Museum Core
ความประทับใจต่อพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำไคยูคัง
Museum Core
16 มิ.ย. 64 1K
ประเทศญี่ปุ่น

ผู้เขียน : ด.ช. ฐิติพันธุ์ ตรีรัตนภรณ์

         วัยอย่างผมนักเรียนมัธยมศึกษาพอพูดถึงเรื่องพิพิธภัณฑ์  พิพิธภัณฑ์ลำดับแรกที่ผมนึกถึงคือพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ เพราะเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ผมคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็กๆ คุณพ่อคุณแม่ชอบพาผมไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ประเภทนี้เป็นประจำ  พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่ผมประทับใจมีหลายแห่งทั้งในประเทศและต่างประเทศ  ผมคิดว่าการที่เราถูกปลูกฝัง หรือพาไปเที่ยวชมสิ่งไหนที่ไหนบ่อยๆ อาจทำให้เราเกิดการซึมซับและเกิดความผูกพันโดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้  ดังนั้นเมื่อผมโตมากขึ้นถ้ามีโอกาสผมก็ชอบเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ประเภทนี้เสมอๆ

 

          สำหรับพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่ผมประทับใจมากที่สุดแห่งหนึ่ง คือ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำไคยูคัง (Osaka Aquarium Kaiyukan) เมืองโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น ทำไมพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำแห่งนี้จึงน่าสนใจ?


          ประการแรก ผมคิดว่าพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งอยู่ในทำเลที่ดี หรือเรียกว่าตั้งอยู่ในชัยภูมิที่เหมาะสม เพราะติดกับหมู่บ้านชาวประมงเท็มโพซาน (Tempozan Harbour Village) ซึ่งเป็นอ่าวในทะเลทำให้มีความรู้สึกว่าได้มาดูสัตว์น้ำหรือสัตว์ทะเลจากทะเลหรือ มหาสมุทรแห่งนี้ขึ้นมาให้ชมจริงๆ ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่ตั้งอยู่ในป่าลึก หรือภูเขาสูงที่มีความห่างไกลจากทะเลมากๆ ก็รู้สึกไม่ค่อยสร้างบรรยากาศเท่าไร แต่กลับทำให้เรารู้สึกว่าต้องนำสัตว์น้ำหรือสัตว์ทะเลบรรทุกใส่รถมาเพื่อนำไปจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์แห่งนั้นๆ มันทำให้ต้องใช้ทรัพยากรมากขึ้น ทั้งยานพาหนะในการบรรทุก น้ำมันเชื้อเพลิง และระยะเวลาในการขนส่ง เมื่อพิพิธภัณฑ์นี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ของแหล่งทรัพยากร ยิ่งทำให้เรารู้สึกได้ว่าถึงแม้เราไม่สามารถดำน้ำไปดูสัตว์ใต้ท้องทะเลด้วยตัวเอง แต่พิพิธภัณฑ์สามารถนำขึ้นมาให้เราได้ชื่นชมอย่างใกล้ๆ และจากประเด็นนี้ทำให้ผมได้มุมมองว่า ถ้าสถานที่แห่งนั้นมีความเหมาะสมกับเรื่องใด หรือ เรื่องใดเป็นจุดเด่นในบริเวณนั้นๆ ก็ควรจะจัดแสดงพิพิธภัณฑ์ในเรื่องดังกล่าว เช่น ท้องถิ่นแห่งหนึ่งประชากรส่วนใหญ่มีฝีมือการทอผ้าที่สวยงามและมีรายได้หลักจากผลิตภัณฑ์นั้น ท้องถิ่นก็ควรจัดพิพิธภัณฑ์การทอผ้าหรือผ้าทอมากกว่าจัดแสดงในเรื่องอื่นๆ เป็นต้น

 

