวดายที่วิลล่าลิเวียก็อดรู้สึกเศร้าใจไม่ได้

               ในชั้นล่างมีการจัดแสดงผลงานศิลปะชิ้นเอกอีกสองชิ้นที่ดูเหมือนหายไปจากโลกตั้งแต่ศตวรรษที่ 4 และปรากฎใหม่อีกครั้งใน 1,500 ปีต่อมา นั่นคือ ประติมากรรมสำริดนักมวยพักผ่อน และประติมากรรมรูปเจ้าชายเฮลเลนิสติก (Hellenistic Prince) ซึ่งถูกขุดพบลึกลงไป 6 เมตรภายในช่องระหว่างกำแพงฐานรากของซากวิหารแห่งพระอาทิตย์ (Temple of the Sun) ระหว่างการสำรวจเพื่อเตรียมพื้นที่สร้างโรงละครแห่งชาติเมื่อปี ค.ศ.1885 (ปัจจุบันโรงละครถูกรื้อถอนไปแล้ว) วิหารพระอาทิตย์สร้างขึ้นราวปี ค.ศ.274 และใช้งานจนถึงราวศตวรรษที่ 4 ก่อนลัทธิบูชาเทพเจ้าจะถูกปราบปรามหลังจากจักรพรรดิโรมันยอมรับศาสนาคริสต์ และหลังศตวรรษที่ 4 เป็นช่วงเวลาที่สันนิษฐานว่าประติมากรรมถูกฝังไว้เพื่อซ่อนให้รอดพ้นจากการโจมตีเมืองหรือการปล้นสะดมที่เกิดขึ้นเมื่อจักรวรรดิโรมันตะวันตกเสื่อมอำนาจ รูปสำริดมักถูกหลอมเพื่อเอาโลหะไปทำอาวุธจึงทำให้ไม่ค่อยมีประติมากรรมหลงเหลือมาจนถึงปัจจุบัน

               เหตุการณ์ในวันนั้นเป็นอย่างไร? คนที่คิดเรื่องนี้ได้ต้องไม่ใช่คนธรรมดา เพราะต้องใช้ทรัพยากรและแรงงานในการขุดหลุมที่ลึกมากและเคลื่อนย้ายประติมากรรมมา คนเหล่านั้นคิดอะไรบ้างระหว่างที่ค่อยๆ กลบดินฝังไว้ มีการคาดการณ์ไว้ว่าจะกลับมาขุดกู้คืนไหม หรือปล่อยให้หลับใหลอยู่ใต้ดินอีกนับพันปี ตลอดกาล? ซึ่งการค้นพบที่น่าตื่นเต้นครั้งนี้มีคนนำมาเขียนเล่าบ่อย แต่ผู้เขียนชอบเรื่องเล่าดั้งเดิมจากบันทึกของโรโดลโฟ ลันชานี (Rodolfo Lanciani) นักโบราณคดีผู้อยู่ในเหตุการณ์ ซึ่งได้เขียนลงในหนังสือกรุงโรมโบราณในมุมมองของการค้นพบใหม่ๆ (Ancient Rome in the Light of Recent Discoveries) ตีพิมพ์ปี ค.ศ.1888 โดยมีบางตอนที่น่าสนใจ ดังนี้

              “ในวันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 1885 เวลาพระอาทิตย์ใกล้จะตกดิน คนงานคนหนึ่งกำลังเคลียร์เศษขยะที่อยู่ในช่องระหว่างผนังของกำแพงฐานรากที่หนึ่งและที่สอง เขาพบส่วนปลายของแขนรูปปั้นสำริดซึ่งรูปนั้นนอนหงายอยู่ที่ระดับความลึก 17 ฟุตจากพื้นของวิหาร ผู้รับเหมาเก็บเรื่องนี้เป็นความลับจนถึงวันถัดไป เมื่อเจ้าหน้าที่มาพบกัน ณ จุดนั้น รูปปั้นก็ถูกเคลื่อนย้ายไปแล้ว ดังนั้นเราจึงไม่อาจศึกษาและสังเกตสถานการณ์ของการค้นพบได้.....

