สมัยเมื่อในอดีต (ประมาณปีพ.ศ. 2500-2510) ที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ในช่วงวัยเด็กของข้าพเจ้า ยังมีความทรงจำดีๆ ไม่พ้นเกี่ยวกับเรื่องกิน และได้เที่ยวเล่นสนุกสนาน ผ่านไปแต่ละวันที่บ้านอาหม่า โดยไม่ต้องอาทรร้อนใจแบกรับภาระเลี้ยงดูบุตรหลาน เช่นวัยไม้ใกล้ฝั่งอย่างทุกวันนี้ แม้เวลาจะผ่านล่วงเลยไปนาน เกือบจะหกสิบปีแล้วก็ตาม แต่บ้านของอาหม่า (ย่า) ก็เป็นอีกสถานที่หนึ่ง ที่ตัวเองระลึกครั้งใด ยังเกิดความประทับใจแทบทุกครั้ง ส่วนใหญ่ข้าพเจ้ามักจะไปเยี่ยมอาหม่าทุกวันเสาร์-อาทิตย์ และจะไปอยู่เป็นช่วงยาวๆ เวลาปิดเทอม
บ้านของอาหม่าเป็นบ้านเดี่ยว อยู่ท่ามกลางต้นไม้ใหญ่น้อยที่แวดล้อม บ้านสมัยก่อนมีความยาวมากเกือบ 30 เมตร ตัวอาคารเป็นครึ่งไม้ครึ่งปูนชั้นเดียว สร้างติดพื้นดิน ปูพื้นด้วยซีเมนต์สะอาดเป็นมันวาวตลอดเวลา เพราะคนในบ้านเช็ดทำความสะอาดด้วยผ้าขี้ริ้วบิดน้ำหมาด ๆ ทุกวัน ส่วนกลางของบ้านจะเว้นช่องว่างเป็นลานซักล้าง ชาวภูเก็ตเรียกว่า “ฉิ่มแจ้” บริเวณนี้เว้นส่วนหลังคาไว้เป็นช่องโล่ง สำหรับให้แดด ลม และฝน ให้เข้าถึงพื้นที่ภายในบ้านได้ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของบ้านเรือนชาวไทยเชื้อสายจีนฮกเกี้ยนแถบนี้
บริเวณฉิ่มแจ้ต้องมีบ่อน้ำบาดาล เพื่อสำหรับใช้กินของสมาชิกในครอบครัว ลักษณะบ่อน้ำส่วนใหญ่เป็นวงขอบอิฐก่อสูงขึ้นจากระดับพื้น ในอดีตมีการใช้กว้านไม้และรอกสำหรับผูกถังเหล็ก (คนภูเก็ตเรียกถังเหล็กว่า “เปะต้าว”) ไว้ตักน้ำ และมีภาชนะสำหรับเก็บน้ำเพิ่มเติม เช่น ตุ่ม หรืออาจก่อเป็นอ่างคอนกรีตเพื่อกักเก็บน้ำ (คนภูเก็ตเรียกอ่างคอนกรีตเก็บน้ำว่า “จุ้ยตี๋”) มีขนาดเล็กหรือใหญ่ตามจำนวนสมาชิกในครอบครัว พวกเราที่เป็นเด็กๆ จะตักน้ำอาบกันอย่างสนุกสนาน ชาวภูเก็ตในสมัยนั้นนิยมกินและใช้น้ำจากบ่อเป็นหลัก ไม่ใช้น้ำฝนเหมือนภาคอื่น ด้วยมีความคิดว่าน้ำฝนที่รองรับผ่านหลังคาบ้านนั้นสกปรก ไม่เหมือนน้ำใต้ดินที่ผ่านการกรองจากชั้นดินระดับต่างๆ จนสะอาดระดับหนึ่ง บางบ้านน้ำในบ่อใสมาก คนในบ้านจึงตักดื่มทันทีโดยไม่ต้มก็มี

ภาพที่ 1 และ 2 บริเวณกลางบ้านเรียกว่าฉิ่มแจ้ เป็นลานซักล้างมีบ่อ ไม่มีหลังคา เพื่อเปิดระบายอากาศ และให้แสงแดดส่อง
มักอยู่ใกล้เตาไฟ เพื่อความสะดวกในการใช้สอย
