เมื่อล่วงเข้าเดือนเมษายน สภาพอากาศก็ทวีความร้อนอย่างรุนแรงโดยเฉพาะพื้นที่ที่ตั้งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรอย่างประเทศไทยก็คล้ายกับเตาอบโดยปริยาย บางครั้งอาจโชคดีมีลมมรสุมและฝนตกลงมาช่วยคลายไอร้อนแดดได้บ้าง ทว่าหากธรรมชาติไม่เอื้ออำนวยหยาดฝนมาให้ชาวไทยก็คงใจจดจ่อเฝ้ารอคอยเทศกาลตรุษสงกรานต์กัน

ภาพที่ 1 รูปแบบการเล่นสาดน้ำสงกรานต์ในวัฒนธรรมไทย
อันที่จริง 'ตรุษสงกรานต์' หรือ 'เทศกาลน้ำ' เป็นรูปแบบการเฉลิมฉลองขึ้นปีใหม่ร่วมกันในประเทศต่าง ๆ แถบอุษาคเนย์ อาทิ ไทย กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ รวมถึงชาวไตในประเทศจีน ซึ่งประเพณีนี้มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน โดยมุมมองจากชาวตะวันตกเรียกว่า เทศกาลสาดน้ำ (Warter Splash Festival) ที่มีต้นกำเนิดแรกเริ่มจากการประ - พรมน้ำใส่กัน โดยอนุมานว่าเป็นส่วนหนึ่งของพิธีชำระล้างร่างกายต้อนรับปีใหม่ตามธรรมเนียม
ประเพณีสงกรานต์ไทยเริ่มต้นด้วยการ 'สรงน้ำพระพุทธรูปและพระสงฆ์' ในพุทธศาสนสถาน จากนั้นจึงใช้น้ำที่เหลือค่อนขันมาประ - พรมแก่กัน เพื่อแสดงความเคารพ หรือทักทาย ก่อนเพิ่มระดับการคลายร้อยแบบสาดน้ำกันจนเปียกชุ่มฉ่ำอย่างสนุกสนานดังพบเห็นและดำเนินอยู่ในปัจจุบัน
จากข้อมูลการจัดอันดับเทศกาลสำคัญระดับโลกโดยเว็บไซต์อินเตอร์เนชั่นนอลแทรเวลเลอร์เมื่อปี ค.ศ.2023 เทศกาลสงกรานต์ไทยถูกบรรจุอยู่ในอันดับที่ 3 จากจำนวน 24 เทศกาล รองจากงาน 'จิออน มัตสึริ' (Gion Matsuri) ของญี่ปุ่น และ เทศกาลผู้หลากหลายทางเพศแห่งซิดนี่ย์ ออสเตรเลีย (Sydney Gay and Lesbian Mardi Gras) โดยเว็บไซต์ดังกล่าวได้เขียนนิยามถึงเทศกาลสาดน้ำของไทยที่แฝงอารมณ์ขันและเห็นภาพชัดเจนว่าเป็น “การต่อสู้ทางน้ำในระดับชาติ” (A water fight on a National scale) พร้อมบรรยายเสริมเพิ่มว่า
"...สงกรานต์ในประเทศไทย คือ การเฉลิมฉลองปีใหม่ทางพุทธศาสนา ในขั้นต้น 'น้ำ' มีบทบาทในวันอันเป็นมงคลนี้ด้วยการรดพระพุทธรูป แต่ปัจจุบันการรดไม่ได้สงวนไว้เฉพาะสำหรับพระเจ้าเท่านั้น และจุดประสงค์ของการชำระล้างยังใช้กับทุกคน แม้ว่าจะยังคงเป็นเทศกาลทางจิตวิญญาณที่ทุกคนต่างเข้าวัดในท้องถิ่น แต่สงกรานต์ได้แปรเป็นความสุข สนุกสนาน จนทั่วราชอาณาจักร ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ใดในประเทศไทย จากกรุงเทพฯ ถึงเชียงใหม่ จากอยุธยา ถึงกระบี่ หรือเกาะสมุย คุณสามารถคาดหวังได้ว่าจะเปียกโชกได้โดยทุกสิ่ง นับแต่ปืนฉีดน้ำจนถึงงวงช้างที่ใช้เพื่องานนี้"
แน่นอนว่าเมื่อปีที่ผ่านมา (6 กุมภาพันธ์ 2024) องค์กรยูเนสโก้ได้มอบประกาศนียบัตรอย่างเป็นทางการและยกฐานะให้ 'สงกรานต์ไทย' เป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ

