Museum Core
เทพีดวงจันทร์ เทศกาลไหว้พระจันทร์ ในประเพณีจีน
Museum Core
30 ต.ค. 68 78

ผู้เขียน : ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ

*ภาพปกถูกสร้างขึ้นด้วย AI เพื่อประกอบบทความเท่านั้น    

 

               คนทั่วไปทราบกันดีว่า ชาวจีนมีเทศกาล ‘ไหว้พระจันทร์’ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมจีนโบราณที่ให้ความสำคัญกับพระจันทร์ในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องทำพิธีให้ถูกต้องดังวลีที่ว่า “เซ่นให้ดี ต้องพลีให้ถูก” ด้วยมีความเชื่อพระจันทร์สามารถให้คุณ หรือโทษแก่ผู้คนได้ จึงไม่น่าแปลกใจอะไรที่ชาวจีนจะมีเทพีแห่งดวงจันทร์ที่ชื่อว่า ‘ฉางเอ๋อ’ (บ้างก็เรียกว่า ‘เหิงเอ๋อ’)

               ในปรัมปราคติของจีน ฉางเอ๋อ เดิมเป็นผู้หญิงธรรมดาที่งามจนหมดจด มีสามีชื่อว่า ‘โฮ่วอี้’ เป็นผู้ที่ทำความดีความชอบให้กับหมู่มวลมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลาย ด้วยการใช้ธนูยิงดวงอาทิตย์ที่แต่เดิมมีอยู่ถึง 10 ดวง จนโลกร้อนระอุ ให้ดับลง 9 ดวง เหลือไว้เพียงดวงเดียวเท่านั้น จึงทำให้โลกไม่ร้อนจนเกินไป และสิ่งมีชีวิตต่างๆ สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างปกติสุข

               จากความดีความชอบนี้ ทำให้โฮว่อี้ได้รับรางวัลเป็นยาอายุวัฒนะกินแล้วเป็นอมตะ แต่เขาอยากใช้ชีวิตอยู่คู่กับภรรยาไปตลอดกาล จึงวางแผนว่าหลังจากเขาไปล่าสัตว์กลับมา ทั้งคู่จะกินยาพร้อมกันโดยเขาฝากยาไว้กับภรรยา แต่ระหว่างที่เขาไม่อยู่บ้าน ลูกศิษย์ของเขาที่ชื่อ เฟิงเหมิง บุกเข้ามาปล้นเอายาอายุวัฒนะ (บางสำนวนว่าเป็น โจร) ทำให้ฉางเอ๋อตัดสินใจกลืนกินยาอายุวัฒนะทั้งหมดทำให้กลายเป็นอมตะ จากนั้นฉางเอ๋อก็เหาะขึ้นไปบนฟากฟ้าเลือกไปอยู่อาศัยกับเจ้ากระต่ายตัวน้อยที่ชื่อ ‘ยู่ทู่’ (แปลว่า กระต่ายหยก) อันเป็นสัตว์เลี้ยงแสนรักบน ‘ดวงจันทร์’ ตลอดนิจนิรันดร

               กล่าวกันว่า เทพีฉางเอ๋อรักสามีเป็นอย่างมากจึงใช้ดวงจันทร์เป็นสถานที่คอยจ้องมองดูสามีจากบนฟากฟ้า นับแต่นั้นเป็นต้นมา ‘ฉางเอ๋อ’ จึงถูกเคารพนับถือว่าเป็นเทพีแห่งดวงจันทร์ ซึ่งเทวตำนานเรื่องนี้อายุเก่าแก่ย้อนกลับไปมากกว่า 2,000 ปีเลยทีเดียว โดยพบว่าเรื่องการยิงตะวันดับไป 9 ดวงของโฮว่อี้ และการขึ้นสู่ดวงจันทร์ของฉางเอ๋อ มีปรากฏอยู่ในหนังสือโบราณชื่อ “ตำรากวยฉาง” ตั้งแต่ยุคราชวงศ์โจว (503 ปีก่อนพุทธกาล-พ.ศ. 322)

 

ภาพที่ 1 เทพีฉางเอ๋อ ในภาพจิตรกรรมสมัยราชวงศ์หมิง อายุราวปี พ.ศ. 2050

ปัจจุบันเก็บรักษาที่ The Metropolitan Museum of Art นิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา

แหล่งที่มาภาพ: https://en.wikipedia.org/wiki/Chang%27e#/media/File:The_Moon_Goddess_Chang_E_-_Unidentified_artist,_after_Tang_Yin.jpg