ถัดจากบริเวณฉิ่มแจ้ไปด้านหลังเป็นห้องครัว สิ่งที่สำคัญคือ เตาไฟ (คนภูเก็ตเรียกว่า “โพ”) เตาไฟของบ้านทุกหลังมักก่อด้วยอิฐขนาดใหญ่ บนเตาไฟมีการแบ่งออกเป็น 2 ระดับคือ ระดับบนใช้สำหรับวางภาชนะและอุปกรณ์งานครัวที่ใช้ปรุงอาหาร โดยเจาะเป็นช่องมีลักษณะเป็นหลุม ทรงกระบอกลึกลงไปในเตา หลุมดังกล่าวมีตั้งแต่ 2-5 หลุม ขึ้นอยู่กับจำนวนสมาชิกในครัวเรือน บางหลังมีการก่อหลุมเตาขนาดเล็กเพิ่มด้านข้างของเตาหลักอาจมีเพียงด้านเดียว หรือทั้งสองด้าน เพื่อใช้สำหรับตั้งกาต้มน้ำร้อน บริเวณหลุมเตาบางแห่งมีการเซาะร่องขนาดเล็ก หรือเจาะช่องไว้ที่บริเวณหลังเตาไฟ เพื่อให้อากาศไหลเวียนทำปฏิกิริยากับเชื้อเพลิง ไม่ให้ไฟดับขณะปรุงอาหาร ด้านหน้าของเตา มักทำร่องเป็นรางยาวสำหรับใช้ทำความสะอาดเตาไฟและขี้เถ้าหลังทำอาหาร ส่วนล่างของเตามีช่องเว้นสำหรับใส่เชื้อเพลิง จำพวกไม้ฟืนหรือถ่านในการประกอบอาหาร ตำแหน่งของเตาไฟโดยมากตั้งอยู่บริเวณใกล้กับฉิ่มแจ้และบ่อน้ำ เพื่อให้ระบายควันไฟได้ดี อีกทั้งยังสะดวกในการซักล้าง และป้องกันอัคคีภัยที่อาจเกิดขึ้นจากการจุดฟืนไฟได้ตลอดเวลาอีกด้วย

ภาพที่ 3 และ 4 ลักษณะเตาไฟที่ชาวไทยเชื้อสายจีนฮกเกี้ยนเรียกว่า “โพ“
ข้าพเจ้าในวัยเด็กอายุประมาณ 9-10 ขวบ เคยช่วยพวกป้า ๆ น้า ๆ เข้าไปในป่าเพื่อตัดไม้โกงกางมาทำฟืนประกอบอาหารใช้กับเตาไฟแบบนี้ ซึ่งการสร้างหรือทำลายเตาไฟนั้นมีพิธีกรรมตามแบบอย่างชาวจีนโบราณที่สอดคล้องกับความเชื่อในการบูชาเทพเจ้าเตาไฟ
เทพเจ้าเตาไฟ เราเรียกท่านว่า “จ้าวกุนก๊อง” มีหน้าที่คุ้มครองดูแลความเป็นอยู่และจดบันทึกการกระทำของคนในบ้าน เพื่อกลับไปรายงานหยกอ๋องซ่งเต่ (เง็กเซียนฮ่องเต้) เทพเจ้าสูงสุดบนสวรรค์ ในวันแรกของเทศกาลตรุษจีน (วันที่ 24 ค่ำ เดือน 12 ตามปฏิทินจันทรคติจีน) โดยมีความเชื่อว่าสิ่งที่เทพเจ้าเตาไฟรายงานจะส่งผลต่อโชคชะตา หรือเคราะห์กรรมในปีต่อไป ดังนั้น จึงมีการเซ่นไหว้เพื่อขอบคุณและเอาใจ เพื่อมุ่งหวังให้เทพเจ้าเตาไฟรายงานแต่สิ่งดีงาม ซึ่งวันนี้เรียกว่าวัน “ส่างสีน” นิยมเซ่นไหว้ส่งเทพเจ้าเตาไฟด้วยน้ำชา ขนมเข่งและของหวานเพราะเชื่อว่าทำให้เหนียวติดปาก เปิดปากรายงานไม่สะดวกและกล่าวแต่เรื่องดีงาม บางบ้านอาจไหว้ด้วยเหล้าเพื่อจะได้พูดไม่สะดวกด้วยฤทธิ์สุรา เซ่นไหว้เสร็จมีการเผากระดาษกิ้ม และเปลี่ยนป้ายชื่อแผ่นใหม่
การตั้งหิ้งบูชาเทพเจ้าเตาไฟนิยมตั้งอยู่สูงระดับศีรษะ มักติดตั้งไว้บริเวณผนังหรือเสา ใกล้กับตำแหน่งของเตาไฟ ตัวหิ้งบูชามักเป็นสีแดงขนาดไม่ใหญ่มากนัก บนหิ้งหรือบริเวณเหนือหิ้ง มีตัวอักษรจีนเขียนชื่อเทพเจ้าเตาไฟกำกับไว้ ปูพื้นหิ้งบูชาด้วยกระดาษทอง
