Museum Core
มองความรุ่งโรจน์และร่วงโรยของโลกาภิวัตน์ผ่านวังพระนารายณ์
Museum Core
25 ส.ค. 64 542
ประเทศไทย

ผู้เขียน : สฤณี อาชวานันทกุล

          ถ้าว่ากันเฉพาะเมืองโบราณ เมืองโบราณสุดโปรดของฉันมีมากมาย แต่ถ้าให้เลือกเฉพาะในประเทศไทย เมืองเก่ากำแพงเพชรกับเมืองเก่าลพบุรี ก็เป็นสองจังหวัดที่ฉันกลับไปเที่ยวได้เรื่อยๆ

 

         เมืองเก่าลพบุรีมีเสน่ห์ล้นเหลือ เพราะเป็นซากปรักหักพังของ “โลกาภิวัตน์สมัยโบราณ” นานกว่าสามร้อยปีที่แล้วที่อยุธยาเป็นศูนย์กลางทางการค้าสำคัญในภูมิภาค

 

 

          วังของสมเด็จพระนารายณ์ในลพบุรี นับเป็น ‘บ้าน’ แท้ๆ ของพระองค์มากกว่าวังหลวงในอยุธยาที่ไว้ใจใครไม่ได้ ที่พึ่งทั้งทางกายและใจที่พระองค์ทรงโปรดฯ ให้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2209 หลังจากที่ครองราชย์มา10 ปี ปัจจุบันนี้เหลือเพียงซากปรักหักพัง

 

          สิ่งเดียวที่ดูยังมีชีวิตในเขตพระราชฐานคือต้นจามจุรีและต้นไม้ใหญ่อีกหลายชนิด ซึ่งล้วนแล้วแต่ใหญ่โตมโหฬาร ขนาดของมันทำให้คิดว่าหลายต้นน่าจะอยู่มาตั้งแต่สมัยพระราชวังแห่งนี้สร้างเสร็จใหม่ๆ ซึ่งเท่ากับว่ามันเป็นพยานแห่งความยิ่งใหญ่และเสื่อมสลายของพระราชวัง

 

          ในเมื่อต้นไม้พูดไม่ได้ นักประวัติศาสตร์จึงต้องอาศัยบันทึกของคนโบราณ แม้แต่การรำพึงรำพันในไดอารี่ส่วนตัวก็มีค่าต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ของคนรุ่นหลัง โชคดีที่ฝรั่งมิชชันนารีชอบจดบันทึกอย่างละเอียดลออ ตั้งแต่เรื่องการเมืองไปจนถึงอาหารการกินของชาวสยาม เรื่องราวของยุคพระนารายณ์จึงโลดแล่นผ่านหน้ากระดาษซีดๆ ออกมาให้เราเห็นอย่างเด่นชัด

 

          นครรัฐอยุธยา "อินเตอร์" เพียงใดในสมัยพระนารายณ์ ดูได้ง่ายๆ จากการที่ภาษาโปรตุเกสกับภาษามลายูคือสอง ภาษาราชการ ประจำราชสำนักของพระนารายณ์ และดูได้จากอิทธิพลจากวัฒนธรรมหลากเชื้อชาติ อันเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างวังที่ลพบุรี

 

          ยอดแหลมโค้งของประตูวังและช่องหน้าต่างของอาคาร (ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า pointed arc) แสดงอิทธิพลของแขกมัวร์ชาวมุสลิมอย่างชัดเจน ไม่ใช่สไตล์บาร็อค (Baroque) ของฝรั่งเศสในยุคนั้น ช่องหน้าต่างในแต่ละอาคารนั้นเป็นยอดแหลมแต่ภายนอกเท่านั้น กรอบหน้าต่างในตัวอาคารยังเป็นทรงสี่เหลี่ยมอยู่ เพื่อให้ช่างใส่บานกระจกสี่เหลี่ยมเข้าไปได้

 

          ทางเดินติดประตูปูอิฐเรียงสลับกันเป็นฟันปลา ฝังเอาสันอิฐขึ้นข้างบนแทนที่จะเอาด้านแบนขึ้นตามปกติ อาจารย์บอกว่านี่ก็เป็นการปูพื้นแบบแขกมัวร์เช่นกัน ปูแบบนี้ทำให้พื้นมีความทนทานมากกว่าเอาด้านแบนขึ้น สามารถรับน้ำหนักช้างได้

 

          ดูแล้วฉันก็นึกชมรสนิยมของพระนารายณ์อยู่ในใจ ชมอย่างมีอคติเล็กน้อยเพราะตัวเองก็ชอบสถาปัตยกรรมแบบมุสลิมมากกว่าแบบยุโรปตะวันตก

 

 

          เนื่องจากอาคารทุกหลังถูกออกแบบและกำกับการก่อสร้างโดยสถาปนิกและวิศวกรชาวอิตาเลียนและฝรั่งเศส โดยใช้ "เทคโนโลยี" ที่ทันสมัยที่สุดของโลกตะวันตกในขณะนั้น หลายสิ่งหลายอย่างในพระนารายณ์ราชนิเวศน์จึงเป็น "ของใหม่" โดยเฉพาะ อาคารอิฐ (ก่อนหน้านั้นราชวงศ์นิยมสร้างวังด้วยไม้ เหมือนบ้านของราษฎร) ที่คนโบราณเรียกว่า "อาคารตึก"

 

 

 

