Museum Core
ยุสตินิอานุสกับเธโอดอรา คู่รักทรงพลังแห่งจักรวรรดิไบแซนไทน์
Museum Core
27 มิ.ย. 67 456

ผู้เขียน : พีริยา จำนงประสาทพร

               ใครที่แวะมาเยี่ยมชมนิทรรศการ “มองโมเสก ถอดรหัสหัตถศิลป์ จากดินแดนอิตาเลีย” ซึ่งจัดแสดงระหว่างวันที่ 28 พฤษภาคม - 25 มิถุนายน 2567 ณ มิวเซียมสยาม อาจได้สบสายตากับดวงตาสีน้ำตาลข้างหนึ่งในภาพโมเสกจากมหาวิหารนักบุญวิตาเล เมืองราเวนนา (Ravenna) ประเทศอิตาลีที่ถูกเลือกให้อยู่บนโปสเตอร์ของนิทรรศการ ดวงตาข้างนี้เป็นของสตรีผู้หนึ่งนามว่า เธโอดอรา (Theodora) ผู้ที่มีเส้นทางชีวิตน่าเหลือเชื่อ นางเกิดมาเป็นนักแสดงและโสเภณี ทั้งยังข้ามทะเลไปเป็นนางบำเรอของข้าราชการซีเรีย ก่อนโดนทอดทิ้งหลังคลอดลูกในอียิปต์ แต่เมื่อยามที่ลาจากโลกนางกลายเป็นจักรพรรดินีผู้ทรงอำนาจมากที่สุดในประวัติศาสตร์จักรวรรดิโรมันตะวันออกหรือไบแซนไทน์ (Byzantine) ซึ่งเมื่อปรากฏที่ใดก็ไม่เคยพรากจากพระนามของจักรพรรดิยุสตินิอานุส (Justinianus) หรือจัสติเนียนมหาราช

 

 

ภาพที่ 1: ภาพโมเสกจักรพรรดิยุสตินิอานุสและจักรพรรดินีเธโอดอรา ในมหาวิหารนักบุญวิตาเล

แหล่งที่มาภาพ: Opera di Religione della Diocesi di Ravenna. “Galleria fotografica - Basilica di San Vitale.” Ravenna Mosaici, 16 Oct 1952, https://www.ravennamosaici.it/gallery

 

               คนสองคนที่อยู่ในชนชั้นสูงสุดและต่ำสุดของสังคมมาพบรักกันได้อย่างไร? ก่อนอื่นคงต้องเข้าใจก่อนว่าแท้จริงแล้วพื้นเพของ “คู่รักทรงพลัง (Power Couple)” คู่นี้ไม่ได้แตกต่างกันราวฟ้ากับดินขนาดนั้น เดิมทีจักรพรรดิยุสตินิอานุสก็เป็นไพร่ เกิดในครอบครัวคนเลี้ยงหมู ก่อนตามลุงเข้ามาทำงานในกรุงคอนสแตนติโนเปิล และทั้งสองก็ไต่เต้าขึ้นมาเป็นราชองครักษ์ของจักรพรรดิอนัสตาซิอุส ดิคอรุส (Anastasius Dicorus) เมื่อพระองค์สวรรคตในปี ค.ศ. 518 ราชสำนักเกิดการแย่งชิงอำนาจเนื่องจากไม่มีทายาท ในขณะนั้นราชองครักษ์เป็นคนกลุ่มเดียวที่ได้รับอนุญาตให้มีกองทัพในเมืองหลวง ใครต่อใครจึงมักติดสินบนจำนวนมากเพื่อให้ช่วยสนับสนุน สองลุงหลานจึงมองเห็นโอกาสก้าวขึ้นสู่อำนาจโดยนำเงินไปติดสินบนเหล่าสมาชิกวุฒิสภาต่ออีกทอดหนึ่ง จนในที่สุดลุงของยุสตินิอานุสได้ครองบัลลังก์ เฉลิมพระนามเป็นจักรพรรดิยุสตินุส แธร็กซ์ (Justinus Thrax) หรือพระเจ้าจัสตินที่ 1 (Justin I)

