Museum Core
พุทธศิลป์ถิ่นแดนใต้
Museum Core
18 พ.ย. 68 371

ผู้เขียน : ลมล่องข้าวเบา

               ภาคใต้หรือดินแดนด้ามขวานของประเทศไทย นับตั้งแต่ชุมพรถึงนราธิวาสขนาบสองฟากฝั่งด้วยทะเลอันดามันและอ่าวไทย ทำให้ดินแดนแห่งนี้มีการติดต่อกับผู้คนทั้งในประเทศและนอกประเทศมาโดยตลอด ทั้งการขยายอำนาจปกครองแผ่นดินสมัยสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา และการเป็นเมืองท่าเปิดรับวัฒนธรรมจากทั้งอินเดียและจีน รวมถึงดินแดนใกล้เคียงอย่างชวา มลายูอีกด้วย จนหล่อหลอมให้เป็นดินแดนแห่งความหลากหลายทางชาติพันธุ์ วัฒนธรรม และศาสนา กลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกันดังเช่นปัจจุบัน

               หากเจาะจงลงไปที่ดินแดนสุดปลายด้ามขวานในบริเวณพื้นที่สงขลา (บางส่วน) ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส แม้ผู้คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม แต่ศาสนาพุทธก็หยั่งรากมาช้านานในดินแดนแถบนี้ วัดวาอารามเก่าแก่หลายแห่งยังเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชุมชน ซึ่งปรากฏภาพจิตรกรรมที่ทรงคุณค่าชวนให้ศึกษาเรียนรู้ ผู้เขียนขอยกตัวอย่างภาพจิตรกรรมดังต่อไปนี้

               วัดคูเต่า อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา ตั้งอยู่ริมคลองอู่ตะเภาก่อนออกสู่ทะเลสาบสงขลา สร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ประมาณปี พ.ศ. 2299 แล้วหยุดสร้าง จนกระทั่งปี พ.ศ. 2445 จึงดำเนินการสร้างต่อจนแล้วเสร็จ ภายในพระอุโบสถมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเขียนด้วยสีฝุ่นสภาพงดงาม จัดเป็นจิตรกรรมไทยพื้นถิ่นด้วยเป็นฝีมือช่างชาวบ้านที่มีอิสระในการวาดเส้นและใช้สีที่ใช้เทคนิคแบบการเขียนหนังตะลุง รวมถึงการใช้วัสดุธรรมชาติพื้นถิ่นเป็นอุปกรณ์วาดระบาย เช่น เปลือกไม้ รากไม้ เป็นต้น

               ลักษณะจิตรกรรมเขียนเป็นภาพเทพชุมนุม ตำนานราหูอมจันทร์ และเล่าเรื่องชาดก ซึ่งมีการจัดวางองค์ประกอบที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่น เช่น การเขียนภาพชูชก ตัวละครในมหาเวสสันดรชาดกด้วยรูปลักษณ์อย่างตัวหนังตะลุง นอกจากนี้ ภาพจิตรกรรมยังสอดแทรกภาพเล่าเรื่องวิถีชีวิต วัฒนธรรม เหตุบ้านการเมืองในอดีต ผสมผสานทั้งวัฒนธรรมจีน และตะวันตก เช่น ภาพทหารที่เขียนให้มีลักษณะแบบทหารมลายู มีการใช้เทคนิคตัดเส้น ลงสีฉากหลังเป็นสีพื้นแบบเรียบ

 

ภาพที่ 1 ภาพจิตรกรรมวัดคูเต่า อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา

แหล่งที่มาภาพ: https://clib.psu.ac.th/southerninfo/content/1/7def53a4

 

 

ภาพที่ 2 ภาพจิตรกรรมวัดคูเต่า อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา

แหล่งที่มาภาพ: https://clib.psu.ac.th/southerninfo/content/1/7def53a4

 

               วัดจะทิ้งพระ อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา วัดคู่บ้านคู่เมือง สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1542 ภาพจิตรกรรมฝาผนังเขียนภายในวิหารแทนอุโบสถ ซึ่งนับว่าแปลกกว่าวัดอื่นในจังหวัดสงขลา ลักษณะภาพจิตรกรรมเป็นภาพเล่าเรื่องพุทธประวัติตามขนบประเพณีที่สืบทอดต่อกันมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ธนบุรี และรัตนโกสินทร์

 

 ภาพที่ 3 ภาพจิตรกรรมวัดจะทิ้งพระ อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา

แหล่งที่มาภาพ: https://clib.psu.ac.th/southerninfo/content/1/16cf2162

 