ภาพที่ 2 สื่อประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลในวาระที่ประเพณีสงกรานต์ไทยได้รับการประกาศเป็น
มรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติในปีพ.ศ.2567
แหล่งที่มาภาพ: https://www.facebook.com/ThaiMCulture/posts/902736661222033/
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยไม่เป็นชนชาติเดียวที่ชื่นชอบประเพณีการสาด ทั้งนี้ ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 ให้นิยามความหมายคำว่า 'สาด' เป็นคำกริยา หมายถึง ก. ซัดไป เช่น สาดน้ำ สาดโคลน สาดทราย, วักน้ำหรือตักน้ำซัดออกไปโดยแรง เช่น สาดน้ำรดแปลงผัก, ซัดหรือกระเซ็นเข้ามา เช่น ฝนสาด" ซึ่งในหลายประเทศมุมอื่นของโลกก็มีวัฒนธรรมการสาดเช่นกัน ตัวอย่างเช่น
ในประเทศสเปนมีงานเทศกาลสาดไวน์ใส่กันในทุกวันที่ 29 มิถุนายนของทุกปี ตั้งแต่เช้าตรู่ชาวสเปนจะแต่งกายออกนอกบ้านด้วยชุดสีขาวสะอาดตามาร่วมงานเทศกาลฮาโรไวน์เฟสติวัล (Haro Wine Festival) ซึ่งจัดขึ้นเพื่อย้อนรำลึกถึงข้อพิพาทเรื่องที่ดินระหว่างเมืองฮาโร (Haro) และเมืองมิแรนด้า เดอ อีโบร (Miranda de Ebro) เมื่อศตวรรษที่ 13 ที่ยังไม่มีการทำเส้นแบ่งเขตแดนชัดเจน โดยชาวเมืองฮาโรจะเดินขบวนขึ้นเขาเพื่อแสดงสิทธิ์การครอบครองที่ดิน ทำเครื่องหมายตามแนวเขตแดนด้วยกระเป๋าหนังบรรจุไวน์เรียกว่า 'กระเป๋าโบตา' (bota de vino) และสาดไวน์เป็นสัญลักษณ์กำกับพื้นที่ และพิธีทำเขตแดนด้วยไวน์นี้เองที่ค่อย ๆ พัฒนาเปลี่ยนเป็นประเพณีการสาดไวน์ใส่กันในปัจจุบัน
ขณะที่ประเทศอินเดียมีงานเทศกาลสาดฝุ่น (Holi Festival) ตามทัศนะชาวตะวันตกเรียกชื่อเทศกาลโฮลิว่า "สายรุ้งแห่งสีสัน" เทศกาลนี้เป็นประเพณีฮินดูที่มีนัยว่าเพื่อเฉลิมฉลองแก่ความรัก และความสนุกสนานกลางฤดูใบไม้ผลิ รวมถึงชัยเหนือความชั่วร้าย ซึ่งเทศกาลสาดฝุ่น (หรือผงสี) ครอบคลุมในหลายพื้นที่ที่มีประชากรชาวฮินดูอาศัยอยู่จำนวนมากทั่วอินเดีย รวมถึงเนปาลด้วย ในงานเทศกาลเริ่มต้นด้วยผู้คนมารวมตัวร้องรำทำเพลงรอบกองไฟยามพลบค่ำ กระทั่งเช้าวันถัดเป็นช่วงเวลาที่ ทุกคนสนุกสนานกับการขว้าง ปา สาดผงสี (ปัจจุบันนิยมใช้สีย้อมผ้า) จนผู้คนและท้องถนนเปรอะเปื้อนเต็มไปด้วยสีสัน ทุกคนสนุกไปด้วยกันอย่างเสมอปราศจากวรรณะ

ภาพที่ 3 การจัดงานเทศกาลโฮลีเมื่อปี ค.ศ. 2022 ในรัฐอุตระประเทศ ของอินเดีย
แหล่งที่มาภาพ: https://commons.m.wikimedia.org/wiki/File:Lathmar_Holi_2022_in_Nandgaon,_Uttar_Pradesh_(edited).jpg#mw-jump-to-license
เช่นเดียวกับอินเดีย ณ เมืองกาลาซิดี (Galaxidi) เมืองชายทะเลของประเทศกรีซก็มีงานเทศกาลที่คล้ายกันเรียกว่า วันจันทร์ขี้เถ้า' (Ash Monday) หรือวันแรกของการเข้าถือศีลในโบสถ์นิกายออร์โธดอกซ์ที่ชาวกรีกหน้าตั้งตาสาดฝุ่นแป้งสีสันใส่กันปีละครั้ง ซึ่งเรียกการเฉลิมฉลองด้วยสงครามแป้งนี้ว่า อเลฟโรโมทซูโรมาตา (Alevromoutzouromata)
ณ ดินแดนอาทิตย์อุทัย ชาวญี่ปุ่นมีหนึ่งเทศกาลสำคัญชื่อ 'เซ็ตซึบุน' (setsubun) ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นของฤดูใบไม้ผลิ (ใกล้เคียงกับวันตรุษจีน) ในวันนี้มีหนึ่งพิธีกรรมที่สำคัญคือ 'มาเมะมากิ' หรือการปาถั่วไล่ยักษ์ โดยใช้ถั่วเหลืองคั่วปา (หรือสาดเบาๆ) ใส่เสื้อผ้า ร่างกายของสมาชิกในครอบครัว และบางส่วนก็สาดนอกประตูทางประตูหน้าบ้านด้วยเชื่อว่าจะชำระสิ่งชั่วร้ายจากปีที่แล้ว
สำหรับชาวคาตาลันที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งในแคว้นบาเลนเซีย ประเทศสเปน มีการจัดเทศกาลงานเลี้ยงขนมหวานและการต่อสู้ด้วยเมอแร็งก์ (meringue) ที่จัดขึ้นในเมืองวิลลาโนวา อิ ลา เจลตรู (Vilanova i la Geltrú) ซึ่งจัดขึ้นทุกปีในวันพฤหัสบดีสุดท้ายก่อนเข้าสู่เทศกาลถือศีล หรือที่เรียกว่าวันพฤหัสบดีอ้วน (Fat Thursday) และมีไฮไลท์สุดยิ่งใหญ่เป็นสงครามการขว้างปาสาดขนมใส่กันเพื่อแสดงออกถึงการเฉลิมฉลอง โดยมีการจัดต่อเนื่องมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1972

