Museum Core
ตามรอยอารยธรรมโบราณ กมรเตงชคตวฺนํรุง
Museum Core
20 มี.ค. 66 1K
ประเทศไทย

ผู้เขียน : อารยา สมานจิตต์

               ก่อนเริ่มต้นการเดินทางตามรอยอารยธรรมโบราณ ผู้เขียนขอออกตัวไว้ก่อนว่ามีความรู้เกี่ยวกับปราสาทหินพนมรุ้งอย่างที่เยาวชนคนหนึ่งมีอย่างขั้นพื้นฐาน ทุกเรื่องราวที่เขียนลงในบทความล้วนเป็นสิ่งที่ได้เรียนรู้มาจากคำอธิบายต่าง ๆ ระหว่างทางท่องเที่ยวทั้งสิ้น

               ขอชวนทุกท่านไปผจญภัยตามรอยอารยธรรมโบราณจากซากโบราณสถานที่ยังคงหลงเหลืออยู่ให้ได้ศึกษาและสืบค้นข้อมูลประวัติศาสตร์ที่มีมาอย่างยาวนาน

               เรื่องเริ่มต้นจากการเดินทางพร้อมครอบครัวเพื่อกลับสู่กรุงเทพฯ โดยไร้วี่แววการแวะท่องเที่ยว ระหว่างทาง ความคิดที่ค้างคาในใจทำให้ผู้เขียนโพล่งถามขึ้นว่า

"ป๋า ปราสาทหินพนมรุ้งเข้าไปลึกไหม?"

"ป๋าจำไม่ได้แล้ว ถ้าอยากไปก็ไปได้ ไหน ๆ ก็เป็นทางผ่านอยู่แล้ว"

 

               คำตอบนี้จึงกลายเป็นใบเบิกทางให้ผู้เขียนได้เริ่มการผจญภัยในโบราณสถานอายุราว 800-1,100 ปี และที่สำคัญคือปราสาทหินแห่งนี้ตั้งอยู่บนภูเขาไฟที่ดับไปแล้ว!

                ทันทีที่มาถึงอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง ผู้เขียนรู้สึกตื่นเต้นจนทำตัวไม่ถูก แต่สุดท้ายความตื่นเต้นก็ต้องถูกแทนที่ด้วยความเหนื่อยล้าขณะกำลังไต่บันไดนับหลายสิบขั้นพร้อมกับเผชิญกับอากาศร้อนจัดในประเทศแถบเส้นศูนย์สูตรก็ทำให้รู้สึกคล้ายหน้ามืดมีหยาดเหงื่อไหลซึมไปทั่วกรอบหน้า เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ควรพกน้ำดื่มเย็น ๆ สวมหมวกบังแสงแดด และสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือยาดม

                การเดินเฉยๆ ที่ดูเหมือนง่ายแต่ก็ไม่ง่ายเมื่อต้องเดินขึ้นบันไดซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่สวนทางกับแรงโน้มถ่วงของโลก จึงเกิดคำถามขึ้นในใจว่า หากการเดินขึ้นบันไดนั้นเหนื่อยนักแล้วเหตุใดจึงต้องสร้างปราสาทหินบนยอดเขา? ​​​​​​

                คำตอบก็คือ ปราสาทหินพนมรุ้งเป็นศาสนสถานในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวะนิกาย และสร้างขึ้นเพื่อถวายแด่พระศิวะ หนึ่งในพระตรีมูรติที่สำคัญ ดังนั้น การสร้างเพื่อถวายแด่เทพเจ้าจึงต้องสัมพันธ์กับสถานที่ที่เทพเจ้าประทับ ดังนั้น การสร้างปราสาทหินพนมรุ้งบนยอดเขาก็เปรียบเสมือนว่ายอดเขาแห่งนี้คือเขาไกรลาสอันเป็นที่ประทับของพระศิวะ และเป็นดั่งศูนย์กลางจักรวาล นอกจากนี้สิ่งที่บ่งบอกว่าเป็นศาสนาฮินดู ไศวะนิกายก็คือศิวลึงค์ อันถือเป็นต้นกำเนิดของการเกิดใหม่ของชีวิตและความอุดมสมบูรณ์

