Museum Core
เบอร์ลินโดม : พิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งยุควิลเฮล์ม
Museum Core
21 มี.ค. 66 1K
ประเทศเยอรมันนี

ผู้เขียน : กระต่ายหัวฟู

 

(ภาพปก) เบอร์ลินโดมด้านทิศตะวันตก

 

               ข้อมูลที่เป็นทางการระบุว่าประวัติของวิหารเบอร์ลิน (Berlin Cathedral) หรือเบอร์ลินโดม (Berlin Dom) เริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ.1465 อันเป็นปีที่พระสันตะปาปาสถาปนาโบสถ์น้อยของราชวงศ์โฮเอนซอลเลิร์น (Hohenzollern) เจ้านครรัฐแห่งบรันเดนบูร์ก (Brandenburg) ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณพระราชฐานบนเกาะของแม่น้ำ
ชเปร (Spree) ให้มีสถานะเทียบเท่าวิหาร (Cathedral)  ในเวลานั้นนอกจากวิหารจะไม่มีหน้าตาคล้ายเบอร์ลินโดมในปัจจุบันแม้แต่น้อยแล้ว ยังไม่ได้ตั้งอยู่ ณ ที่ปัจจุบันอีกด้วย โบสถ์ที่เป็นบรรพบุรุษของเบอร์ลินโดมถูกย้ายที่และเปลี่ยนรูปร่างหน้าตาไปอีกหลายครั้ง (โดยยังอยู่ภายในเกาะ) ในช่วงเวลาสี่ร้อยกว่าปีต่อมา

              ผู้เขียนเข้าใจว่าคงมีคนที่มองดูเบอร์ลินโดมจากข้างนอกแล้วรู้สึกทึ่ง ขนลุกเมื่อได้ยินเสียงระฆังดังกังวาน แต่นึกไม่ออกว่าข้างในเป็นอย่างไร ในครั้งนั้นผู้เขียนจัดเป็นนักท่องเที่ยวเวลาน้อยแต่เบอร์ลินมีสิ่งน่าสนใจมากมายจนไม่รู้จัดลำดับอย่างไร เมื่อมายืนอยู่หน้าประตูโบสถ์จึงรู้สึกลังเลว่าจ่ายเงิน 7 ยูโร เพื่อเข้าไปชมข้างในดีไหม

               ความไม่แน่ใจหายเป็นปลิดทิ้งเมื่อก้าวเข้าไปในห้องโถงใหญ่ บริเวณนี้เรียกว่าโบสถ์เทศนา (Sermon Church) พื้นที่ทรงสี่เหลี่ยมใต้โดมใหญ่แลดูกว้างขวางอย่างที่นึกไม่ถึงเมื่อมองจากภายนอก มีแถวเก้าอี้ไม้วางเรียงเป็นระเบียบนับพันที่นั่ง แสงสว่างที่ส่องผ่านกระจกบนยอดโดมลงมาสว่างกระจ่างตา ทำให้ห้องโถงดูสง่า สงบ และศักดิ์สิทธิ์ไปพร้อมๆกัน

 

ภาพที่ 1 การตกแต่งโดมใหญ่ เนื่องจากอยู่สูงเกือบร้อยเมตร เราจึงอาจเผลอลืมไปว่าที่จริงแล้ว

รูปภาพโมเสกรวมไปถึงประติมากรรมทุกชิ้นในโบสถ์มีขนาดใหญ่มาก

แบบที่ถ้าเอามนุษย์ไปยืนเทียบแล้วตัวเล็กนิดเดียว

 

โบสถ์ของนิกายโปรเตสแตนต์

               หลังจากพระสันตะปาปาสถาปนาให้เป็นวิหารได้  74 ปี  วิหารเบอร์ลินก็เปลี่ยนจากคาทอลิคเป็นโปรเตสแตนต์ในปี ค.ศ.1539  ตามการเปลี่ยนความเชื่อของเจ้านครรัฐ ปัจจุบันเบอร์ลินโดมเป็นโบสถ์ของนิกายโปรเตสแตนต์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของเยอรมนี  โบสถ์มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Evangelical Supreme Parish and Collegiate Church หากแปลตรงๆ ก็คือ คริสตจักรอิเวนเจลิคัลและโบสถ์วิทยาลัย คำว่า อิเวนเจลิคัล (Evangelical) เป็นคำเรียกรวมๆ ถึงผู้นับถือนิกายย่อยต่างๆ ที่เป็นโปรเตสแตนต์  ส่วน Collegiate Church นั้นมีที่มาจากการที่โบสถ์ในยุคกลางเป็นที่ศึกษาเล่าเรียน  Collegiate Church มีสถานะเทียบเท่าอาสนวิหาร (Cathedral Church) บทบาทหน้าที่ก็เหมือนกัน ต่างกันก็ตรงที่สำนักสันตะปาปาไม่ได้ส่งบิชอปมาปกครองและไม่มีสิทธิเสียงในงานบริหารของสังฆมณฑล