 

ภาพที่ 5 ประติมากรรมรูปเจ้าชายเฮลเลนิสติก

 

               ร่างสูงศักดิ์นี้สูงเจ็ดฟุตสี่นิ้ว กว้างสองฟุตที่ไหล่ แสดงภาพของนักกีฬาเปลือย หรืออย่างน้อยก็เป็นผู้ชายประเภทนักกีฬา ซึ่งมีความแข็งแรงเต็มที่.....รูปปั้นยืนบนขาข้างซ้าย ขาขวาก้าวมาข้างหน้าเล็กน้อย แขนขวาไขว้หลังวางบนสะโพก....แขนซ้ายยกสูงเหนือศีรษะ เหมือนจะท้าวอยู่กับไม้เท้าหรือหอก ซึ่งมีร่องรอยให้มองเห็นได้ที่บริเวณท้องแขน......

               ความตื่นเต้นที่เกิดจากการค้นพบที่ไม่ธรรมดานี้แทบจะยังไม่ได้ลดลง เมื่อประมาณหนึ่งเดือนต่อมา รูปสำริดรูปที่สองถูกค้นพบใต้สถานการณ์เดียวกันกับรูปแรก การค้นพบเกิดระหว่างกำแพงฐานรากที่สองและที่สาม ที่ระดับความลึก 18 ฟุตจากพื้นวิหาร คราวนี้ได้รับแจ้งทันที พวกเรารวมตัวกันทันทีที่นั่น และตอนนั้นเพิ่งมีเพียงส่วนหัวเท่านั้นที่โผล่ขึ้นมา ดังนั้นเราจึงสามารถติดตามและศึกษารายละเอียดของการขุดค้นได้

               หลักฐานสำคัญที่ได้จากการเฝ้าสังเกตการนำดินออกจากบริเวณที่งานชิ้นเอกนี้ถูกฝังอยู่ คือรูปปั้นไม่ได้ถูกโยนลงไปที่นั่นหรือถูกฝังอย่างเร่งรีบ แต่ถูกปกปิดและได้รับการดูแลด้วยความระมัดระวังสูงสุด ร่างที่อยู่ในท่านั่งถูกวางไว้บนเสาหินดอริก เช่นเดียวกับวางบนเก้าอี้ และหลุมลึกซึ่งขุดผ่านลงไปในฐานรากของวิหารเพื่อซ่อนรูปปั้นนั้นเต็มไปด้วยดินที่ร่อนแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวของสำริดเสียหาย

 

 

ภาพที่ 5 ประติมากรรมสำริดนักมวยพักผ่อน ณ จุดที่ขุดพบ

 

               ฉันได้เคยเป็นพยานรู้เห็นการค้นพบมากมายในประสบการณ์อันยาวนานในงานโบราณคดีภาคสนาม ฉันได้พบกับความประหลาดใจน่าเหลือเชื่อครั้งแล้วครั้งเล่า บางครั้งฉันก็ได้พบงานชิ้นสำคัญโดยไม่คาดฝันเป็นที่สุด แต่ฉันไม่เคยรู้สึกประทับใจเป็นพิเศษเท่ากับการได้เห็นซากดึกดำบรรพ์อันงดงามของนักกีฬาในยุคกึ่งป่าเถื่อนนี้ ที่ค่อยๆ ผุดขึ้นมาจากพื้นดิน ราวกับกำลังตื่นขึ้นจากการพักผ่อนอันยาวนานหลังจากการต่อสู้อันกล้าหาญ ร่างกายของเขาโน้มไปข้างหน้าเล็กน้อย ข้อศอกวางอยู่บนเข่า ท่าทางของเขาเหมือนกับนักมวยที่อ่อนล้าจากการถูกชกมานับครั้งไม่ถ้วน ซึ่งร่องรอยของการถูกชกนั้นปรากฏให้เห็นทั่วร่างกายของเขา ใบหน้าแบบเฮอร์คิวลีสหันไปทางซ้าย ปากเผลอเล็กน้อย ริมฝีปากดูเหมือนขยับราวกับกำลังพูดอยู่กับใครบางคน อันที่จริงแล้ว ไม่ต้องสงสัยเลยว่ารูปปั้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มรูปปั้น รายละเอียดทุกอย่างสมจริงอย่างยิ่ง จมูกบวมจากการถูกชกครั้งสุดท้าย หูดูเหมือนหนังแบนๆ ไร้รูปทรง คอ ไหล่ และหน้าอกเต็มไปด้วยรอยแผลเป็น การปั้นกล้ามเนื้อแขนและหลังนั้นยอดเยี่ยมมาก วีรบุรุษผู้กล้าหาญกำลังหอบหายใจด้วยความเหนื่อยล้า แต่เขาก็พร้อมที่จะเริ่มต้นใหม่อีกครั้งเมื่อมีเสียงเรียก”