คนภูเก็ตในอดีตมักใช้ชีวิตส่วนใหญ่คลุกอยู่แต่ครัว หากจะพบปะพูดคุยกัน ผู้มาเยือนต้องเดินทะลุเข้าไปถึงในครัวหลังบ้านที่เสมือนเป็นห้องรับแขกไปในตัว สมาชิกในครอบครัวที่เป็นผู้หญิง มักนุ่งผ้าถุงกระโจมอกทำงานบ้านกันอย่างสบายๆ หลังทำอาหารเสร็จอาจนั่งเล่นบนแคร่หรือตั่งไม้ในครัวอีกทั้งวัน นอกจากนี้ครัวยังเป็นที่พบปะพูดคุย ของเหล่าแม่บ้านที่อยู่ใกล้บ้านเรือนเคียงที่ไปมาหาสู่แสดงถึงความเอื้อเฟื้อต่อกัน และยังเป็นที่แลกเปลี่ยนข่าวสารประจำวัน ในยุคที่เครื่องมือสื่อสารยังไม่เจริญเท่ากับสมัยนี้
ปัจจุบันลักษณะแบบบ้านอาหม่าของข้าพเจ้าที่ยังคงอัตลักษณ์แบบดั้งเดิมเมื่อสมัย 50 ปีก่อน มีจำนวนลดน้อยลงมาก เนื่องจากความเจริญทางวัตถุที่ผันเปลี่ยนไปตามกาลเวลา เช่น การหายไปของโพ (เตาไฟ) ที่ถูกทุบทิ้งเกือบทุกบ้าน แทบจะไม่มีให้เห็นแล้ว ซึ่งเป็นผลของการเข้ามาแทนที่ของเตาแก๊สที่ไม่มีเขม่าควันดำติดก้นภาชนะ ไม่ต้องใช้เวลานานในการขัดล้างทำความสะอาด ทั้งยังสะดวกไม่ต้องหาฟืนหรือไม้โกงกางมาทำเป็นเชื้อเพลิงอีกต่อไป ขณะเดียวกันการทำลายโพทิ้งทำให้เหลือพื้นที่ว่างใช้สอยในห้องครัวมากขึ้นแทนที่จะตั้งไว้เกะกะไม่มีประโยชน์อันใด
การใช้น้ำบ่อบางบ้านเริ่มลดความสำคัญลงหลังจากการเข้ามาแทนที่ของระบบน้ำประปา ยกเว้นบางบ้านที่ยังมีปริมาณน้ำในบ่อมากและคงความใสตลอดปี ก็อาจเปลี่ยนจากถังตักน้ำมาใช้เครื่องสูบน้ำแทน ผู้สูงวัยที่คุ้นเคยกับรสชาติของน้ำบ่อก็เปลี่ยนมาดื่มน้ำบรรจุขวดจากโรงงานตามสมัยนิยมแทน ด้วยเหตุผลของการผลิตที่สะอาดได้มาตรฐาน ปราศจากเชื้อโรคปนเปื้อน แม้แต่บริเวณช่องว่างเหนือฉิ่มแจ้จากเดิมที่เคยเปิดโล่งให้อากาศถ่ายเทเข้าออกสะดวก ต้องเปลี่ยนมามุงหลังคาแทน เพื่อป้องกันขโมยไม่ให้เข้ามาโจรกรรมข้าวของภายในบ้าน
วันเวลาได้เปลี่ยนแปลงวิถีความเป็นอยู่ของผู้คนในอดีตไปมากพอสมควร แม้ไม่สะดวกสบายแต่เต็มไปด้วยความสนุกสนานในวัยเยาว์ของข้าพเจ้าที่ยังคงมีต่อบ้านของอาหม่าในตอนนั้นยังคงตราตรึงในความทรงจำของข้าพเจ้าไปอีกหลายปี จนกว่าจะสิ้นลมหายใจ
แหล่งอ้างอิง
อาภาภรณ์ วงศ์ลักษณะพันธ์, ชินศักดิ์ ตัณฑิกุล และวีระ อินพันทัง. (2562). ครัวจีนภูเก็ต: พื้นที่ทางอัตลักษณ์และภูมิปัญญา. ในวารสารวิชาการสถาปัตยกรรมศาสตร์ ฉบับที่ 69 ปี (กรกฎาคม-ธันวาคม). หน้า 107-124.
สัมภาษณ์ อ.ฤดี ภูมิภูถาวร ปราชญ์ท้องถิ่นจังหวัดภูเก็ต
สรวิชญ์ ศรีอารยา