          ระบบท่อน้ำประปาฝังดินในวังทำจากอิฐเช่นกัน แจกจ่ายน้ำจากถังเก็บน้ำไปทั่วเขตพระราชฐาน น้ำในถังนี้ไหลมาตามท่อประปาดินเผาจากอ่างซับเหล็ก อ่างเก็บน้ำธรรมชาติที่อยู่ห่างออกไปกว่า 10 กิโลเมตร แต่สิ่งที่น่าตื่นตาที่สุดในเขตพระราชฐานชั้นนอกน่าจะเป็นน้ำพุ 20 แห่งในคูน้ำที่รายรอบตึกรับรองแขกเมือง ตึกนี้เป็นสถานที่เลี้ยงรับรองแขกบ้านแขกเมือง รวมทั้งคณะทูตจากประเทศฝรั่งเศสในปี พ.ศ. 2228 และ พ.ศ. 2230

 

         วันนี้ตัวตึกอยู่ในสภาพแตกหักทรุดโทรมไม่ต่างจากอาคารอื่นๆ แต่ถ้ามองเค้าโครงแล้วลองหลับตาวาดภาพตามคำบรรยายของบาทหลวงฝรั่งเศสในบันทึก จะจินตนาการได้ไม่ยากว่าตึกนี้คงดูอลังการไม่น้อยในสมัยโบราณ มีน้ำพุพวยพุ่งอยู่ตลอดเวลา ในสระมีการเลี้ยงปลาทองอวดแขกผู้มาเยือนด้วย

 

         ‘เทคโนโลยีฝรั่ง เช่นน้ำพุและระบบน้ำประปา เป็นหลักฐานแสดงความสัมพันธ์อันดีระหว่างพระนารายณ์กับพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ที่สนิทแนบแน่น ประชาชนจำนวนมากรู้สึกว่าพระนารายณ์ทรงยอมให้พ่อค้าฝรั่งเศสกดขี่และเอาเปรียบราษฎร

 

         ความไม่พอใจของประชาชนที่ขยายตัวในวงกว้าง ได้กลายเป็นชนวนสำคัญที่ทำให้ออกพระเพทราชาสามารถขับไล่ฝรั่งเศส โค่นราชบัลลังก์ของพระนารายณ์ได้สำเร็จ

 

          ภายในเขตพระราชฐานชั้นกลาง ผ่านโรงช้างหลวงและประตูที่ช้างเข้าไม่ได้ ตรงดิ่งเข้าไปยังพระที่นั่งดุสิตสวรรค์ธัญญมหาปราสาท ท้องพระโรงประจำพระราชวัง กลางท้องพระโรงมีสีหบัญชรสำหรับทรงมีพระราชปฏิสันถารกับผู้เข้าเฝ้า ยกสูงจากพื้นหลายเมตร ตอนนี้ยังพอเห็นเป็นโครงหน้าต่างอยู่

 

         จากพระที่นั่งดุสิตฯ ตรงเข้าเขตพระราชฐานชั้นใน บรรยากาศร่มรื่นกว่าข้างนอกมาก เพราะบริเวณนี้เป็นที่ประทับส่วนพระองค์ของพระนารายณ์ อากาศเย็นสบายเพราะจงใจสร้างวังนี้ตรงช่องลมพอดี

 

         หลังจากครองราชย์นาน 32 ปี สิริรวมพระชนมายุได้ 56 พรรษา พระนารายณ์ก็ทรงเสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งองค์นี้ เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2231 ด้วยสาเหตุไม่แน่ชัดซึ่งยังเป็นที่ถกเถียงกันในหมู่นักประวัติศาสตร์ว่า สวรรคตด้วยอาการประชวร หรือถูกปลงพระชนม์ด้วยยาพิษโดยคณะรัฐประหารซึ่งนำโดยออกพระเพทราชา ที่ยึดอำนาจได้สำเร็จในเดือนก่อนหน้า

 

          ฉันเดินดูรอบพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ ไปถึงจุดที่ว่ากันว่าพระปีย์ โอรสบุญธรรมที่พระนารายณ์ทรงรักมาก ถูกทหารของพระเพทราชาลอบสังหาร และบริเวณที่คอนสแตนติน ฟอลคอน ถูกจับก่อนจะนำตัวไปทรมานและประหารชีวิต บุคคลใกล้ชิดพระนารายณ์ทั้งสองคนนี้ตายในวันเดียวกัน

 

วันนี้ไม่มีป้ายใดๆ ที่บันทึกเหตุการณ์นี้ ณ จุดเกิดเหตุ

 

          ปัจจุบันพระที่นั่งสุทธาสวรรย์แทบไม่เหลือเค้าความอลังการใดๆ ให้เห็น มีเพียงซากผนังเตี้ยๆ หญ้าขึ้นรกรุงรัง ศิลาแลงจำนวนมากของพระที่นั่งถูกรื้อไปสร้างวัดสระเกศ และต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 1 ตอนต้นรัตนโกสินทร์ มีใบบอกไปตามหัวเมืองต่างๆ ให้รื้อและลำเลียงอิฐตามแม่น้ำลงไปยังกรุงเทพฯ เพื่อใช้สร้างวัดภูเขาทอง

 

          ในปีพ.ศ. 2557 มีการค้นพบโครงกระดูกที่บางคนสันนิษฐานว่าอาจเป็นของฟอลคอนและพระปีย์ ในบริเวณแหล่งโบราณคดีตรงข้ามวัดสันเปาโลในลพบุรี โดยกะโหลกศีรษะของชายร่างสูงอยู่ในตำแหน่งที่ห่างจากโครงกระดูกหลัก คาดเดาว่าเป็นกะโหลกของฟอลคอนเพราะถูกตัดไปเสียบประจาน

 

           ปิดฉากยุค “โลกาภิวัตน์สมัยโบราณ” ที่การค้าขายและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับต่างแดนเปิดกว้าง และเข้มข้นที่สุดยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย

 

สฤณี  อาชวานันทกุล

 

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