               เขาคิดว่าประติมากรรมสำริดนักมวยพักผ่อนเป็นศิลปะกรีกแท้ ไม่ใช่งานที่โรมันทำเลียนแบบ ซึ่งในปัจจุบันพิพิธภัณฑ์ระบุที่มาว่า ยุคกรีกตอนปลายประมาณศตวรรษที่ 2-1 ก่อนคริสตกาล และเขายังสันนิษฐานด้วยว่าน่าจะมีประติมากรรมอื่นๆ ที่ถูกฝังไว้แบบนี้อีก แต่ในเวลานั้นการขยายพื้นที่ค้นหาออกไปเป็นเรื่องยากเพราะกระทบกับอาคารสมัยใหม่

               ชั้นล่างและชั้นที่ 1 จัดแสดงประติมากรรมเป็นรูปบุคคลเต็มตัวบ้างครึ่งตัวบ้าง จำนวนหนึ่งเป็นอนุสาวรีย์ของจักรพรรดิ บุคคลสำคัญ รูปของเทพและเทพี ซึ่งพิพิธภัณฑ์ก็สอดแทรกเรื่องราวที่เกี่ยวข้องแต่ไม่อัดแน่นให้รู้สึกอึดอัดราวกับเรียนประวัติศาสตร์อย่างจริงจัง มีรูปประติมากรรมครึ่งตัว (Bust) คล้ายกับพิพิธภัณฑ์โบราณคดี หรือประวัติศาสตร์ศิลปะที่ตั้งไว้จำนวนมาก แต่อธิบายเพียงว่า รูปผู้ชาย (male figure) หรือรูปผู้หญิง (female figure) อายุสมัยใด ซึ่งดูแล้วรู้สึกตาลายและไม่เข้าใจว่ามีความสำคัญอย่างไร

 

ภาพที่ 6 ประติมากรรมครึ่งตัวจำนวนมากมายเต็มห้องจัดแสดง

 

               คำบรรยายบนบอร์ดของพิพิธภัณฑ์อธิบายว่า โรมันในสมัยสาธารณรัฐมีกฎหมายกำหนดการจัดวางประติมากรรมรูปบุคคลในที่สาธารณะ เช่น หากใครเป็นบุคคลสาธารณะสามารถติดตั้งรูปเหมือนของตนในที่สาธารณะได้เพื่อฉลองความสำเร็จ รูปสลักของสมาชิกครอบครัวและรูปของคนทั่วไปจะตั้งไว้ในบริเวณบ้านเพื่อเป็นการระลึกถึงบุคคลนั้นๆ หรือนำไปใช้ในสุสานของครอบครัวด้วย  ซึ่งรูปสลักบุคคลหินอ่อนเหล่านี้ทำหน้าที่คล้ายภาพถ่ายในยุคปัจจุบันจึงพบว่ามีอยู่ทั่วไป และสะท้อนถึงพัฒนาการของรสนิยม สไตล์แฟชั่นของคนในช่วงเวลาต่างๆ อาทิ การแต่งตัว ทรงผมที่นิยม ทำให้กลายเป็นดูรูปประติมากรรมแล้วสนุกขึ้นมาก

 

ภาพที่ 7 ประติมากรรมนักขว้างจักร

 

