หนึ่งในปรากฏการณ์ที่ต้องจดจำจากช่วงพีคของโควิด 19 ในประเทศไทย คงหนีไม่พ้นการผุดขึ้นของเฟซบุ๊กกรุ๊ปสำหรับการฝากร้านจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่สร้างความคึกคักบนโลกอินเทอร์เน็ต และยังช่วยต่อชีวิตให้อีกหลายกิจการที่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาดให้สามารถเดินต่อไปได้
จากทั้งหมดทั้งมวล กรุ๊ป มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการฝากร้าน ถือกำเนิดขึ้นก่อนใครเพื่อน แถมยังขึ้นชื่อเรื่องความบันเทิง ซึ่งสังเกตได้ตั้งแต่ชื่อกรุ๊ปที่แปลงมาจากชื่อ “มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง” ยิ่งกว่านั้นความหลากหลายจนสุดโต่งของสินค้าที่เหล่าศิษย์ธรรมศาสตร์ไปฝากร้านกันก็ยิ่งดึงดูดให้คนกดเข้าร่วมกลุ่มอย่างถล่มทลาย
กรุ๊ปนี้ก่อตั้งเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2563 จนถึง ณ ตอนนี้ถึงช่วงปลายเดือนสิงหาคม ในกรุ๊ปมีสมาชิกกว่า 190,000 คนแล้ว แม้การค้าขายจะเริ่มซาลงเพราะผู้คนเริ่มกลับไปใช้ชีวิตกันตามปกติ แต่ชื่อนี้ก็ยังคงอยู่ในใจผู้คนโดยเฉพาะเด็กธรรมศาสตร์ ผู้ก่อตั้งเองก็วางแผนจะจัดตลาดออฟไลน์ในอนาคตอันใกล้ สายใยในกรุ๊ปก็ยังยึดโยงแน่นหนา มีสิ่งต่างๆ มากมายเกิดขึ้นในพื้นที่แห่งนี้

และใครจะเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นได้ดีไปกว่า แซน-ภาวรินทร์ รามัญวงศ์ ศิษย์เก่าคณะศิลปศาสตร์ที่ก่อตั้งกรุ๊ปนี้ขึ้นมาจากความ “ไม่มีอะไรทำ” ทั้งเธอและเพื่อนๆ ที่มีกิจการต่างก็เจออุปสรรคเหมือนกัน เธอจึงตั้งกรุ๊ปให้เพื่อนแต่ละคนได้มาพบปะ ฝากร้าน และอุดหนุนกันเอง จนขยายกลายเป็นพื้นที่แห่งการสร้างสรรค์และเปิดมิติใหม่ของการขายของออนไลน์ในที่สุด
ย้อนเล่าถึงจุดเริ่มต้นสักหน่อย
เริ่มแรกเราชวนเพื่อนเข้ามาประมาณ 30 คนเอง เพื่อนก็มาขายสะตอ ขายเค้ก อะไรแบบนี้ เมาท์ไป คุยไป ทุกคนที่มาโพสต์ในวันแรกเรารู้จักหมด เราก็แซวทุกคน ก็มีบรรยากาศสนุกๆ ตั้งแต่ตอนนั้น ทีนี้เราก็เลยบอกเพื่อนๆ ว่า ถ้ามีคนรู้จักก็ดึงเข้ากรุ๊ปมาสิ จะได้มาขายของกัน เพื่อนก็ไปกดชวนเพื่อนของเพื่อนมาอีกเรื่อยๆ
2 วัน สมาชิกเพิ่มเป็น 2 พันคน
3 วันขึ้นเป็นหมื่นคน
7 วันขึ้นเป็นแสนคน
สามวันแรกนี่เราไม่ได้นอนเลยเพราะคนโพสต์กันตลอดเวลา ซึ่งสนุกดีนะ เพราะช่วงแรกๆ ที่มีแต่เพื่อนๆ แต่ละคนก็ศีลเสมอกัน พอเริ่มด้วยความสนุก ความตลก มันก็ไปทางอื่นไม่ได้แล้ว โชคดีที่คนเล่นด้วยเยอะ
จำได้ว่าต้นเดือนเมษายนเรายังบ่นกับเพื่อนอยู่เลยว่าเบื่อมาก สองสามวันมันยาวนานมาก แต่พอมีอะไรสนุกๆ ให้ทำก็รู้สึกว่าเวลาผ่านไปไวเลย เราว่าทุกคนกำลังโหยหาการพูดคุย เมื่อมีกรุ๊ปนี้ขึ้นมา พอมาเห็นคนอื่นคุยกันมันก็เหมือนได้บรรยากาศของการกลับไปมหาวิทยาลัยอีกรอบ