          ประการที่สอง ก่อนเข้าพิพิธภัณฑ์จะมีช่างภาพมาถ่ายรูปให้พวกเรา ซึ่งช่วงที่เราเข้าชมพิพิธภัณฑ์จัดเป็นธีมของนกแพนกวิน พิพิธภัณฑ์ได้นำนกเพนกวินจากขั้วโลกใต้มาจัดแสดง (นกแพนกวินเป็นสัตว์ที่อาศัยในขั้วโลกใต้เท่านั้น ส่วนสัตว์ที่อาศัยในขั้วโลกเหนือ เช่น หมีขาว เป็นต้น) ฉากหลังสำหรับการถ่ายรูปจึงสร้างเป็นบรรยากาศหิมะกับนกแพนกวิน (ของปลอม) พร้อมมีอุปกรณ์พร็อพอีกหลายอย่าง เช่น หมวก และ ผ้าพันคอ พวกเราก็โพสท่าทางกันหลากหลายมาก สนุกดี จากประเด็นนี้ทำให้ผมได้ความคิดว่า การถ่ายรูปก่อนเข้าพิพิธภัณฑ์เป็นการเรียกน้ำย่อยก่อนการเข้าชมได้เป็นอย่างดี และเป็นการสร้างรายได้ที่ดีด้วย หากช่วงไหนจัดแสดงเรื่องอะไร ก็ทำฉากธีมเป็นเรื่องนั้นๆ ซึ่งผมคิดว่าคนส่วนใหญ่ก็อยากเก็บสะสมภาพความประทับใจที่ได้มาเที่ยว ณ สถานที่นั้นพร้อมกับจุดที่ประทับใจหรือไฮไลท์ หากยิ่งทำกรอบรูปสวยๆ ก็ยิ่งดีมาก (ตอนขาออกพิพิธภัณฑ์ได้นำภาพมาเสนอให้ 2 ภาพ คุณแม่ผมก็ซื้อมาทั้ง 2 ภาพเลยครับ)

 


         

          ประการที่สาม พิพิธภัณฑ์มีการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยจัดแสดง ทำให้เกิดความรู้สึกที่พิเศษมากยิ่งขึ้น เช่น เริ่มตื่นเต้นตั้งแต่ก้าวแรกด้วยบันไดเลื่อนจากชั้นล่างเพื่อขึ้นไปชมพิพิธภัณฑ์ที่สูงมากจนมองไม่เห็นชั้นบน ทำให้จินตนาการไปไกลว่าบันไดยาวสักเพียงไหน ต้องมีของดี ของสำคัญรอให้เราไปชมอย่างแน่นอน ซึ่งก็ไม่ผิดหวังเลยจริงๆ ภายในพิพิธภัณฑ์มีบ่อน้ำขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลาง น้ำหนักขนาด 5,400 ตัน ความลึก 8 เมตร ดังนั้นพิพิธภัณฑ์จึงจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีชั้นสูงในการจัดการกับกระจก ซึ่งกระจกของบ่อน้ำต้องแข็งแรงมากจึงจะสามารถรองรับปริมาณน้ำขนาดนี้ได้ โดยพิพิธภัณฑ์ได้อุทิศให้พื้นที่หนึ่งห้องสำหรับแสดงว่ากระจกของบ่อน้ำเป็นอย่างไร เราจึงทราบว่ากระจกที่ใช้บ่อน้ำทำจากวัสดุพิเศษต่างจากกระจกทั่วไป มีความหนาหลายชั้นมาก และแต่ละชั้นทำด้วยวัสดุพิเศษที่ต่างชนิดกัน 

 

 
           

ประการที่สี่ บ่อน้ำแห่งนี้มีสัตว์น้ำหลากหลายชนิดมากๆ ว่ายไปมาดูแล้วเพลิดเพลินใจ มีทั้งสัตว์น้ำที่อาศัยอยู่แบบเดี่ยวๆ ตัวใหญ่ เช่น วาฬ ฉลาม หรือ ปลากระเบน หรือ สัตว์น้ำบางชนิดที่อยู่รวมกันเป็นฝูง เช่น ปลาซาร์ดีน และ ปลาแมคคราเรล สัตว์น้ำแต่ละชนิดจะอยู่ที่ความลึกแตกต่างกันไป เราต้องขึ้นไปทีละชั้นจึงจะเห็นความหลากหลาย และพิพิธภัณฑ์ก็จัดแสดงได้ดีมาก มีแสดงป้ายข้อมูลอธิบายประกอบตลอดว่าสัตว์เหล่านี้ที่เราเห็นแต่ละชั้น คือตัวอะไร มีชื่อวิทยาศาสตร์คืออะไร ลักษณะสำคัญคืออะไร และอาหารของพวกมันคืออะไร เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการแสดงให้อาหารสัตว์น้ำด้วย เป็นที่ตื่นตาตื่นใจ จากจุดนี้ทำให้ผมได้มุมมองว่า ถ้าเยี่ยมชมธรรมดาแค่เห็นรูปอาจไม่ได้ความรู้เท่าไร ต้องมีคำอธิบายที่ดีและเข้าใจง่ายประกอบด้วย อย่างไรก็ดีถ้าคำอธิบายยาวเกินไปหรือใช้ตัวเล็กเกินไปก็ไม่จูงใจให้อ่านเช่นกัน ดังนั้นคำอธิบายต้องใช้ศาสตร์และศิลป์ในการนำเสนอ ยิ่งถ้าพิพิธภัณฑ์มีการแสดงประกอบก็ยิ่งมากดีขึ้นอีก แต่ต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นในการลงทุน จึงอาจจะแก้ปัญหาโดยการจัดเป็นรอบๆ ในการแสดง

