Museum Core
พิพิธภัณฑ์ผู้พันไก่ : ขุมทรัพย์กลางเมือง
Museum Core
02 ธ.ค. 68 421
ประเทศไทย

ผู้เขียน : อโรชา ดุกขุนทด

               พิพิธภัณฑ์ผู้พันไก่ ตั้งอยู่บนถนนพระลือใกล้กับป้อมประตูเมือง แยกวัดคูหาสวรรค์ จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งในวันปกติธรรมดาตึกพาณิชย์หลังนี้จะปิดประตูเหล็กม้วนไว้ และเปิดให้เข้าชมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในวันเสาร์เป็นเวลายาวนานกว่า 8 ปี เมื่อมองจากภายนอกอย่างผิวเผินก็เห็นเป็นเพียงตึกสีขาวซีดที่บ่งบอกถึงความเก่าผ่านกาลเวลา โดยพื้นที่ของพิพิธภัณฑ์มีขนาดเพียงหนึ่งคูหาสองชั้นเท่านั้น ซึ่งหากไม่มีป้ายชื่อที่ทำจากไม้แกะสลักเป็นตัวอักษรสีจางแขวนเอาไว้ก็คงไม่มีใครทราบว่าที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์ แม้แต่ผู้เขียนที่อาศัยอยู่ที่จังหวัดพิษณุโลกมานานกว่า 2 ปีก็ไม่ทราบ ทั้งที่พิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่ห่างจากหอพักในระยะไม่เกิน 1 กิโลเมตร

 

ภาพที่ 1 อาคารพิพิธภัณฑ์ผู้พันไก่

 

              บริเวณด้านหน้าประตูทางเข้าพิพิธภัณฑ์มีเครื่องฝัดข้าว หรือที่เรียกกันว่า สีฝัดข้าวขนาดใหญ่ ซึ่งทำมาจากไม้ รูปร่างแปลกตา เป็นอุปกรณ์ทางการเกษตรอย่างหนึ่งของชาวนาในอดีต ใช้คัดแยก เมล็ดข้าว หรือเมล็ดพันธุ์ดี ออกจากเมล็ดลีบ เศษผง และฝุ่นละอองขนาดเล็ก ซึ่งในปัจจุบันพบเห็นได้ไม่บ่อยนัก บริเวณใกล้เคียงกันนั้น มีจักรยานโบราณขายโรตีสายไหมหยอดเหรียญในยุค 90 ซึ่งผู้เขียนได้ทดลองหยอดเหรียญไปหนึ่งครั้งก่อนจะเข้าไปด้านใน และเมื่อเข้าไปด้านในพิพิธภัณฑ์ ก็รู้สึกได้ถึงอากาศ ที่ค่อนข้างร้อน เนื่องด้วยไม่มีเครื่องปรับอากาศมีเพียงเสียงลมพัดเบา ๆ จากพัดลมเพดานที่มีอายุมากกว่ายี่สิบปีเท่านั้น

               ด้วยขนาดพื้นที่พิพิธภัณฑ์ค่อนข้างจำกัดอยู่ในตึกหนึ่งคูหาสองชั้น ทำให้ผู้เขียนคาดการณ์ล่วงหน้าไปว่า “ของสะสม” อาจมีไม่มาก แต่ความจริงแล้วสถานที่แห่งนี้กลับเต็มไปด้วยของเก่าสะสมนับหมื่นชิ้นถูกเก็บรักษาไว้ในตู้กระจกอย่างดี ทั้งมีแขวนติดฝาผนังและจัดวางไว้นอกตู้กระจกด้วย และภายหลังทราบว่ายังมีสิ่งของเก่าแก่อีกหลายชิ้นถูกเก็บไว้ในกล่องด้วยไม่มีพื้นที่เพียงพอให้นำมาจัดแสดง 

              จุดแรกที่ผู้เขียนเข้ามาเยือนเป็นบริเวณซ้ายมือถัดจากประตูทางเข้าพิพิธภัณฑ์ มีตู้กระจกใสแสดงเหรียญ และธนบัตรเก่าหลายใบหลายราคา ซึ่งเกินกว่าครึ่งของเงินตราเหล่านั้น ผู้เขียนไม่เคยพบเห็นมาก่อน ธนบัตรที่ดึดงดูดความสนใจผู้เขียนมากที่สุดเป็น “ธนบัตรรุ่นไทยถีบ” มีประวัติโดยย่อว่า ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มีกลุ่มคนรวมตัวกันเป็นขบวนการเสี่ยงชีวิตลักลอบขึ้นไปบนขบวนรถไฟที่ขนสัมภาระของกองทัพของญี่ปุ่น และแอบงัดแงะเปิดตู้รถไฟ จากนั้นก็ใช้เท้าถีบลังไม้บรรจุสินค้าให้ตกจากรถไฟเพื่อขัดขวางการทำงานของกองทัพญี่ปุ่น