​​​                คำว่า "พนมรุ้ง" ในชื่อปราสาทมาจากภาษาเขมรคำว่า "วนํรุง" แปลว่า ภูเขาใหญ่ นอกจากนี้ยังมีจารึกหินอักษรขอมที่ปราสาทหินพนมรุ้ง ปรากฏพระนามของ "นเรนทราทิตย" ว่าเป็นผู้สร้างปราสาทและมีเชื้อสายราชวงศ์มหิธรปุระ ซึ่งเป็นพระญาติกับพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ผู้สร้างปราสาทหินนครวัด จึงทำให้ปราสาทหินพนมรุ้งมีรูปแบบศิลปะเป็นแบบนครวัด ซึ่งสามารถสังเกตได้จากลักษณะการแกะสลักนาคที่มีรายละเอียดเครื่องประดับเศียรมากกว่ารูปแบบของนาคที่พบที่ปราสาทเมืองต่ำ ซึ่งมีรูปแบบศิลปะเป็นแบบบาปวน

 

ภาพที่ 1 นาคแผ่พังพาน 5 เศียร ที่ปลายราวสะพานนาคราช

 

              ตามคติจักรวาลของฮินดูมักเปรียบสายรุ้งกับงู (นาค) ว่าเป็นเครื่องหมายแสดงทางเดินของเทพเจ้าไปสู่สวรรค์ จึงสร้างสะพานนาคราชอันเปรียบเสมือนเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างมนุษย์และเทพเจ้าจำลองมาไว้บนโลกมนุษย์

              หลังเดินผ่านสะพานนาคราชแล้วก็เป็นเครื่องแสดงว่าระยะทางใกล้ถึงตัวปราสาทแล้ว ในที่สุดเมื่อขึ้นมาถึงปราสาทหินพนมรุ้งผู้เขียนเป็นคนชอบสังเกตบริบทพื้นที่โดยรอบจึงเริ่มสำรวจตรวจดูปราสาทหินและพบว่าก้อนหินที่นำมาสร้างตัวปราสาทมีรอยถูกขุดเจาะเป็นรูทุกก้อน เมื่อถามจากคุณพ่อก็ทำให้ทราบว่า หินทั้งหมดถูกชักลากขึ้นมาโดยแรงงานมนุษย์ ช้าง ม้า เข้ามาสู่บริเวณที่ก่อสร้างปราสาท และหินที่นำมาใช้ก่อสร้าง ได้แก่ ศิลาแลง ศิลาทราย ไม้

              หากใครได้มาเยี่ยมชมปราสาทหินพนมรุ้งแล้วไม่ได้ชมทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ก็นับว่ายังมาไม่ถึง ซึ่งผู้เขียนก็ได้ไปชมเช่นกัน ทว่า แสงแดดที่เจิดจ้าทำให้ไม่สามารถยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปได้เลย รู้สึกแสบตาจนน้ำตาไหลเพราะสายตาไม่สู้แดดนัก

​​​​​​              ระหว่างเดินสำรวจปราสาทไปเรื่อย ๆ ตามประสาความอยากรู้อยากเห็นในสิ่งที่แปลกตา สายตาก็ไปหยุดอยู่ที่รูปสลักหินที่ตั้งอยู่ทางเข้าประตูห้องครรภคฤหะที่มีศิวลึงค์ประดิษฐานอยู่ด้านใน เมื่อหันไปถามคุณพ่อท่านก็ตอบไม่ได้เลยทำให้ผู้เขียนต้องสืบเสาะหาข้อมูลเองจึงได้รู้ว่ารูปสลักหินนี้ เรียกว่า ทวารบาล

 

ภาพที่ 2 ทวารบาลที่ยืนเฝ้าองค์ปราสาท

 

แล้วทำไมจึงต้องมีทวารบาล?

