Museum Core
“ชุมชนบ้านดอกไม้” ชุมชนที่มีชื่อว่าดอกไม้แต่ไม่มีดอกไม้ให้เชยชม
Museum Core
21 ส.ค. 66 1K

ผู้เขียน : เตชวัน ปัญญาวุฒิธรรม

               เมื่อเอ่ยถึงย่านดอกไม้ ใคร ๆ ก็มักนึกถึงย่านปากคลองตลาด ตลาดดอกไม้ที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วประเทศและเป็นศูนย์กลางการค้าขายดอกไม้ แต่ย่านที่เกี่ยวข้องกับดอกไม้ในกรุงเทพฯ ไม่ได้มีแค่ย่านปากคลองตลาดยังมีอีกชุมชนหนึ่งชื่อว่า “ชุมชนบ้านดอกไม้” ทว่า ชุมชนแห่งนี้ไม่มีดอกไม้ให้เชยชมหรือเลือกซื้อหา แล้วดอกไม้ที่เป็นชื่อของชุมชนบ้านหมายถึงอะไรกันหากไม่ใช่ดอกไม้ที่เราคุ้นเคย

               ชุมชนบ้านดอกไม้เป็นชุมชนเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ระหว่างถนนวรจักรกับถนนบริพัตร ริมคลองรอบกรุง ละแวกเดียวกับชุมชนบ้านบาตรและอยู่ห่างไปไม่ไกลจากวัดภูเขาทองนัก ชุมชนบ้านดอกไม้นับเป็นหนึ่งในชุมชนช่างเก่าแก่ของกรุงรัตนโกสินทร์ที่มักตั้งชื่อชุมชนตามอาชีพของคนในชุมชน เช่น บ้านบาตร บ้านบุ บ้านหม้อ บ้านช่างหล่อ บ้านช่างทอง หรือบ้านพานถม เป็นต้น ในอดีตชาวบ้านในชุมชนบ้านดอกไม้มีอาชีพหลักที่มาจากทักษะฝีมือช่างในการทำ “ดอกไม้เพลิง” หรือดอกไม้ไฟอย่างที่คุ้นเคยกัน

 

ภาพที่ 1 ชุมชนบ้านดอกไม้

 

               ดอกไม้เพลิงหรือดอกไม้ไฟเป็นการละเล่นชนิดหนึ่งที่มีอยู่คู่สังคมไทยมาอย่างยาวนาน ซึ่งมีการละเล่นกันทั้งในงานหลวงและงานราษฎร์ ทั้งงานมงคลและอวมงคล ดังปรากฎจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญต่าง ๆ ได้แก่ ศิลาจารึกหลักที่ 1 หรือศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ได้จารึกข้อความที่สันนิษฐานว่าเกี่ยวข้องกับการเล่นดอกไม้เพลิง ความว่า

               “...เมืองสุโขทัยนี้ มีสี่ปากประตูหลวง เที้ยรย้อมคนเสียดกัน เข้ามาดู ท่านเผาเทียน ท่านเล่นไฟ เมืองสุโขทัยนี้มีดั่งจักแตก...”

               หรือในพระราชพงศาวดารกรุงสยาม จากต้นฉบับบริติชมิวเซียมกรุงลอนดอน กล่าวถึงดอกไม้เพลิงคราวงานพระเมรุมาศพระบรมศพสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ความว่า “...จึ่งเชิญพระบรมโกศเข้าประดิษฐานในพระเมรุทอง ทรงพระกรุณาให้มีการมหรสพสมโภช และ ดอกไม้เพลิงต่าง ๆ  และทรงสดับปกรณ์ พระสงฆ์ ๑๐,๐๐๐ คำรบ ๗ วัน แล้วถวายพระเพลิง...”