 

               นอกจากนี้ชาวจีนยังมีความเชื่อด้วยว่าบนดวงจันทร์มีวิมานอันงดงามชื่อ ‘กว่างหานกง’ ซึ่งเป็นที่พำนักของเทพีฉางเอ๋อ ทั้งนี้ อาจารย์ถาวร สิกขโกศล ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนศึกษาและผู้เขียนหนังสือชื่อ ‘เทศกาลจีน และการเซ่นไหว้’ ได้กล่าวอ้างถึงว่าในหนังสือหลงเฉิงลู่ (บันทึกประพาสเมืองมังกร) มีบันทึกว่า ศักราชไคหยวน ปีที่ 6 (ตรงกับ พ.ศ. 1261) พระเจ้าถังเสวียนจง พร้อมด้วยเทวาจารย์เซินเทียนซือ และนักพรตหงโตว ชมจันทร์ในคืน ‘จงชิว (คืนไหว้พระจันทร์) ร่วมกัน

               โดยเซินเทียนซือใช้เวทย์มนต์พาพระจักรพรรดิเหาะขึ้นไปบนดวงจันทร์ พร้อมกับนักพรตอีกท่านก็พากันเหาะไปด้วย บนพระจันทร์มีตำหนักแก้วงามระยับ อากาศหนาวยะเยือก น้ำค้างมากจนเสื้อผ้าหยาดชุ่มไปหมด หน้าตำหนักมีป้ายชื่อระบุว่า ‘กว่างหานชิงอีว์จือฝู่’ แปลว่า ‘วิมานไพศาลยะเยือก’ หรือ ‘วิศาลสีตลวิมาน’ และมีทหารถืออาวุธเฝ้าอยู่ ทำให้กลุ่มของพระเจ้าถังเสวียนจงเข้าไปข้างในไม่ได้ เซินเทียนซือจึงพาไปในหมู่เมฆแล้วก็ได้กลิ่นหอมโชยมา มองลงมาจากท้องฟ้าเห็นเหล่าเซียนมากมายขี่ก้อนเมฆ ขี่นกกระเรียนท่องอยู่ในอากาศ จากนั้นก็มีแสงจ้าพล่านัยน์ตาพร้อมกับไอหมอกพัดโชยหนักจนไปต่อไม่ได้

               ขณะนั้นกลุ่มนางกำนัลของเทพธิดาบนสรวงสวรรค์สิบกว่านาง สวมผ้าขาวชายแขนยาวพลิ้ว ขี่หงส์มาระบำรำฟ้อนที่ใต้ต้นกุ้ยฮวา (ไทยเรียก ต้นสารภีฝรั่ง แต่ตามเทวตำนานจีนถือเป็นไม้สำคัญบนดวงจันทร์) หน้าวิมานไพศาลยะเยือก มีดนตรีประโคมอยู่ด้วย สร้างความประทับใจให้พระเจ้าถังเสวียนจงเป็นพิเศษ และจดจำเพลงนี้ไว้ เมื่อกลับมาถึงโลกมนุษย์ก็ทรงนำทำนองเพลงบนดวงจันทร์มาสอนให้ชาวมโหรีในราชสำนักเล่น โดยพระราชทานชื่อว่า ‘หนีสางอี่ว์อีฉี่ว์’ ซึ่งแปลชื่อเพลงเป็นภาษาไทยได้ว่า ‘อาภรณ์ปุยเมฆของรุ้งกินน้ำ’

 

ภาพที่ 2 พระเจ้าถังเสวียนจงเสด็จประพาสในฤดูใบไม้ผลิ ภาพจิตรกรรมฝีมือจางซวน

หนึ่งจิตรกรเอกสมัยราชวงศ์ถัง

แหล่งที่มาภาพ: https://en.wikipedia.org/wiki/Emperor_Xuanzong_of_Tang#/media/File:Spring_Outing_of_the_Tang_Court.jpg

 