               ชาวบ้านข้างทางรถไฟมาเก็บลังไม้แล้วเปิดดูจึงรู้ว่าเป็นธนบัตรไทยที่พิมพ์ใหม่ชนิดราคา 5 บาท 10 บาท 20 บาท และ 100 บาท บรรจุอยู่เต็มลัง ทั้งนี้ ก่อนเกิดสงครามประเทศไทยจ้างบริษัทอังกฤษพิมพ์ธนบัตร แต่หลังเกิดสงครามอังกฤษกับไทยอยู่ฝ่ายตรงข้ามกัน เมื่อธนบัตรเริ่มขาดแคลนไทยจึงติดต่อให้ญี่ปุ่นพิมพ์ธนบัตรที่ไม่มีหมายเลข และลายเซ็นของรัฐมนตรีกระทรวงการคลังกำกับ ทำให้มีคนไทยปลอมแปลงด้วยการพิมพ์หมายเลขและลายเซ็นปลอมขึ้นมาแล้วนำเงินนี้ไปใช้ หลังเกิดเหตุรัฐมนตรีจึงประกาศขอให้นำธนบัตรมาคืนเพื่อความมั่นคงของเศรษฐกิจแต่ได้รับคืนเป็นส่วนน้อย ทำให้รัฐบาลนำธนบัตรเหล่านี้ไปพิมพ์ใหม่ เพิ่มลายเซ็นรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง และแก้ไขราคาธนบัตรเป็น 50 สตางค์ ด้วยเหตุนี้จึงกลายเป็นที่มาของชื่อธนบัตรรุ่นพิเศษนี้ ทั้งนี้ สิ่งของบางชิ้นมีคิวอาร์โค้ดให้สแกนอ่านข้อมูลเพิ่มเติม แต่บางชิ้นผู้เขียนต้องค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติมเอง

               นอกจากธนบัตรไทยถีบแล้ว เหรียญคาสิโนของประเทศไทยเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่โดดเด่นมาก ซึ่งเหรียญคาสิโนชุดนี้เป็นเพียงชุดเดียวที่ถูกต้องตามกฎหมาย (ปัจจุบันผิดกฎหมาย) คุณลุงผู้พันเล่าประวัติโดยย่อให้ฟังว่า หลังจบสงครามโลกครั้งที่สองเกิดภาวะเงินเฟ้อ ข้าวยากหมากแพง อีกทั้งประเทศไทยต้องจ่ายเงินชดใช้ค่าปฏิกรรมสงคราม พร้อมข้าวสารจำนวนมหาศาลให้กับฝ่ายพันธมิตร รัฐบาลจึงเปิดบ่อนคาสิโนเพื่อหารายได้ ทำให้ประชาชนติดพนันจนสิ้นเนื้อประดาตัวจนต้องปิดหลังเปิดใช้ได้เพียง 4 เดือนเท่านั้น

               ถัดมาเพียงเล็กน้อย มีเครื่องพิมพ์ดีดยี่ห้อสมิทธ์พรีเมียร์รุ่นที่1 (Smith premier no.1) ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า เป็นเครื่องพิมพ์ดีดภาษาไทยรุ่นแรก อายุสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โดยนายเอ็ดวิน ฮันเตอร์ แมคฟาร์แลนด์ (Mr. Edwin Hunter McFarland) หมอสอนศาสนาชาวอเมริกันที่เกิดในประเทศไทย ต้องการสร้างเครื่องพิมพ์ดีดภาษาไทยขึ้น จึงได้ร่วมกับบริษัทแอล ซี สมิทธ์ แอนด์บราเธอร์ (L.C. Smith & Bros.) ออกแบบและวางตำแหน่งตัวอักษรไทยที่ใช้ในเครื่องพิมพ์ดีดจนผลิตต้นแบบเครื่องพิมพ์ดีดภาษาไทยได้สำเร็จ มีลักษณะแป้นอักษร 7 แถว ทำงานแบบตรึงแคร่อักษร (fixed carriage typed typewriter) ซึ่งสามารถใช้งานได้ดี แต่ในขณะออกแบบแป้นอักษรไทยเพื่อบรรจุลงในแผงแป้นอักษร แมคฟาร์แลนด์ได้ลืมบรรจุตัวอักษร “ฃ” และ “ฅ” ลงไปด้วย (บ้างก็ว่าเป็นเพราะพื้นที่ใส่แป้นไม่พอ) แต่โชคดีที่สามารถใช้ตัวอักษรอื่นที่พ้องเสียงทดแทนกันได้ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมจึงไม่ปรากฏ “ฃ” และ “ฅ” บนแป้นพิมพ์ดีด 

 

ภาพที่ 2 เครื่องพิมพ์ดีดพรีเมียร์รุ่นที่1

 