               ยุสตินิอานุสต้องคอยปกป้องบัลลังก์ของลุงที่ได้มาแบบไม่ชอบธรรมนัก ด้วยการปล่อยนักโทษการเมืองและข้าราชการฝีมือดีที่ถูกจำคุก และสร้างสัมพันธ์กับบรรดานายพลที่เคยก่อกบฏเพราะไม่เห็นด้วยกับนโยบายด้านศาสนาของจักรพรรดิองค์ก่อนให้ยอมมาทำงานรับใช้จักรพรรดิองค์ใหม่ พร้อมกับสั่งฆ่านายพลวิทาลลิอานุส (Vitallianus) ผู้ที่ได้รับความนิยมมากและอาจหันมาชิงบัลลังก์ พร้อมกับเลขานุการและผู้ติดตามก่อนที่ยุสตินิอานุสจะขึ้นครองตำแหน่งกงสุลและผู้บัญชาการภาคตะวันออกแทน

               นอกจากยุสตินิอานุสเป็นคนชอบการวางแผน มีเล่ห์เหลี่ยม และลงมือเด็ดขาดแล้ว เขายังมีจุดแข็งที่มองคนออกทะลุปรุโปร่ง กล้าเลือกใช้คนเก่งให้เหมาะกับงานโดยปราศจากอคติทางศาสนา ชนชั้น หรือภูมิหลังในอดีต และในช่วงเวลาที่แสนวุ่นวายนี้ยุสตินิอานุสก็ได้พบกับเธโอดอรา หลังจากคลอดลูกสาวและโดนข้าราชการซีเรียทอดทิ้งในอียิปต์ เธโอดอราเข้าปฏิบัติธรรมที่เมืองอเล็กซานเดรีย (จนกลายเป็นผู้นับถือศาสนาคริสต์นิกาย
ไมอาฟิไซต์ (Miaphysite) ซึ่งเป็นนิกายนอกรีตก่อนเดินทางกลับมายังกรุงคอนสแตนติโนเปิล

               กรุงคอนสแตนติโนเปิลในสมัยนั้นมีสนามแข่งรถม้ารูปตัว U เรียกว่า ฮิปโปโดรม (Hippodrome) ผู้คนเชียร์รถม้ากันอย่างจริงจังและแบ่งเป็น 2 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายสีน้ำเงิน (Blue Deme) และฝ่ายสีเขียว (Green Deme) ซึ่งเป็นการแบ่งขั้วความเชื่อทางการเมืองด้วย คนจากหลากหลายฐานะอาชีพจึงได้ถกปัญหาสังคมและบางครั้งก็ก่อจลาจลกันที่ฮิปโปโดรม เธโอดอราเป็นฝ่ายสีน้ำเงินเหมือนกับยุสตินิอานุส นางสนใจเรื่องการเมืองด้านการปฏิรูปกฎหมาย สิทธิสตรี รวมถึงการสมานฉันท์ระหว่างนิกายออร์โธด็อกซ์(Orthodox) ของจักรวรรดิกับนิกายไมอาฟิไซต์ ยุสตินิอานุสตกหลุมรักความใจกล้า สติปัญญา และเสน่ห์ที่โดดเด่นจากฝูงชนอยู่เสมอของนาง เขาแก้กฎหมายที่ห้ามบุคคลระดับสูงแต่งงานกับโสเภณีในปี ค.ศ. 524 เพื่อแต่งงานกับเธโอดอรา และให้ลูกสาวของนางแต่งงานกับพระญาติของจักรพรรดิรัชกาลก่อน นับเป็นการเชื่อมรอยร้าวกับกลุ่มอำนาจเดิมในราชสำนักพร้อมกับตรวจสอบความเคลื่อนไหวได้อย่างชาญฉลาด

 

 

ภาพที่ 2: แผนผังบริเวณรอบวังกรุงคอนสแตนติโนเปิล ฮิปโปโดรมอยู่ทางตะวันตกของวัง

แหล่งที่มาภาพ: Cplakidas. “Constantinople imperial district.” Wikipedia, 27 Feb 2008, https://en.wikipedia.org/wiki/Hippodrome_of_Constantinople#/media/File:Constantinople_imperial_district.png.