               ชาวจีนโบราณมีความเชื่อว่ากษัตริย์เป็น ‘โอรสสวรรค์’ ฉะนั้นจึงมี ‘ฟ้า’ เป็น ‘พ่อ’ มี ‘ดิน’ เป็น ‘แม่’ มี ‘พระอาทิตย์ ‘เป็น ‘พี่ชาย’ และมี ‘พระจันทร์’ เป็น ‘พี่สาว’ ดังนั้นจึงต้องมีพิธีเซ่นสรวงธรรมชาติประจำฤดูทั้งสี่ ได้แก่ ฤดูร้อนบูชาพระธรณี (ดิน), ฤดูหนาวบูชาสวรรค์ (ฟ้า), ฤดูใบไม้ผลิบูชาพระอาทิตย์ และฤดูใบไม้ร่วงบูชาพระจันทร์

               แน่นอนว่าประเพณีท้ายสุดก็คือ ‘วันไหว้พระจันทร์’ และมีข้อความปรากฎในคัมภีร์หลี่จี้ (ตำราอธิบายจารีตที่เชื่อกันว่า ขงจื๊อ เป็นผู้รวบรวมไว้) ระบุว่า

               “โอรสสวรรค์เซ่นสรวงพระอาทิตย์ในฤดูใบไม้ผลิ เซ่นสรวงพระจันทร์ฤดูใบไม้ร่วง เซ่นสรวงพระอาทิตย์ตอนกลางวัน เซ่นสรวงพระจันทร์ตอนกลางคืน”

               แต่อาหารสำหรับเซ่นไหว้พระจันทร์ไม่ได้มีหน้าตาเหมือน ‘ขนมไหว้พระจันทร์’ อย่างที่คุ้นเคยกันในปัจจุบัน เพราะในคัมภีร์ก่วนจื่อ ซึ่งเป็นตำราสำคัญในยุคจั้นกว๋อ (ยุคสงครามรณรัฐ หรือพงศาวดารจีนในไทยเรียกว่า ยุคเลียดก๊ก) ในช่วงปลายราชวงศ์โจวตะวันออก (พ.ศ. 68-322) ได้กล่าวถึงเทศกาลไหว้พระจันทร์ไว้ดังนี้

               “นับจากปักษ์เซี่ยจื้อ (ครีษมายัน, วันที่พระอาทิตย์อยู่ในจุดเหนือสุด ทำให้มีกลางวันยาวที่สุดในรอบปี) ไป 92 วัน เรียกว่าปักษ์ชิวจื้อ (ชิวเฟิน-ศารทวิษุวัต, วันที่กลางวันและกลางคืนยาวเท่ากันในฤดูใบไม้ร่วง) เป็นช่วงที่ข้าวกล้าสุก (หมายถึง ข้าวเหนียว และข้าวเจ้า) โอรสสวรรค์นำไปไหว้พระจันทร์”

               ดังนั้น เมื่อกว่า 2,000 ปีก่อน สิ่งที่ถูกนำมาใช้ไหว้พระจันทร์คือ ‘ข้าวเจ้า’ หรือ ‘ข้าวเหนียว’ ซึ่งอาจนำไปแปรรูปเป็นอาหารอะไรก็ได้ ข้อความในคัมภีร์ไม่ได้ระบุไว้ชัดเจน ทั้งนี้ พิธีไหว้พระจันทร์จึงเกี่ยวข้องกับฤดูกาลปลูกข้าวประเภทต่างๆ ของจีนที่มีอยู่ 3 ตระกูลใหญ่ ได้แก่ 1) ตระกูลข้าวฟ่าง (ลูกเดือย และข้าวโพดจัดอยู่ในตระกูลนี้) 2) ตระกูลข้าวสาลีและข้าวบาร์เลย์ และ3) ตระกูลข้าวเจ้าและข้าวเหนียว

               อย่างไรก็ตาม ข้าวตระกูลแรกใช้เวลาเพาะปลูกสั้นเก็บเกี่ยวได้เร็วกว่าข้าวตระกูลสุดท้ายที่ใช้เวลาเพาะปลูกยาวนานกว่าจะเก็บเกี่ยวได้ โดยคัมภีร์ก่วนจื่อยังระบุไว้ด้วยว่าข้าวฟ่างสุกในช่วง ‘สารทจีน’ จึงถูกนำไปเซ่นไหว้บูชาพระเทพบิดร (เทพ หรือผีบรรพชน) และข้าวฟ่างเป็นข้าวที่มีรสชาติดีที่สุด โดยข้าวเหนียวและข้าวเจ้าสุกในช่วงไหว้พระจันทร์จึงถูกนำมาใช้เซ่นไหว้ในเทศกาลไหว้พระจันทร์ สรุปง่ายๆ คือ แต่ดั้งเดิมน้ำและอาหารที่ใช้สำหรับไหว้พระจันทร์ไม่ได้มีหน้าตาเหมือนขนมไหว้พระจันทร์ในปัจจุบันนั่นเอง