 


           

           ประการที่ห้า คือ สัตว์น้ำเหล่านี้แตกต่างจากสัตว์น้ำที่แสดงในประเทศไทยอย่างมาก เนื่องจากภูมิภาคหรือภูมิอากาศของประเทศไทยกับญี่ปุ่นแตกต่างกันมาก สัตว์น้ำของสองประเทศจึงแตกต่างกันอย่างเห็นเด่นชัด เช่น ปูที่นี่ก้ามยาวมาก สีส้มสวยงาม หรือปลาหมึกก็มีหนวดที่ยาวมากๆ ทำให้ผมได้ความคิดว่า คนหรือสัตว์แต่ละที่ แต่ละแห่งก็มีความแตกต่างกันเป็นธรรมดา เราควรยอมรับความแตกต่างระหว่างกัน แต่ถ้าต้องมาอยู่ร่วมกันก็ต้องมีการปรับตัวเข้าหากัน

 

          ประการที่หก ใกล้กับทางออกมีจุดให้บริการซื้ออาหารเพื่อเลี้ยงสัตว์ด้วย ช่วงที่เราไปชมพิพิธภัณฑ์จัดให้ผู้เข้าชมได้ให้อาหารนกเพนกวิน เราก็ซื้ออาหารมาเลี้ยงนกเพนกวินกันอย่างสนุกสนานและตื่นเต้น ในความคิดเห็นสำหรับผม การที่พิพิธภัณฑ์ให้เราทำกิจกรรม หรือมีส่วนรวมกับพิพิธภัณฑ์นอกจากทำให้เราเกิดความรู้สึกร่วมและสนุกสนานแล้วยังเป็นการหารายได้ที่ดีทางหนึ่งด้วย ขอเพิ่มเติมอีกนิดว่าที่นี่ตระหนักเรื่องความสะอาดและปลอดภัยมาก ให้เราทำความสะอาดมือก่อนและหลังให้อาหารสัตว์อย่างจริงจัง ซึ่งเป็นข้อดีเพราะลดการปนเปื้อนซึ่งกันและกัน เซฟทั้งเรา เซฟทั้งสัตว์

 
           ประการที่เจ็ด เมื่อใช้เวลาเกือบทั้งวันในการเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ก็ต้องหิวเป็นธรรมดา เมื่อถึงทางออกที่นี่ก็มีห้องอาหารไว้รองรับ พร้อมมีวิวสวยให้หย่อนใจ จากตอนแรกที่ตั้งใจแค่กินให้แก้หิว เราก็เลือกทานอาหารที่นี่เป็นมื้อหลักเลยเพราะอาหารรสชาติดี ราคาก็ไม่แพง ผมจึงคิดว่าพิพิธภัณฑ์ควรมีส่วนบริการเรื่องอาหารไว้ด้วย เพราะกองทัพต้องเดินด้วยท้อง คนเราหิวได้เสมอและที่สำคัญคือ รสชาติอาหารต้องดี สะอาด ถูกหลักอนามัย และราคาต้องไม่แพงจนเกินไป

 

 


            ประการท้ายสุด เมื่อออกมาด้านนอกพิพิธภัณฑ์ เราก็ถ่ายรูปกับพิพิธภัณฑ์อีกครั้ง โดยส่วนตัวผมชอบการออกแบบตัวอาคารที่มีรูปร่างสมส่วน รู้สึกได้ว่าตัวอาคารมีฐานรากที่มั่นคงแข็งแรง เพราะต้องรองรับบ่อน้ำที่หนักเป็นพันๆ ตันได้ รวมทั้งมีการประดับตกแต่งให้สวยงามมากขึ้นด้วยการติดรูปโลมาและสัตว์ในท้องทะเล ที่ดูพลิ้วไหวเหมือนกับกำลังว่ายน้ำอยู่ ทำให้เห็นว่าการออกแบบตัวอาคารของพิพิธภัณฑ์ให้มั่นคง สวยงาม และใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ก็เป็นอีกประเด็นที่ต้องพิจารณา

 

ด.ช. ฐิติพันธุ์  ตรีรัตนภรณ์

 

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