               ถัดจากเครื่องพิมพ์ดีด มีหนังสือ นิตยสาร และสลากกินแบ่งรัฐบาลเก่าวางเรียงรายหลายฉบับ บางส่วนบรรจุในกรอบรูปแขวนติดฝาผนัง ซึ่งหลายฉบับมีอายุไม่ต่ำกว่าสามทศวรรษ ท่ามกลางกระดาษ มีอุปกรณ์รูปทรงคล้ายหมวกนักบินอวกาศทำด้วยเหล็กอย่างหนา มีท่อสำหรับหายใจวางแทรกอยู่ด้วย คุณลุงผู้พันบอกว่า นั่นคือ หมวกของนักดำน้ำโบราณ
               ด้านในสุดของพิพิธภัณฑ์ชั้นแรก จะพบมุมจัดแสดงโทรศัพท์รุ่นเก่าหลายประเภท ทั้งโทรศัพท์รูปทรงโบราณ โทรศัพท์บ้าน โทรศัพท์เคลื่อนที่ขนาดใหญ่ รวมถึงวิทยุติดตามตัว หรือเพจเจอร์ (Pager) ที่เริ่มใช้ในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2520 มีหน้าที่รับเฉพาะข้อความสั้น ๆ ไม่สามารถส่งข้อความผ่านเพจเจอร์ได้โดยตรง เป็นแค่เพียงการสื่อสารทางเดียวเท่านั้น
               เมื่อขึ้นไปยังชั้นสองของพิพิธภัณฑ์ จะเก็บเครื่องฉายหนังขนาดใหญ่ นิยมมากในแถบชนบท มีอีกชื่อเรียกว่า “หนังขายยา” มาจากการที่จะฉายภาพยนตร์ให้คนชมตามหมู่บ้านโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แลกกับการขายยา โฆษณายารักษาโรคระหว่างพักชมภาพยนตร์ นอกจากเครื่องฉายหนังแล้ว บนชั้นสองของพิพิธภัณฑ์ ยังมีถังพ็อปคอร์นหลายรูปลักษณ์ เรียงรายอยู่เต็มชั้นวางของ อีกทั้งของเล่น ตุ๊กตา หุ่นจำลองจำนวนมากถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ นอกจากนี้ยังมีเครื่องใช้อีกหลายชิ้นที่มีความเป็นเอกลักษณ์ เช่น ขวดนมแก้วโบราณ รูปทรงคล้ายกล้วยหอมมีปากขวดทั้งสองด้าน หรือภาชนะบรรจุสุรามีลักษณะคล้ายอวัยวะเพศชาย วางเรียงตลอดขั้นบันได
               สำหรับมุมที่ผู้เขียนประทับใจมากที่สุดในการชมพิพิธภัณฑ์ผู้พันไก่เป็นมุมร้านขายของชำ ผู้เขียนและเพื่อนได้ถ่ายภาพแนวย้อนยุค ให้ความรู้สึกเหมือนเวลาหยุดเคลื่อนไหว โดยมีฉากหลังเป็นสินค้าอุปโภค บริโภคในชีวิตประจำวันในอดีตอย่างผ้าอนามัย กาแฟ บุหรี่ ผงซักฟอก ซึ่งในปัจจุบันสินค้าบางชนิดสูญหายไปกับกาลเวลา แต่สินค้าหลายชนิดก็ยังคงอยู่ เพียงแค่ปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ให้เข้ากับ ยุคสมัยมากยิ่งขึ้น

 

ภาพที่ 3 มุมร้านขายของชำ

 

              “ถ้าจะเดินดูให้ละเอียดทุกชิ้น น่าจะใช้เวลาประมาณสามชั่วโมง” คุณลุงผู้พันพูดเป็นระยะเวลาสองชั่วโมงเต็มที่ผู้เขียนและเพื่อนเพลิดเพลินไปกับการชมของโบราณ และฟังเรื่องราวของสะสมในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ผู้เขียนสัมผัสได้ว่าเต็มเปี่ยมไปด้วยความภูมิใจ สะท้อนผ่านน้ำเสียงอันอ่อนนุ่ม สีหน้า และแววตา เมื่อได้บอกเล่าเกร็ดความรู้ต่างๆ จากของเก่าที่สะสมไว้ทุกชิ้นให้กับผู้สนใจฟัง แม้จะพูดอธิบายอย่างต่อเนื่องแต่กลับไม่ปรากฏความเหนื่อยล้าให้เห็นเลยสักนิด
              ในทรรศนะของผู้เขียนแล้ว นอกเหนือจากของเก่า ของโบราณที่ได้มาสัมผัสด้วยตนเอง อีกสิ่งหนึ่งที่สร้างความประทับใจให้ผู้เขียน คือ การนำชมพิพิธภัณฑ์ด้วยน้ำเสียงแห่งความสุข ความภูมิใจของผู้เป็นเจ้าของ ช่วยบอกเล่าเรื่องราวในอดีต ทำให้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นเหมือน “ขุมทรัพย์กลางเมือง” ที่เก็บรักษาความทรงจำผ่านของโบราณที่ประเมินมูลค่าไม่ได้

 

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

โรม บุนนาค. (17 กรกฎาคม 2563). “ขบวนการไทยถีบ” ถีบหีบในตู้รถไฟขนของญี่ปุ่นเปิดดูผงะหงาย  กลายเป็นธนบัตรไทยทั้งตู้. สืบค้นจาก https://mgronline.com/onlinesection/detail/9630000073330

Mata. (16 มกราคม 2556). กำเนิดเครื่องพิมพ์ดีดภาษาไทย กับ ข.ขวด และ ค.คน หายไปไหน. สืบค้นจาก https://board.postjung.com/652485

 

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