               อีกทั้งยังมีหลักฐานปรากฎเป็นภาพอย่างชัดเจนในจิตรกรรมฝาผนังโดยรอบพระระเบียงวัดพระศรีรัตนศาสดารามที่ปรากฏภาพดอกไม้เพลิงเป็นส่วนประกอบหนึ่งในจิตรกรรมเรื่องรามเกียรติ์ด้วย โดยพบในจิตรกรรมห้องที่ 81 ทศกัณฐ์เผาศพอินทรชิต และห้องที่ 113 พิเภกถวายเพลิงศพทศกัณฐ์

 

ภาพที่ 2 จิตรกรรมฝาผนังเรื่องรามเกียรติ์บนพระระเบียงวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

ห้องที่ 81 ทศกัณฐ์เผาศพอินทรชิต (บน) และห้องที่ 113 พิเภกถวายเพลิงศพทศกัณฐ์ (ล่าง)

 

               ดอกไม้เพลิงนั้นมีรูปแบบหลากหลายทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก ใช้จุดสมโภชในงานรื่นเริง หรือเล่นสนุกสนานในเทศกาลต่าง ๆ ตัวอย่างดอกไม้เพลิง เช่น พเยียมาศ ระทา ตะไล ไฟพะเนียง และลูกหนู เป็นต้น โดยชาวชุมชนบ้านดอกไม้สืบทอดการทำดอกไม้เพลิงโบราณเหล่านี้มาแต่ครั้งกรุงเก่า ครั้นเมื่อมีการสถาปนาตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ขึ้น รัชกาลที่ 1 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ช่างแขนงต่าง ๆ ตั้งชุมชมขึ้นและให้ชาวบ้านที่มีอาชีพทำดอกไม้เพลิง ตั้งถิ่นฐานชุมชนบริเวณริมคลองรอบกรุง (คลองบางลำพู-คลองโอ่งอ่าง) อยู่นอกกำแพงพระนคร เพื่อความปลอดภัยจากการเกิดไฟไหม้ซึ่งอาจเกิดขึ้นจากดอกไม้เพลิง

 

ภาพที่ 3 ตัวอย่างดอกไม้เพลิงโบราณรูปแบบต่าง ๆ

แหล่งที่มาภาพ: หนังสือ “ดอกไม้เพลิงโบราณ : มหัศจรรย์แห่งภูมิปัญญาไทย” (สิทธา สลักคำ, 2540)

 

               ชุมชนบ้านดอกไม้ได้ยึดการประกอบอาชีพทำดอกไม้เพลิงสืบต่อมา โดยมีการประดิษฐ์และพัฒนาดอกไม้เพลิงตามยุคสมัยต่าง ๆ เพิ่มขึ้น เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของสังคม ทว่าอาชีพนี้ไม่ได้สืบเป็นมรดกตกทอดมาถึงปัจจุบันเนื่องด้วยเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ใหญ่ในชุมชนช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้มีการย้ายชุมชนไปอยู่บริเวณแถวทุ่งพญาไทและเรียกชุมชนใหม่ว่า “ชุมชนบ้านดอกไม้ใหม่” ต่อมาภายหลังมีการเวนคืนที่ดินเพื่อตั้งกรมทางหลวงทำให้ชุมชนบ้านดอกไม้ใหม่หายไป

               หลังเหตุไฟไหม้ใหญ่ เจ้าของที่ดินบริเวณชุมชนบ้านดอกไม้เดิมได้สร้างตึกแถวในเช่าตลอดแนวถนน ชาวชุมชนเดิมส่วนหนึ่งก็ได้เช่าตึกอยู่อาศัยและยังคงประกอบอาชีพค้าขายดอกไม้เพลิงเช่นเดิมแต่ลดน้อยลงมาก และมีการนำดอกไม้เพลิงจากพื้นที่อื่นเข้ามาขาย นอกจากนี้ผู้คนเริ่มเปลี่ยนอาชีพ มีชาวจีนเข้ามาเช่าตึกอยู่อาศัย ตั้งโรงเลื่อยและประกอบอาชีพค้าไม้สำเร็จรูปในพื้นที่โดยรอบวัดภูเขาทองเป็นจำนวนมากจนชุมชนด้านฝั่งถนนบริพัตรกลายเป็นย่านค้าไม้ตลอดแนวถนน

               ยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป มีคนกลุ่มใหม่ไหลเวียนเข้าออกชุมชนและกลุ่มอาชีพต่าง ๆ เข้ามาแทนที่ รวมถึงกฎระเบียบบ้านเมืองที่เกี่ยวข้องกับดอกไม้เพลิงที่เข้มงวดมากขึ้น ส่งผลให้การทำดอกไม้เพลิงในชุมชนค่อย ๆ หายไปจนหมดสิ้น ปัจจุบันชุมชนบ้านดอกไม้ได้เปลี่ยนเป็นย่านการค้าตามบริบทของสังคม ทั้งการค้าขายอะไหล่ยนต์ที่เป็นสินค้าหลักสำคัญของตลาดวรจักร และบริเวณพื้นที่ชุมชนได้กลายเป็นตลาดที่อุดมไปด้วยอาหารหลากหลายชนิดทั้งไทยและจีน ส่วนชุมชนฝั่งถนนบริพัตรยังคงประกอบอาชีพค้าไม้จนถึงปัจจุบัน

               อย่างไรก็ตาม แม้ชุมชนบ้านดอกไม้จะไม่มีอาชีพการทำดอกไม้เพลิงหลงเหลืออยู่แล้ว แต่ภายในชุมชนก็ยังคงพบร่องรอยของการประกอบอาชีพการทำดอกไม้เพลิงอยู่บนป้ายชื่อ ร้านนายต่วน ชมเสาร์หัส ที่เคยประกอบอาชีพทำดอกไม้เพลิง และเป็นร้านดอกไม้เพลิงร้านสุดท้ายของบ้านดอกไม้ แม้ปัจจุบันร้านเลิกประกอบอาชีพทำดอกไม้เพลิงแล้วแต่ป้ายร้านไม้สีแดงติดอยู่เหนือบานประตูก็เป็นประจักษ์พยานสำคัญของการมีอยู่ของอาชีพการทำดอกไม้เพลิงของชุมชน และร้าน ป. ปานจินดา แม้จะเปลี่ยนเป็นอาชีพค้าไม้ แต่เจ้าของร้านก็ยังสามารถเล่าเรื่องราวของชุมชนทำดอกไม้เพลิงจากประสบการณ์ในอดีตที่เคยประกอบอาชีพทำดอกไม้เพลิงก่อนได้เป็นอย่างดี (ทั้งสองร้านตั้งอยู่บนถนนบริพัตร ฝั่งริมคลองรอบกรุง)

 

ภาพที่ 4 ร้านนายต่วน ชมเสาร์หัส ร้านดอกไม้เพลิงร้านสุดท้ายของชุมชนบ้านดอกไม้

 

               นับวันเรื่องราวของดอกไม้เพลิงที่ชุมชนบ้านดอกไม้ก็มีแต่เลือนลางหายไป และผู้คนที่ไปที่ชุมชนก็ไม่ได้คิดถึงดอกไม้เพลิงแล้ว หากใครแวะเวียนไปในย่านชุมชนบ้านดอกไม้ก็อย่าลืมคิดถึงดอกไม้เพลิงซึ่งเป็นที่มาของชื่อชุมชนและคงเหลือไว้เป็นตำนานของชุมชนแห่งนี้

               ทั้งนี้ ใครอยากเรียนรู้หรือรู้จักกับชุมชนบ้านดอกไม้มากขึ้น หรืออยากเห็นดอกไม้เพลิงอันเป็นภูมิปัญญาทางอาชีพของชาวชุมชนในอดีต นอกจากการตามรอยไปที่ชุมชนแล้วก็สามารถแวะไปเยี่ยมชมนิทรรศการสื่อจัดแสดงเรื่องราวของชุมชมและดอกไม้เพลิงจำลองกันได้ที่นิทรรศรัตนโกสินทร์บนถนนราชดำเนินกลาง

 

ภาพที่ 5 ห้องดื่มด่ำย่านชุมชน ณ นิทรรศรัตนโกสินทร์

ภาพจากหนังสือ “นิทรรศรัตนโกสินทร์ อัญมณี แห่งมหานคร”

 

               อย่าให้เรื่องราวของชุมชนหายไป อย่าให้ภูมิปัญญาดั้งเดิมคงเหลือไว้เพียงแค่ชื่อเรียกย่าน ชื่อชุมชน หรือชื่อถนน ดังที่เกิดขึ้นแล้วกับหลายย่านในกรุงเทพมหานคร ร่วมเรียนรู้เรื่องราวของชุมชนในมหานครอันยิ่งใหญ่นี้ให้เรื่องราวเล็ก ๆ เหล่านี้ได้ร่วมสร้างประวัติศาสตร์สำคัญที่ช่วยเติมเต็มเรื่องราวให้กับเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานครต่อไป

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