               โบสถ์ในนิกายโปรเตสแตนต์มักเน้นความเรียบง่าย ประติมากรรมและรูปเคารพต่างๆ ก็มีน้อย แต่เราจะเห็นเบอร์ลินโดมมีการประดับประดาทั้งด้านนอกและด้านใน  ซึ่งเขาอธิบายว่าเป็นอาคารในสไตล์นีโอเรอเนซองส์ (Neo Renaissance) และนีโอบาโรก (Neo Baroque) แต่ความเป็นบาโรกที่มีอยู่ก็ไม่ถึงกับมากมายอย่างที่สุด
รูปแบบของอาคารที่กึ่งๆ กลางๆ แต่ก็สวยสง่านี้ เป็นผลจากการถกเถียงกันกว่าครึ่งศตวรรษ

               กว่าจะมาลงเอยด้วยแบบของจูเลียส คาร์ล รัชดอร์ฟ (Julius Carl Raschdorff ค.ศ. 1823-1914) แบบของเขาต้องตอบโจทย์ความต้องการของจักรพรรดิ คริสตจักร และรัฐสภา ที่ต้องการให้วิหารหลังใหม่เป็นภาพลักษณ์ของความเจริญรุ่งเรืองของประเทศ ความเป็นศูนย์รวมศรัทธาของคริสตจักรนิกายโปรเตสแตนต์ที่เทียบเคียงได้กับมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ในกรุงโรม (ซึ่งเป็นโรมันคาทอลิค) วิหารต้องรองรับทั้งรัฐพิธีและพิธีกรรมทางศาสนาของสามัญชนคนธรรมดา รวมทั้งสืบทอดความเป็นราชานุสรณ์สถานของราชวงศ์  

 


ภาพที่ 2 GREAT ‘SAUER’ ORGAN ออร์แกน 'ซาวเออร์' สร้างขึ้นพร้อมอาคารถือเป็นส่วนหนึ่งของ
การตกแต่งทางศิลปะดั้งเดิม ออกแบบโดย วิลเฮล์ม เซาเออร์ (Wilhelm Sauer) ในเวลานั้นเป็น
ออร์แกนที่ใหญ่ที่สุดและใช้นวัตกรรมที่ทันสมัยที่สุดในเยอรมนี, รูปปั้นบุคคลบนหัวเสาคู่ทางซ้าย
เป็นอดีตกษัตริย์ คู่ทางขวาเป็นผู้นำศาสนานิกายโปรเตสแตนท์, ประติมากรรมบนพื้นที่เหนือซุ้มโค้ง
เป็นเรื่องเกี่ยวกับอัครสาวก ฝีมือของออตโต เลสซิง (Otto Lessing) ประติมากรที่มีชื่อเสียงมากในยุคนั้น

 

งานศิลปะ

               ด้วยความกว้างใหญ่ของโบสถ์เทศนาทำให้ยากที่จะตั้งสมาธิมองไปที่จุดใดจุดหนึ่ง ที่จริงแล้วโบสถ์นี้มี
สิ่งที่ควรค่าน่ามองอยู่มาก หากไล่ไปให้ครบทุกสิ่งก็คงยาว ตัวอย่างเช่น เมื่อมองขึ้นไปข้างบนตรงกึ่งกลางโดมเป็นรูปนกพิราบขาว ตัวแทนของพระวิญญาณบริสุทธิ์ (Holy Spirit) ตรงบริเวณวงรอบถัดลงมามีภาพโมเสก 8 ภาพ เป็นรูปความสุขแท้แปดประการ (Eight Beatitudes ) ออกแบบโดยจิตรกรแอนตัน ฟอน แวร์เนอร์ (Anton von Werner ค.ศ.1843-1915) ความสุขแปดประการเป็นคำสอนของพระเยซูในเรื่องแนวทางการดำเนินชีวิต  