 

               สามปีต่อมา ยุสตินิอานุสได้ขึ้นครองราชย์ต่อจากลุง ในวันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ. 527 เฉลิมพระนามเป็นจักรพรรดิยุสตินิอานุส หรือพระเจ้าจัสติเนียนที่ 1 (Justinian I) ในวัย 45 ปี เขาชอบการปฏิรูปสังคมในทุกด้าน และเลือกคนหนุ่มที่เก่งกาจทำงานไวหลายคน เช่น ทริโบเนียน (Tribonian) นักกฎหมายอัจฉริยะชาวกรีกมาทำการสังคายนากฎหมายโรมันที่ซ้ำซ้อนล้าสมัยจนสำเร็จเป็นประมวลกฎหมายแพ่ง (Corpus Juris Civilis) ซึ่งเป็นพื้นฐานของระบบกฎหมายที่ยังคงใช้กันทั่วโลกในปัจจุบัน และจอห์นชาวคัปปาโดเกีย (John the Cappadocian) ผู้ดึงอำนาจเก็บภาษีจากท้องถิ่นเข้าสู่ส่วนกลาง ไล่ปราบเจ้าหน้าที่ทุจริต และจับคนรวยที่เลี่ยงภาษีมาทรมาน ทำให้สามารถเก็บภาษีได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย นอกจากนี้ จักรพรรดิยุสตินิอานุสยังมีดำริให้นำอาณาจักรโรมันตะวันตกที่ล่มสลายไปให้กลับมาเป็นของชาวโรมันอีกครั้ง โดยมีนายพลคนสำคัญคือ เบลิซาริอุส (Belisarius) กับขันทีนาร์เซส (Narses) เดินทัพไปตีดินแดนในแอฟริกาและคาบสมุทรอิตาลีกลับคืนจากชาวออสโตรกอธเชื้อสายเยอรมัน (Germanic Ostrogoths) ที่ยึดครองกรุงโรมอยู่ในสมัยนั้น

               ด้านจักรพรรดินีเธโอดอราก็มุ่งมั่นพัฒนาด้านสิทธิสตรีและคนชายขอบ ด้วยการแก้ไขกฎหมายให้สตรีสามารถรับมรดกและถือครองทรัพย์สินในชื่อของตนเองได้ กำหนดเงื่อนไขการหย่าร้างที่เป็นธรรม ห้ามการบังคับค้าบริการทางเพศ ก่อตั้งศูนย์พักพิงสำหรับคนชายขอบและคนไร้บ้านทั่วไปที่มีชื่อเสียง คือ ศูนย์พักพิงช่องแคบ
ดาร์ดาเนลเลส (Dardanelles Shelter) รวมถึงออกคำสั่งให้ผู้ก่อคดีข่มขืนต้องโทษประหาร แล้วบังคับถ่ายโอนทรัพย์สินชดเชยให้แก่เหยื่อ ทั้งยังทรงปกป้องผู้นับถือนิกายไมอาฟิไซต์ โดยการแต่งตั้งบาทหลวงนิกายนี้ ชื่อ อันธิมุส (Anthimus) ขึ้นเป็นพระสังฆราชกรุงคอนสแตนติโนเปิล ความสำเร็จต่างๆเหล่านี้ทำให้จักรพรรดิยุสตินิอานุสไว้วางใจปรึกษาจักรพรรดินีเธโอดอราทุกเรื่อง และมีคำสั่งให้ข้าราชการต้องกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณต่อหน้าพระนาง และเขียนในกฎหมายด้วยว่าพระนางเป็น “คู่คิดของเรา”