มีการคัดกรองคนแค่ไหน อย่างไร
ตอนแรกคิดว่าจะให้เฉพาะเด็กธรรมศาสตร์เข้า แต่ถ้าคิดแบบนี้มันก็กลายเป็นจำกัดวงคนซื้อให้แคบลง เราก็เลยรับคนทั้งหมดที่เป็นเฟซบุ๊กที่มีตัวตนจริง แอคทีฟจริง เพียงแต่จะขอสงวนไว้ว่าให้เด็กธรรมศาสตร์เป็นคนโพสต์ อย่างน้อยเราจะได้รู้ว่าเขาเป็นใคร จบปีไหน คณะอะไร เวลามีอะไรเราจะได้ตามถูก
พอคนเริ่มเยอะขึ้นจนแตะหลักหมื่น หลักแสน แอดมินต้องปรับตัวอย่างไรบ้าง
ตอนที่สมาชิกมีถึงหมื่นคน เราเริ่มรู้สึกว่าต้องมีคนมาช่วยแล้วละ ก็เลยชวนพี่ๆ เพื่อนๆ ที่สนิทกันเข้ามาเป็นแอดมิน ตอนนี้มีแอดมินทั้งหมด 5 คน แล้วทุกคนก็ใช้คอมพ์ไม่เก่ง ใช้โฟโต้ช็อปไม่เป็น เวลาทำรูปมาโพสต์ก็จะใช้แอปฯ ในมือถือเอา ตัดแปะ ใส่ฟอนต์ง่ายๆ แล้วก็โพสต์
ทีนี้ใน 5 คนเราก็จะแบ่งกันไว้ว่าใครจะเป็นคนจัดการเรื่องอะไร แรกๆ ก็จะคอยตอบอินบ็อกซ์ที่คนส่งมาเยอะมากเพราะทุกอย่างใหม่หมด แต่เหมือนหลังๆ คนก็เริ่มเรียนรู้วิธีการใช้กรุ๊ป เช่น ถ้าโดนโกงต้องจัดการยังไง เจอแบบนี้ดีลยังไง ปัญหาก็จะมาถึงเราน้อยลงในช่วงหลังๆ
ในบรรดาข้าวของที่คนเข้ามาฝากร้าน ประทับใจสินค้าไหนเป็นพิเศษ
ที่นึกออกอันแรกๆ คงจะเป็นของรุ่นน้องที่เขามาขายขนมใส่ไส้ ชิ้นละ 5 บาท จากที่เราเคยเห็นแต่คนมาขายเค้กชิ้นละ 80 แต่น้องมาขายชิ้นละ 5 บาท แล้วกลายเป็นว่ามีคนสั่งทีละ 200 ชิ้น เราเลยพบว่ามันก็ขายได้ คนก็มองหาของกินที่แปลกใหม่ไปเรื่อยๆ ทำให้พื้นที่ตรงนี้ช่วยเปิดโอกาสได้จริงๆ
หรือโพสต์แปลกๆ ก็มี ยิ่งคนว่างน่ะ ก็จะมีคนมาขายจระเข้ เพราะที่บ้านทำฟาร์มจระเข้ หรือมีครูบาอาจารย์มาขายบายศรี แล้วก็มีไปถึงคนขายเรือดำน้ำ ขายเครื่องบิน หลังๆ ก็ยิ่งสนุกขึ้นเรื่อยๆ ไม่ได้แค่ขายอย่างเดียว ยังมีคนมาตามหาเพื่อนเก่า เพราะที่ผ่านมาไม่รู้จะตามหายังไง แล้วคนก็แท็กไปแท็กมา 2 ชั่วโมง เขาได้เจอเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันมา 20 ปี ก็เป็นความน่ารักที่เกิดขึ้นในกรุ๊ป