               ปกติบริเวณแท่นบูชาหลักจเป็นส่วนที่สวยงามดึงดูดสายตามากที่สุด  หลายสิ่งเป็นของตกทอดมาจากโบสถ์หลังเดิมที่โดนรื้อไปเพื่อสร้างเบอร์ลินโดม มีแท่นบูชาสีขาวทำจากหินอ่อนออกแบบโดยฟรีดรีช ออกัสต์
สตูเลอร์ (Friedrich August Stüler ค.ศ. 1800-1865) ฉากคณะประสานเสียงสีทองเป็นรูป 12 อัครสาวกออกแบบโดยคาร์ล ฟรีดริช ชินเคล (Karl Friedrich Schinkel ค.ศ.1781-1841) ขนาบข้างด้วยเชิงเทียบแบบบาโรกขนาดยักษ์  ด้านหลังเหนือแท่นบูชา คือภาพสีบนหน้าต่างกระจกจากฝีมือออกแบบของแอนตัน ฟอน แวร์เนอร์ จำนวน 3 ภาพ แสดงเหตุการณ์สำคัญ 3 เหตุการณ์ในพระชนม์ชีพของพระเยซู คือการประสูติ การสิ้นพระชนม์ และการฟื้นคืนชีพ  และทางซ้ายของบริเวณแท่นบูชามีแท่นเทศนาขนาดใหญ่ทำจากไม้โอ๊กแกะสลักอย่างสวยงามออกแบบโดยบุตรชายของสถาปนิกรัชดอร์ฟ

               แต่ในปี ค.ศ.2017 ที่ผู้เขียนไปเยือนเบอร์ลินโดม เป็นวาระครบ 500 ปีของการปฏิรูปศาสนา จึงไปเจอกับแผ่นวาวๆ ใหญ่เบ้อเริ่มห้อยลงมาปิดบังบริเวณแท่นบูชา มันคืออะไรกันนี่

 

ภาพที่ 3 ด้านแท่นบูชาหลักของโบสถ์ มีประติมากรรมในวาระ 500 ปีปฏิรูปศาสนา ปิดบังภาพกระจกสี

หลังแท่นบูชา แต่ยังพอมองเห็นแท่นบูชาและฉากสีทองด้านล่าง, มุมล่างซ้ายคือแท่นเทศนา,

รูปปั้นเทพธิดาสององค์บนซุ้มโค้งเหนือแท่นบูชาถือข้อความว่า “จงคืนดีกับพระเจ้า”

 

               ในที่สุดผู้เขียนก็พบคำอธิบายวางอยู่ข้างๆ พอสรุปได้ดังนี้

               งานประติมากรรมภาพสะท้อน (Mirror Sculpture) ประติมากรรมกระจกขนาดสูง 16 เมตร ที่แขวนห้อยลงมาเหนือแท่นบูชาแทนที่ภาพแสดงเหตุการณ์สำคัญในชีวิตพระเยซู กระจกทำให้เรามองเห็นภาพสะท้อนที่บิดเบี้ยวของสิ่งที่ตั้งอยู่ภายนอกบริเวณแท่นบูชาอันศักดิสิทธิ์ ในขณะที่เรากวาดตาไปมาสายตาก็ไปหยุดอยู่ตรงบริเวณใจกลางแผ่นกระจกที่มีไม้กางเขนจากยุคกลางแขวนอยู่ เบอร์ลินโดมจัดแสดงงานศิลปะนี้ในโอกาสครบรอบ 500 ปีของการปฏิรูปศาสนา การปฏิรูปที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมุมมองที่มีต่อพระเจ้าและมนุษย์ ศาสนจักรและโลก อย่างลึกซึ้ง เกิดการตั้งคำถามกับรูปเคารพที่สร้างขึ้นจากความศรัทธา ว่าอะไรหรือที่คือแก่นแท้ของความศรัทธานั้น....  

               ขอบคุณคำอธิบายความหมายของงานศิลปะที่ช่วยให้เข้าใจและนำไปคิดต่อได้

 

สุสานใต้โบสถ์ของราชวงศ์โฮเอนซอลเลิร์น (Hohenzollern Crypt)