               อย่างไรก็ตาม รัชสมัยของคู่รักนักคิดที่ทรงพลังแห่งไบแซนไทน์นี้แม้ว่าโดยรวมมีความรุ่งโรจน์ แต่ก็เต็มไปด้วยปัญหานานัปการ คนเก่งหลายคนที่จักรพรรดิยุสตินิอานุสคัดเลือกมานานวันเข้าก็ทุจริตเป็นข่าวอื้อฉาว และขัดแข้งขัดขากันเอง ภารกิจบางอย่างโดยเฉพาะด้านการขยายอาณาจักรจึงไม่อาจลุล่วง ความไม่พอใจของผู้คนปะทุขึ้นในฮิปโปโดรม เกิดจลาจลนิกา (Nika Riots) ในปี ค.ศ. 532 มีการเรียกร้องให้จักรพรรดิสละราชสมบัติ โดยทั้งฝ่ายสีน้ำเงินและฝ่ายสีเขียวร่วมมือกันไล่สังหารข้าราชการและเผาเมืองหลวงเป็นเวลานาน 5 วัน ทำให้ต้องเร่งสร้างสถานที่สำคัญขึ้นใหม่ทดแทนของเก่าที่ถูกไฟไหม้ เช่น มหาวิหารฮาเกีย โซเฟีย (Hagia Sophia) ต่อมาในปี ค.ศ. 541-549 เกิดกาฬโรคระบาดไปทั่วบริเวณทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ยุโรป และเปอร์เซีย คร่าชีวิตชาว
คอนสแตนติโนเปิลไปกว่า 40% หรือภาพรวมพบว่าประชากรหายไปถึง 1 ใน 5 ของทั้งจักรวรรดิเลยทีเดียว จักรพรรดิยุสตินิอานุสก็ติดโรคนี้เช่นกัน ทำให้จักรพรรดินีเธโอดอราต้องบริหารราชการแทนและต่อสู้กับศัตรูผู้หวังชิงบัลลังก์อย่างดุเดือด เท่านั้นไม่พอจักรวรรดิไบแซนไทน์ถูกรุกรานจากข้าศึกหลายด้านและสร้างความเสียหายมาก โดยเฉพาะการรบของพระเจ้าคอสโรวที่ 1 แห่งจักรวรรดิซาซาเนียน (Khosrow I - Sasanian Empire) ในเปอร์เซีย ก่อนสงบศึกลงได้ด้วยการตกลงทำสนธิสัญญาสันติภาพ 50 ปีในปี ค.ศ. 562

 

 

ภาพที่ 3: มหาวิหารฮาเกีย โซเฟีย ปัจจุบันเป็นมัสยิดและพิพิธภัณฑ์ในกรุงอิสตันบูล ประเทศตุรกี

แหล่งที่มาภาพ: Vågen, Arild. “Hagia Sophia.” Wikipedia, 23 Sep 2020, https://en.wikipedia.org/wiki/Hagia_Sophia#/media/File:Hagia_Sophia_Mars_2013.jpg.

 

               จักรพรรดินีเธโอดอราสวรรคตด้วยโรคมะเร็งในวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ. 548 หลังจากภาพโมเสกในมหาวิหารนักบุญวิตาเล เมืองราเวนนา สร้างแล้วเสร็จเพียง 1 ปี แม้ว่าทั้งคู่จะไม่มีลูกด้วยกันแต่จักรพรรดิยุสตินิอานุสก็รักเดียวใจเดียวไม่อภิเษกสมรสใหม่อีกเลย จักรพรรดิในวัยชราทรงเพียรฟื้นฟูจักรวรรดิที่หักพังลงด้วยปัญหาต่าง ๆ ทั้งภัยธรรมชาติ สงคราม และโรคระบาดที่หวนกลับมาระลอกใหม่ ทรงคัดเลือกคนเก่งที่เหมาะกับงานขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้โปรดให้นายพลเบสซัส (Bessas) ขันทีโชลาสติคุส (Scholasticus) และขันทีนาร์เซสคนเดิมที่เคยสร้างปัญหาแต่ได้รับบทเรียนและมีประสบการณ์ความสามารถเหมาะสม ทำหน้าที่ป้องกันและขยายอาณาจักรทางตะวันตก จนกระทั่งยึดครองกรุงโรมได้สำเร็จในปี ค.ศ. 554 นับเป็นครั้งแรกในรอบ 220 กว่าปีที่นครแห่งนี้อยู่ใต้การปกครองของจักรพรรดิชาวโรมัน