            ภาพรวมของภาพจิตรกรรมเป็นฝีมือของช่างท้องถิ่นที่สืบทอดขนบตามครูช่างเดิม ทั้งเทคนิคและการเขียน ในขณะที่ช่วงสมัยรัชกาลที่ 4 – 6 การเขียนภาพจิตรกรรมมักมีการผสมผสานเทคนิคเชิงช่างรูปแบบศิลปะตะวันตกและจีนเข้ากับรูปแบบท้องถิ่นมากขึ้น จิตรกรรมฝาผนังอายุกว่า 100 ปีมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น ด้วยการเขียนภาพในโทนสีเหลืองอ่อน สีขาว เทา ฟ้า เขียว ระบายสีแบบบาง ๆ ตัดด้วยเส้นสีอ่อน มีการสะท้อนประวัติศาสตร์ สังคมวัฒนธรรม และวิถีชีวิตชุมชนชาวพุทธแถบถิ่นทะเลสาบสงขลาผ่านลักษณะเครื่องแต่งกายชาวบ้านที่เรียบง่ายอย่างการนุ่งผ้าพื้นสีน้ำเงิน มีผ้าห่มคาดอกสีขาว ขณะที่ทหารมีการใช้อาวุธแบบฝรั่งตะวันตก

 

ภาพที่ 4 ภาพจิตรกรรมวัดจะทิ้งพระ อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา

แหล่งที่มาภาพ: https://clib.psu.ac.th/southerninfo/content/1/16cf2162

 

               วัดโคกเคียน อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส วัดนี้สร้างในสมัยรัตนโกสินทร์ วาดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2474ภาพจิตรกรรมภายในโบสถ์เขียนบนเพดานโบสถ์เป็นฝีมือนายช่างอ่อน โบพรม และนายช่างหน่อ โบพรม ทั้งสองเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อจุ้ย (พระวินัยธรรม) นายช่างอ่อนเป็นหลานนายช่างหน่อเคยเล่าไว้ว่า หลวงพ่อจุ้ยสอนลูกศิษย์ด้วยการนำรูปที่เป็นต้นแบบมาให้วาดตาม ลักษณะสีที่ใช้เขียนจิตรกรรมทำมาจากแป้งจีนแล้วนำมาผสมกับกาวหนังวัว ใช้พู่กันทำจากขนวัว

 

ภาพที่ 5 ภาพจิตรกรรมวัดโคกเคียน อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส

แหล่งที่มาภาพ: https://www.facebook.com/photo/?fbid=8040934259265756&set=pcb.1740349466308159

 

               ความโดดเด่นของจิตรกรรมวัดโคกเคียนที่แปลกเป็นพิเศษ คือ การเขียนเป็นภาพเจดีย์จุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งเป็นรูปแบบเจดีย์ไทยแบบดั้งเดิมผสานเข้ากับมัสยิดของศาสนาอิสลามอย่างสมดุล นับเป็นแสดงออกถึงความเป็นพหุวัฒนธรรม และการอยู่ร่วมกันของชาวพุทธกับชาวมุสลิมในแดนใต้ของไทยในพื้นที่แห่งนี้ นอกจากนี้การใช้สีฟ้า เขียว เหลือง ขาว ยังมีความคล้ายคลึงกับสีของผ้าปาเต๊ะและลวดลายเรือกอและ ขณะที่การเขียนลักษณะตัวละครพระเวสสันดร ตัวพระ ตัวนาง และชูชกเป็นแบบหนังตะลุง ภาพเทวดาบนสรวงสวรรค์ร่ายรำด้วยท่วงท่าอย่างมโนรา ทำให้เกิดองค์ประกอบภาพที่สมบูรณ์ลงตัว

 

ภาพที่ 6 ภาพจิตรกรรมวัดโคกเคียน อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส

แหล่งที่มาภาพ: https://m.facebook.com/groups/429224380754014/permalink/1740349466308159/

 

               วัดป่าศรี อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี สร้างสมัยอยุธยาตอนปลายถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เป็นอีกวัดหนึ่งที่เก่าแก่และสำคัญของเมืองปัตตานี ลักษณะจิตรกรรมฝาผนังบนแผ่นไม้เขียนเรื่องพุทธประวัติตั้งแต่ประสูติจนถึงดับขันธปรินิพพาน มีปรากฏอิทธิพลหนังตะลุงในภาคใต้ด้วยการองค์ประกอบภาพแบบแนวนอน แม้ปัจจุบันจิตรกรรมฝาผนังศาลาหลังเก่าอยู่ในสภาพทรุดโทรมแต่ยังมีสีสันสวยงามแสดงถึงฝีมือของช่างท้องถิ่น โดยเฉพาะการสร้างสรรค์องค์ประกอบฉากที่มีภาพชาวบ้านแสดงออกอารมณ์ต่าง ๆ ไว้อย่างกลมกลืน