               ในยุคกลางบริเวณตอนกลางของยุโรปเรียกว่าจักรวรรดิโรมันอันศักดิสิทธิ์ (Holy Roman Empire) ประกอบด้วยนครรัฐจำนวนมาก นครรัฐใหญ่ 7 แห่งจะได้ตำแหน่งเจ้านครรัฐซึ่งมีสิทธิออกเสียงเลือกจักรพรรดิ (Prince Elector) และมีสิทธิเป็นผู้ถูกเลือกด้วย ราชวงศ์โฮเอนซอลเลิร์นได้รับการสถาปนาเป็น 1 ใน 7 ตั้งแต่ปี ค.ศ.1415  และมีสถานะเป็นเจ้าตั้งแต่บัดนั้น  โดยส่วนใหญ่แล้วตำแหน่งจักรพรรดิจะอยู่กับราชวงศ์ฮับส์บูร์ก (Habsburg) ส่วนราชวงศ์โฮเอนซอลเลิร์นก็ครอบครองแว่นแคว้นของตนโดยมีเบอร์ลินเป็นศูนย์กลางการปกครอง (เป็นส่วนใหญ่) จนในปี ค.ศ.1806 ในช่วงสงครามนโปเลียนมีการยกเลิกจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์  ดินแดนต่างๆ เริ่มแบ่งแยกเป็นประเทศชัดเจนขึ้น ดินแดนในปกครองของราชวงศ์โฮเอนซอลเลิร์นได้พัฒนาไปเป็นจักรวรรดิเยอรมัน (German Empire ค.ศ.1871-1918) ซึ่งมีอายุสั้นมาก จักรพรรดิวิลเฮล์มที่ 2 (Wilhelm II) จักรพรรดิเยอรมันองค์ที่ 3 ถูกบังคับให้สละราชสมบัติในปี ค.ศ.1918 หลังจากเยอรมันแพ้สงครามโลกครั้งที่ 1

 

ภาพที่ 4 สุสานใต้ดินของราชวงศ์โฮเอนซอลเลิร์น

 

               ราชวงศ์โฮเอนซอลเลิร์นทำสุสานของตระกูลไว้ใต้โบสถ์ สุสานได้ย้ายที่ไปหลายครั้งตามการย้ายที่ของโบสถ์ประจำราชวงศ์ สุดท้ายมาอยู่ใต้เบอร์ลินโดมหลังปัจจุบัน สุสานครอบคลุมพื้นที่ของชั้นใต้ดินทั้งหมดของเบอร์ลินโดม นับเป็นสถานที่ฝังศพสำหรับราชวงศ์ที่มีความสำคัญแห่งหนึ่งในยุโรปและสำคัญที่สุดในเยอรมนี มีศพที่เก็บไว้ในสุสาน 94 ศพ มีอายุตั้งแต่ปี ค.ศ.1595-1873  โลงศพจึงแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของการตกแต่งประดับประดาตามความนิยมในแต่ละยุคสมัย และแต่ละระดับชั้นของพระราชวงศ์ มีทั้งโลงหินแกะสลักแบบโบราณ โลงที่ตกแต่งอย่างวิจิตรด้วยหินอ่อน โลหะ หรือสิ่งทอที่สวยงาม แต่บางโลงก็เป็นแบบเรียบง่าย อันที่จริงแล้วที่นี่น่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ว่าด้วยโลงศพที่น่าสนใจมาก ถ้าไม่ใช่เพราะนี่เป็นสุสานจริงๆ บรรยากาศสลัวเยือกเย็น กลิ่นของความตาย สถานที่ซึ่งทำให้ผู้เขียนต้องเดินตัวลีบอย่างเงียบกริบโดยที่รู้สึกว่าตนเองเป็นคนส่วนน้อยในที่นี้  ใครเลยจะสามารถหยุดอยู่ที่ใดที่หนึ่งนานๆ เพื่อพินิจพิเคราะห์ว่าโลงเป็นของใครและตกแต่งอย่างไรบ้าง...อย่างไรก็ตาม นี่เป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ผู้เขียนจะไม่มีวันลืม

              สำหรับผู้ที่สนใจไปชมสุสานใต้เบอร์ลินโดมปิดปรับปรุงมาตั้งแต่ปี ค.ศ.2020 และมีแผนจะเปิดอีกครั้งประมาณฤดูใบไม้ผลิของปี ค.ศ.2024 ผู้เขียนคาดว่าในตอนนั้นคงมีการปรับปรุงด้านการให้ข้อมูลที่มากขึ้นและอ่านได้ง่ายขึ้นโดยไม่รบกวนความสงบของผู้ตาย

              ที่เขียนมาทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนน้อย เบอร์ลินโดมมีอะไรให้ดูมากมาย และจากการที่เป็นวิหารหลังใหญ่หลังเดียวที่สร้างในสมัยจักรพรรดิวิลเฮล์มโดยองค์จักรพรรดิเองก็มีส่วนกำหนดแนวทางการออกแบบ จึงมีผู้เรียกงานศิลปะและสถาปัตยกรรมของวิหารว่ายุควิลเฮล์ม (Wilhelmine era)  เบอร์ลินโดมจึงเป็นเหมือนกับพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่ดีๆ แห่งหนึ่งที่จัดแสดงงานศิลปะในยุคดังกล่าว

 

เว็บไซต์ของเบอร์ลินโดม

https://www.berlinerdom.de/en/

 

 

 

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