               ในสองชั้นนี้ยังมีประติมากรรมชิ้นเอกอย่างรูปนักกีฬาขว้างจักร (Discus Thrower) ซึ่งผู้เขียนจำได้เลือนรางว่าเคยเห็นรูปแบบนี้ตั้งแต่เด็กและคิดไปเองว่าเป็นของสมัยใหม่ จึงเพิ่งรู้ว่าเป็นของโบราณและรู้สึกดีใจที่ได้มาดูใกล้ๆ อีกชิ้นหนึ่งเป็นรูปประติมากรรมเฮอร์มาโฟไดท์ที่หลับใหล (Sleeping Hermaphrodite) เป็นชิ้นที่สามที่ถูกค้นพบ (ชิ้นหนึ่งที่สมบูรณ์ที่สุดจัดแสดงอยู่ที่ลูฟวร์ อีกชิ้นหนึ่งอยู่ที่หอศิลป์บอร์เกเซในโรม) แม้ว่ารูปนี้อาจสมบูรณ์น้อยสุดแต่ก็สวยอยู่ดี และงานชิ้นเอกสุดท้ายเป็นรูปหล่อสำริดจากเรือเนมิ (Nemi) พระราชวังลอยน้ำของจักรพรรดิคาลิกูลา (Caligula (ครองราชย์ ค.ศ. 37-41)) ประวัติ-การค้นพบ-ชะตากรรมที่แสนสลดใจก็เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นไม่แพ้เรื่องอื่น

 

ภาพที่ 8 ประติมากรรมเฮอร์มาโฟไดท์ที่หลับใหล

 

               ชั้นใต้ดินเป็นโซนที่ผู้เขียนไม่ได้เข้าชมเนื่องจากปิดปรับปรุง จัดแสดงคอลเล็กชันเหรียญกษาปณ์ที่พิพิธภัณฑ์กล่าวอ้างว่าไม่เหมือนใครในโลก ประกอบด้วยเหรียญกว่าครึ่งล้านชิ้น รวมถึงเหรียญรางวัล เครื่องประดับอัญมณี และผลงานของช่างทอง ตั้งแต่ศตวรรษที่ 9 ก่อนคริสต์ศักราชจนถึงปัจจุบัน เมื่อคนึงถึงการจัดแสดงทั้ง 3 ชั้นที่อยู่ด้านบนแล้ว ผู้เขียนเชื่อว่าน่าจะมีวิธีการเล่าเรื่องของวัตถุจัดแสดงเหล่านี้ให้น่าสนใจได้ไม่แพ้กัน

               พาลาสโซมาสสิโม เปิดเวลา 9.30-19.00 น. วันจันทร์ปิด ค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์ 12 ยูโร และสามารถใช้เข้าชมได้ถึง 3 วันทั้ง 4 สาขา แต่เข้าได้สาขาละครั้งเดียว เว็บไซต์ของพิพิธภัณฑ์เข้าถึงค่อนข้างยาก แต่การซื้อตั๋วกับเครื่องจำหน่ายตั๋วที่พิพิธภัณฑ์ใช้ได้สะดวกรวดเร็วดี

 

แหล่งที่มาของข้อมูล

คำบรรยายนิทรรศการในพิพิธภัณฑ์ Palazzo Massimo alle Terme

National Roman Museum of Palazzo Massimo

http://arthistoryrome.uniroma2.it/images/Documents/PALAZZO-MASSIMO-e-Villa-di-Livia_english_CA.pdf

Martina Castaldi & Agostina Maria Giusto. (2024). The Drawn Garden: Historical, Iconographical and Representative Analysis through Time of the “Villa Di Livia” in Rome. Athens Journal of Architecture, 1-32

https://www.athensjournals.gr/architecture/2023-5381-AJA-PLA-Giusto-07.pdf

Rodolfo Lanciani. (1888). Ancient Rome in the Light of Recent Discoveries.

https://play.google.com/books/reader?id=YZJBAAAAYAAJ&pg=GBS.PA306&printsec=frontcover&output=reader&hl=en

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