คุณมีวิธีเติมสีสันให้กรุ๊ปอย่างไรบ้าง
เราเป็นคนสนุกอยู่แล้ว ก็ทำตามที่อยากทำ อย่างตอนที่มีสมาชิกครบ 8,000 คน เราก็จัดงานบายศรีในกรุ๊ป ให้คนมาเล่นๆ ขำๆ กัน เราคิดว่ามันเป็นพื้นที่ที่ไม่มีอะไรจะต้องมาถือสากัน แล้วก็มีอีเวนต์อย่างเช่นเต้นแอโรบิกออนไลน์ คอนเสิร์ตออนไลน์ จริงๆ เราทำมาก่อนที่เขาจะทำคอนเสิร์ต virtual กันอีกนะ (หัวเราะ) แล้วพวกเราแอดมินก็ทำรายการพาไปชิมที่ร้านต่างๆ กันด้วย
วิธีการขายของแต่ละคนก็เป็นสีสันเหมือนกัน เราว่ามันปลุกความคิดสร้างสรรค์ของคนอื่นได้พอสมควร ที่ผ่านมาเราคิดว่าการขายของก็แค่โพสต์รูปใส่รายละเอียดแล้วก็จบ แต่กรุ๊ปนี้ทำให้เกิดสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมา คือถ้าคุณแค่มาบอกว่าขายอะไร ราคาเท่าไหร่ มันไม่มีใครสนใจ แต่ถ้าคุณมีสตอรี่มาเล่า ของสิ่งนี้ปลูกมาจากไหน คุณเป็นใคร ทำอะไรมา หรือมีความสนุกสนานเกิดขึ้นยังไง มันก็ยิ่งทำให้คนสนใจโพสต์มากขึ้น เหมือนเป็นสนามให้คนได้มาลองวิธีการขายในแบบของตัวเอง
ยอดไลค์ของแต่ละโพสต์สัมพันธ์กับยอดขายไหม
จริงๆ มันไม่เกี่ยวกันนะ ไลค์เยอะไม่ได้แปลว่ายอดสั่งซื้อจะเยอะเสมอไป คนที่กดไลค์อาจจะไม่ได้ซื้อและคนที่ซื้อก็อาจจะไม่ได้กดไลค์ เพียงแต่ว่าบางทีมันก็เพิ่มเอนเกจเมนต์ให้เขานะ ถ้าสมมติโพสต์นี้ของคุณมียอดไลค์เยอะ การโพสต์ครั้งต่อไปก็จะถูกมองเห็นมากกว่า อันนี้เท่าที่เราคิดจากระบบอัลกอริธึมของเฟซบุ๊กในตอนนั้นนะคะ
อีกเรื่องที่สำคัญ เราว่าอยู่ที่ตัวคนขายด้วย อยู่ที่ความจริงใจ การบริการ การมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า ส่วนใหญ่ร้านไหนที่น่ารักกับลูกค้าก็มีโอกาสที่คนจะมาซื้อซ้ำ ซึ่งพื้นที่แบบนี้มันดีตรงที่คนซื้อกับคนขายได้มาเจอกันตรงๆ ด้วยเฟซบุ๊กที่เป็นแอคเคาน์ส่วนตัวเลย

ตลอดเวลาที่ผ่านมามีเรื่องปวดหัวอย่างไรบ้าง และจัดการอย่างไร
กรุ๊ปธรรมศาสตร์หนีไม่พ้นเรื่องการเมือง บางทีก็เจอปัญหาที่เราต้องเลือกว่าจะให้โพสต์หรือไม่ให้โพสต์ จะให้มีการเมืองหรือไม่มีการเมือง ซึ่งจริงๆ แล้วส่วนตัวเรามองว่าไม่มีใครควรถูกบังคับให้ต้องทำหรือไม่ทำอะไร การแสดงความคิดเห็นเป็นสิ่งที่ทุกคนควรมีสิทธิพึงกระทำได้ ดังนั้นเรารู้สึกว่าใครอยากโพสต์อะไรก็โพสต์ มันควรเป็นพื้นที่เสรี เราก็จะเปิดให้โพสต์
เพียงแต่ว่าถ้าเป็นโพสต์ที่มันสร้างความเดือดร้อนหรือทำให้คนแตกแยกกัน หรือบางคนที่ตั้งใจมาโพสต์ทุกวันแล้วทำให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งกัน อย่างนี้เราก็ต้องขอไว้ เพราะมันทำให้ร้านค้าเขาขายไม่ได้ ซึ่งนั่นเป็นความตั้งใจหลักของเรา คือเป็นพื้นที่ให้คนได้มาขายของ
หรืออย่างช่วงแรกๆ ก็จะมีเรื่องโกงเงิน ของไม่ตรงปก ก็มีเหมือนกัน เราก็ค่อยๆ จัดการทีละเรื่อง บางทีซื้อของแล้วร้านค้าคุยไม่ดีก็อยากให้แอดมินจัดการ ฯลฯ ซึ่งโพสต์ต่างๆ ที่มีคนมาดราม่ากันเราก็ไม่ได้ลบนะ เราอยากเก็บไว้เป็นประวัติศาสตร์ของกรุ๊ป แต่ส่วนใหญ่คนที่โพสต์ถ้าเขาไม่ไหวเขาจะลบเอง
โดยรวมในกรุ๊ปก็ยังน่ารักอยู่ค่ะ
มองภาพต่อไปของกรุ๊ปนี้ไปในทางไหน
ตัวกรุ๊ปก็คงมีไปเรื่อยๆ เรายังไม่เจอเหตุผลที่ต้องปิดมัน และด้วยความที่เราทำงานอีเวนต์อยู่แล้ว ก็จะมีไอเดียเรื่องการทำออฟไลน์มาตลอด เลยวางแผนจะทำตลาดนัดที่จะจัดในเดือนตุลาคมนี้ ที่โกดังเสริมสุข ท่าเรือเป๊ปซี่ เราชอบบรรยากาศริมน้ำที่คนมาพบปะกันตอนเย็นๆ อยากให้มันเป็นบรรยากาศนอสตัลเจียให้คนได้กลับมาเจอกัน เป็นที่ที่มองไปทางไหนก็มีแต่พี่น้องกัน มันก็น่าจะดีนะ

ได้รับฟังอินไซต์จากคุณแซนแล้ว ใครที่สนใจอยากลองเข้าไปสำรวจบรรยากาศของกรุ๊ปมหาวิทยาลัยธรรมศาตร์และการฝากร้าน ขอเชิญได้ที่ https://www.facebook.com/groups/302075350757527