 

ภาพที่ 7 ภาพจิตรกรรมวัดป่าศรี อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี

แหล่งที่มาภาพ: https://www.bloggang.com/m/viewdiary.php?id=muralssay&month=07-2019&date=10&group=10&gblog=48

 

               ผลงานภาพจิตรกรรมจากวัดถิ่นแดนใต้ปลายด้ามขวานทั้งหมด นอกจากการไปชมยังสถานที่จริงแล้วยังมีการนำมาจัดสร้างเป็นดวงแสตมป์ด้วย คือ แสตมป์ชุดที่ระลึกวันอนุรักษ์มรดกไทย 2562 ประกอบด้วยแสตมป์ 4 ดวง คือ เจดีย์จุฬามณี วัดโคกเคียน จังหวัดนราธิวาส, ประเพณีการตักบาตรเพื่ออุทิศบุญกุศลให้กับผู้ที่ล่วงลับ วัดป่าศรี จังหวัดปัตตานี, เหตุการณ์ในเรื่องพระเวสสันดรชาดก วัดคูเต่า จังหวัดสงขลา และพุทธประวัติตอนเสด็จจากดาวดึงส์ วัดจะทิ้งพระ จังหวัดสงขลา 

 

ภาพที่ 8 แสตมป์ชุดที่ระลึกวันอนุรักษ์มรดกไทย 2562

แหล่งที่มาภาพ:

http://www.stampthailand.com/product/3651/%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A1%E0%B8%9B%E0%B9%8C%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B9%8C%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2-2562-2

 

           

               วิถีของผู้คนในสี่จังหวัดที่กล่าวมายังมีความผูกพันกับพระพุทธศาสนาอย่างแนบแน่น ดังเห็นได้จากภาพจิตรกรรมที่นอกจากเล่าเรื่องพุทธประวัติแล้ว ยังมีการสอดแทรกวิถีชีวิตของชาวบ้านเข้าไปในองค์ประกอบภาพ รวมถึงตำนานความเชื่อต่าง ๆ ในท้องถิ่นได้อย่างเหมาะสมด้วยฝีมือของช่างท้องถิ่นจนกลายเป็นพุทธศิลป์รูปแบบเฉพาะที่ไม่ซ้ำใคร ทั้งการเลือกใช้โทนสีที่คล้ายคลึงกับเครื่องนุ่งห่ม เครื่องมือหากินพื้นถิ่นอย่างผ้าปาเต๊ะและลวดลายเรือกอ การใช้วัสดุจากสิ่งรอบตัวทั้งชนิดสีและพู่กัน ผสานกับอิทธิพลวัฒนธรรมพื้นถิ่นของหนังตะลุง มโนรา การละเล่นพื้นถิ่นที่สืบทอดมาแต่ครั้งบรรพบุรุษ รวมถึงวัฒนธรรมนอกพื้นที่อย่างฝรั่ง จีน แขกอินเดีย มลายู แสดงถึงพื้นที่ที่มีผู้คนหลากชาติพันธุ์เดินทางมาเยือนตลอดจนรูปมัสยิดที่เป็นสัญลักษณ์ทางศาสนาอิสลาม ซึ่งสะท้อนถึงการอยู่ร่วมกันอย่างสันติของคนสองศาสนามาแต่ครั้งโบราณผ่านภาพเขียนจิตรกรรมที่เป็นทั้งบันทึกประวัติศาสตร์สังคมของผู้คนบนดินแดนด้ามขวาน และพุทธศิลป์ที่เป็นมรดกของแผ่นดิน

 

ข้อมูลอ้างอิง

บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด. 2662. นิตยสารแสตมป์และสิ่งสะสม ฉบับมีนาคม 2562.

พิทยา บุษรารัตน์. (2553). นาฏกรรมแห่งลุ่มทะเลสาบสงขลาการเปลี่ยนแปลงและความสัมพันธ์กับสังคมและวัฒนธรรมของหนังตะลุงและโนรา. กรุงเทพฯ : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.

ฐานข้อมูลท้องถิ่นภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. หมวดสถานที่ทางศาสนา: วัดคูเต่า. สืบค้นจาก

https://clib.psu.ac.th/southerninfo/content/1/7def53a4

ฐานข้อมูลท้องถิ่นภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. หมวดสถานที่ทางศาสนา: วัดจะทิ้งพระ. สืบค้นจาก https://clib.psu.ac.th/southerninfo/content/1/16cf2162

 

 

 

 

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