ภาพที่ 4 ภาพขนมเมอแร็งก์
แหล่งที่มาภาพ: https://en.m.wikipedia.org/wiki/Meringue#/media/File%3AMeringues_9027.jpg
นอกเหนือจากการสาดน้ำ ไวน์ ฝุ่นแป้งสี ถั่ว ขนมหวานแล้ว ผักผลไม้ก็นับเป็นอีกหนึ่งวัตถุดิบที่มักชาวสเปนนำมาใช้ด้วยเช่นกัน ดังเช่น เกษตรกรชาวเมืองเมืองโปลบลา เดล ดู็ค (Pobla del Duc) ในสเปนต่างพากันเฉลิมฉลองการสิ้นสุดฤดูเก็บเกี่ยวองุ่น (ช่วงสองสัปดาห์สุดท้ายของเดือนสิงหาคม) ด้วยวิธีที่เรียบง่ายที่สุดด้วยการนำองุ่นที่ตกหล่นจากการเก็บผลผลิตมาขว้างปา หรือสาดใส่กันจนเลอะเทอะเพื่อความสนุกสนานกลายเป็นเทศกาลปาองุ่น (Grape Throwing Festival) คล้ายเทศกาลปามะเขือเทศ (La Tomatina) ที่จัดขึ้นที่เมืองบูญ็อล (Buñol) ในวันพุธสุดท้ายของเดือนสิงหาคม ด้วยการนำผลมะเขือเทศกว่า 100,000 กิโลกรัม มาให้ผู้คนขว้างปา สาดใส่กันบริเวณลานกลางเมือง เพื่อเฉลิมฉลองให้แด่นักบุญอุปถัมภ์ของเมืองเป็นระยะเวลาหนึ่งสัปดาห์ จนทำให้ทั้งเมืองเคลือบด้วยสีแดงราวสนามรบในภาพยนตร์

ภาพที่ 5 สภาพเมืองที่ถูกฉาบเคลือบด้วยสีสดจากมะเขือเทศ
แหล่งที่มาภาพ: https://www.famoushostels.com/la-tomatina-festival/
สุดท้ายเมืองเล็กๆ ชื่อ 'อิวาเรีย' (Ivrea) ในประเทศอิตาลีก็มีงานเทศกาลปาส้ม หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า 'สงครามปาส้ม' (Battle of the Oranges) ซึ่งเป็นประเพณีการเฉลิมฉลองที่เก่าแก่ เพื่อย้อนรำลึกถึงการต่อสู้เพื่ออิสรภาพจากการปกครองของเผด็จการในยุคกลาง เทศกาลนี้มีการปาส้มกันอย่างอลหม่านเป็นเวลา 3 วัน ด้วยผลส้มน้ำหนักกว่าหนึ่งล้านปอนด์ เพื่อจำลองเหตุการณ์ที่ชาวเมืองใช้ส้มขว้างใส่ทหารของขุนนางเผด็จการเพื่อขับไล่และปลดปล่อยเมือง ปัจจุบันเทศกาลนี้เป็นประเพณีที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Editor. (no date). Why Everybody Should Go To La Tomatina Festival At Least Once. สืบค้นจากhttps://www.famoushostels.com/la-tomatina-festival/
Lara Picone. (25 January 2023). The top 24 festivals from around the world. สืบค้นจาก https://www.internationaltraveller.com/world/worlds-absolute-must-do-festivals/
แมวหง่าว. (3 กุมภาพันธ์ 2566) เทศกาลญี่ปุ่น เซ็ทสึบุน setsubun บอกลาหน้าหนาว ปาถั่วไล่ยักษ์. สืบค้นจาก https://travel.trueid.net/detail/wJ5jo1vaBDm