               กล่าวกันว่า ขนมไหว้พระจันทร์อย่างที่เห็นกันในปัจจุบันเพิ่งเริ่มขึ้นในสมัยราชวงศ์หยวน (ปกครองโดยกลุ่มมองโกล ช่วงปีพ.ศ. 1814-1911) โดยมีเรื่องเล่าต่อกันว่าสมัยนั้นพวกมองโกลรีดไถและข่มเหงชาวจีนอย่างหนัก มีการส่งผู้คุมมาควบคุมครอบครัวชาวจีน 1 คนต่อ 10 ครอบครัว และกลุ่มผู้คุมเหล่านี้เป็นพวกลุแก่อำนาจจนทำให้ชาวจีนโกรธแค้นเป็นอย่างมาก

               วันหนึ่ง จางสื้อเฉิง หนึ่งในผู้นำการต่อต้านพวกมองโกลในยุคนั้นนึกทำอุบายเอากระดาษเขียว กระดาษแดง เขียนข้อความนัดแนะให้ทุกครอบครัวร่วมกันฆ่าพวกผู้คุม แอบยัดใส่ไว้ในขนมเย่ว์ปิ่ง (ขนมไหว้พระจันทร์) แล้วแจกจ่ายในหมู่คนจีนที่ไปในช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์ จนกระทั่งวันเทศกาลก็รุมกันฆ่าพวกผู้คุมมองโกลเสียจนหมด นับแต่นั้นเป็นต้นมาจึงมีธรรมเนียมการกินขนมเยว์ปิ่งในเทศกาลไหว้พระจันทร์เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้น (ขนมเยว์ปิ่งสูตรปักกิ่งจะมีไหมเขียวไหมแดงสอดไว้ในไส้เพื่อสื่อเป็นสัญลักษณ์แทนจดหมายน้อยที่ชาวจีนใช้นัดแนะในการล้อมปราบพวกผู้คุมชาวมองโกล)

               นิทานเรื่องเล่านี้ฟังเผินๆ น่าสนใจดีแต่มีหลายสำนวนและเปลี่ยนชื่อตัวละครไปเรื่อยขึ้นอยู่กับแต่ละท้องถิ่น ทำให้นักวิชาการส่วนใหญ่ไม่เชื่อเรื่องนี้และไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่น่าเชื่อถือมาประกอบ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลสำคัญที่ได้จากนิทานเรื่องเล่านี้ คือ ในเทศกาลไหว้พระจันทร์มีธรรมเนียมการกินขนมเย่ว์ปิ่ง แต่ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่า ขนมที่ใช้ไหว้พระจันทร์ในยุคก่อนถูกเรียกว่า ขนมไหว้พระจันทร์หรือไม่? เพราะคำว่า ‘เย่ว์ปิ่ง’ เป็นสำเนียงจีนกลาง สร้างขึ้นจากการผูกขึ้นคำศัพท์สองคำเข้าด้วยกัน (คำว่า ‘เย่ว์’ แปลว่า ‘พระจันทร์’ และ ‘ปิ่ง’ หมายถึงของกินรูปทรงกลมแบน) อีกทั้ง ขนมส่วนใหญ่ที่มีรูปทรงคล้ายดวงจันทร์ก็มักเรียกว่า เย่ว์ปิ่ง ขณะที่คนไทยมักออกเสียงเรียกขนมชนิดนี้ตามสำเนียงจีนแต้จิ๋วว่า ‘ขนมเปี๊ยะ’

               ดังนั้น สรุปง่ายๆ ว่า ตั้งแต่สมัยราชวงศ์หยวนเป็นต้นมา ชาวจีนได้เปลี่ยนมาใช้ขนมเปี๊ยะในการไหว้พระจันทร์ แทนการนำอาหาร (หรือขนม?) ที่ทำจากข้าวเหนียว หรือข้าวเจ้าอย่างประเพณีโบราณ

 

ภาพที่ 3 เทศกาลไหว้พระจันทร์

แหล่งที่มาภาพ: https://www.levelupthailand.com/post/pattaya-chinese-moon-festival-tourists-thailand

 

 

ภาพที่ 4 ขนมไหว้พระจันทร์

แหล่งที่มาภาพ: https://www.sarakadeelite.com/brand-story/story-of-mooncake/

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