               จักรพรรดิยุสตินิอานุสได้รับสมัญญานาม “มหาราช” หลังจากสวรรคตในวันที่ 14 พฤศจิกายน ค.ศ. 565 สิริอายุรวม 83 ปี ตลอดรัชสมัยอัดแน่นไปด้วยการฝ่าฟันปัญหาอุปสรรคแบบ “ล้มแล้วรีบลุก” ครั้งแล้วครั้งเล่า ด้วยความทรหด รู้รุกรู้ถอย และเฉียบคมในการเลือกใช้คนเก่งอย่างที่ไม่มีผู้นำคนใดเสมอเหมือน ทว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการมีคู่อย่างจักรพรรดินีเธโอดอราอยู่เคียงข้าง ดังที่ครั้งหนึ่งจักรพรรดิยุสตินิอานุสเคยหวาดกลัวจลาจลและเตรียมขึ้นเรือหนี แต่จักรพรรดินีเธโอดอราได้กล่าวในท้องพระโรงว่า “การหนีไม่ใช่ทางที่ถูกต้อง แม้ว่าจะช่วยให้พวกเราปลอดภัยก็ตาม คนทุกคนที่เกิดมาในโลกนี้ล้วนต้องตายกันทั้งสิ้น แต่เจ้าผู้ปกครองกลับหนีตายเป็นผู้ลี้ภัย นี่เป็นเรื่องที่ไม่อาจทนรับได้... หากท่านเพียงหมายจะเอาชีวิตรอด นั่นมิใช่เรื่องยาก พวกเราร่ำรวย ทะเลอยู่แค่ตรงนั้น และกองเรือก็อยู่แค่ตรงนี้ แต่คิดดูให้ดีเถิดว่าเมื่อหนีไปถึงที่ปลอดภัยแล้ว ท่านจะไม่อยากแลกความปลอดภัยนั้นกับความตาย”

               บ่อยครั้งเมื่อมีผู้เล่าเรื่องความรักของยุสตินิอานุสกับเธโอดอรา แต่มักจดจ่ออยู่กับรูปโฉมของหญิงสาวและการแสดงวาบหวิวอันน่าตื่นตาตื่นใจตอนเป็นโสเภณี หรือความทะเยอทะยานโหดเหี้ยมของทั้งคู่ แต่แก่นแท้ของความรักนี้เป็นหัวใจกล้าหาญพร้อมจับมือกันเผชิญหน้าฝ่าฟันปัญหาอุปสรรคนานาที่กาลเวลาและข้อจำกัดของชีวิตมนุษย์นำพาเข้ามาอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ ยุสตินิอานุสกับเธโอดอราแม้จะครองราชย์ยาวนานก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จทุกเรื่อง แผนการหลายอย่างผิดพลาด คนที่ไว้ใจกลับทรยศทำให้ผิดหวัง แต่ทั้งคู่สามารถช่วยกันรักษาพลังใจและกล้าให้โอกาสคนจนวันสุดท้ายของชีวิต ซึ่งในหน้าบันทึกประวัติศาสตร์โลกอาจมีเรื่องราวของมหาราชกับสาวงามอยู่มากมาย หรือในอนาคตก็อาจมีเพิ่มได้อีก แต่เชื่อเถอะว่าจะหาคู่รักใดเทียบได้อย่าง
ยุสตินิอานุสกับเธโอดอรานั้นไม่มีแล้ว

 

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

Barker, John W. Justinian and the Later Roman Empire. Madison: University of Wisconsin Press, 1966.

Atwater, Richard. “Internet Medieval Sourcebook Procopius of Caesarea: The Secret History.” Fortham University, 1996, https://sourcebooks.fordham.edu/basis/procop-anec.asp.

Dash, Mike. “Blue versus Green: Rocking the Byzantine Empire.” Smithsonian Magazine, 2 Mar 2012, https://www.smithsonianmag.com/history/blue-versus-green-rocking-the-byzantine-empire-113325928/.

Extra History. “Byzantine Empire: Justinian and Theodora.” Youtube, 20 Jun 2015, https://www.youtube.com/playlist?list=PLEb6sGT7oD8HLpPQ0N4UTmTtPlpXfJias

Fauber, Lawrence H. Hammer of the Goths: The Life and Times of Narses the Eunuch. New York: St. Martin's Press, 1991.

Kettenhofen, Erich. “Justinian I.” Encyclopaedia Iranica, 9 Feb 2022, https://iranicaonline.org/articles/justinian-i-flavius-petrus-sabbatius-justinianus#article-tags-overlay.

Shvangiradze, Tsira. “Byzantine Empress Theodora: The Legacy of a Powerful Woman.” The Collector, 15 Jan 2023, https://www.thecollector.com/empress-theodora-life-and-legacy/.

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