                ทวาร แปลว่า ประตู และ บาล แปลว่า คุ้มครอง,รักษา เมื่อนำทั้งสองคำนี้มารวมกันได้คำว่า ทวารบาล จึงมีความหมายว่า "ผู้เฝ้าประตู"

                สาเหตุที่ต้องมีทวารบาลตั้งไว้ที่หน้าประตู เพื่อทำหน้าที่เฝ้าศาสนสถานไม่ให้มีสิ่งชั่วร้ายทั้งหลายเข้าไปยังศาสนสถานอันศักดิ์สิทธิ์ได้ โดยทวารบาลของปราสาทหินพนมรุ้งมี 2 แบบ คือ แบบยืนกับแบบนั่ง แต่รูปสลักหินที่เห็นนั้นเป็นแต่เพียงรูปจำลอง ส่วนทวารบาลของแท้ดั้งเดิมได้ถูกถอดนำไปเก็บรักษาไว้แล้ว 

                ทั้งนี้ หลายคนอาจมีคำถามในใจเช่นเดียวกับผู้เขียนว่า ปราสาทแห่งนี้เคยพังทลายลงมาบ้างหรือไม่ และหากพังจะบูรณะขึ้นมาได้อย่างไง?

                เรื่องนี้ผู้เขียนได้คำตอบมาว่า ปราสาทหินพนมรุ้งได้เคยพังทลายลงก่อนจะถูกค้นพบ แต่เมื่อมีการค้นพบแล้วได้มีการบูรณะขึ้นใหม่โดยใช้เทคนิควิธีที่เรียกว่า “อนัสติโลซิส” (Anastylosis) โดยเป็นการรื้อของเดิมลงมาแล้วสร้างรหัสกำกับไว้ จากนั้นก็เสริมรากฐานใหม่ให้โครงสร้างแข็งแรงแล้วจึงนำก้อนหินและชิ้นส่วนต่างๆ กลับไปประกอบในรูปแบบเดิม บางชิ้นที่หายไปแล้วทางกรมศิลปากรจะนำวัสดุที่เป็นของใหม่นำมาใส่ทดแทน แต่จะไม่มีการแกะสลักรายละเอียดแบบของเก่าที่มีอยู่ เพื่อให้ผู้ที่เข้าชมสามารถสังเกตเห็นได้ชัดเจนว่าชิ้นส่วนใดเป็นของใหม่

 

ภาพที่ 3 หินฝั่งซ้ายของประตูที่ไม่มีการแกะสลัก

 

               ตั้งแต่เดินทางมาถึงที่นี่ ผู้เขียนมีความรู้สึกว่าปราสาทแห่งนี้มีรายละเอียดยิบย่อยอีกมากที่รอให้ศึกษาหาข้อมูล ทั้งรูปทรงและแผนผังของปราสาท รูปเชิงสัญลักษณ์ที่แฝงนัยยะหรือความหมายต่าง ๆ ความรู้ทางประวัติศาสตร์ รวมถึงวัสดุที่ใช้ก่อสร้างสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่ และอิทธิพลความเชื่อที่ได้รับมาจากอินเดียผ่านทางศาสนาฮินดู ไศวะนิกาย ตลอดจนการก่อร่างสร้างเป็นปราสาทหินพนมรุ้ง หรือ กมรเตงชคตวฺนํรุง ที่ยังสร้างไม่เสร็จโดยอาจมีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง การเปลี่ยนแปลงทางศาสนา หรือภัยสงคราม

               สิ่งที่จำได้ดีระหว่างเที่ยวชมเป็นความรู้สึกตื่นตะลึงและขนลุกอยู่เสมอ รู้สึกถึงกลิ่นหินในปราสาทที่ยังคงฟุ้งติดปลายจมูก บรรยากาศภายในปราสาทที่มีไอเย็นโอบล้อมรอบตัว และหากเป็นไปได้ก็อยากกลับอีกครั้งและตั้งใจจะถ่ายภาพให้ได้มากกว่าเดิม และหวังว่าบทความสั้น ๆ บทนี้จะทำให้ทุกท่านรู้สึกตื่นตาราวกับได้ออกไปผจญภัยด้วยกัน

 

 

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