อาคารกระทรวงพาณิชย์ เริ่มก่อสร้างใน ปี 2465 รัฐบาลมอบหมายให้ นายมาริโอ ตามาญโญ (Mario Tamagno) ชาวอิตาลี เป็นสถาปนิกผู้ออกแบบอาคาร โดยได้กำหนดตำแหน่ง ทางเข้าไว้บริเวณมุมที่ดินด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ วางอาคารให้ขวางแนวแกนพื้นที่ อาคารมีรูปทรงสมมาตรผังแบบ 3 มุข โดยมีการเน้นมุขกลางให้โดดเด่นด้วยขนาดที่ใหญ่กว่ามุขข้างและการตกแต่งที่มากเป็นพิเศษ มุขกลางเป็นทางเข้าหลักและต่อเนื่องกับบันไดขนาดใหญ่ นอกจากนี้ด้านหน้ายังมีกันสาดยาวเหนือที่เทียบรถยนต์ บนสุดของตัวอาคารบริเวณหลังคามีแผงผนัง (parapet) ติดตั้งป้ายชื่อ กระทรวงพาณิชย์ ทำให้มุขกลางโดดเด่นแตกต่างไปจากมุขข้างอย่างชัดเจน สำหรับด้านหลังออกแบบให้ลดความสำคัญลงคือมุขกลางเพียงมุขเดียว รวมถึงลดทอนการตกแต่งลงด้วย
      โครงสร้างอาคารเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก มีการออกแบบเพื่อป้องกันอัคคีภัย รวมถึงการระบายความร้อน ตลอดจนกลวิธีการก่อสร้างในระบบอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นวิธีที่นายตามาญโญและคณะนิยมใช้ในช่วงรัชกาลที่ 6 คือมีการใช้ระบบการก่อสร้างแบบสำเร็จรูป (prefabrication) นั่นคือการผลิตไว้ล่วงหน้าแล้วนำมาประกอบในสถานที่ก่อสร้าง เช่น แผ่นพื้น กันสาดคอนกรีตเสริมเหล็ก รั้วคอนกรีตเสริมเหล็ก ฯลฯ รวมไปถึงการทำลวดบัว คิ้วบัว ประติมากรรมประดับตกแต่งอาคารด้วยปูนหล่อถอดพิมพ์ (cast concrete)
      กว่าร้อยปีที่อาคารหลังนี้ได้ถูกสร้างขึ้น ใช้งานเป็นสำนักงานกระทรวงพาณิชย์ เปลี่ยนโครงสร้างทางการบริหารราชการเป็น กระทรวงเศรษฐการ จากนั้นจึงเปลี่ยนกลับมาเป็นกระทรวงพาณิชย์อีกครั้งใน ปี 2515 จวบจนได้ย้ายไปที่อาคารแห่งใหม่บริเวณ สนามบินน้ำใน ปี 2542 ต่อมา ปี 2548 กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนอาคารกระทรวงพาณิชย์เป็นโบราณสถาน ในช่วงเวลาเดียวกัน สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติก็ดำเนินงานตามโครงการ สำรวจสภาพอาคาร ขุดสำรวจทางโบราณคดี กำหนดเนื้อหาและออกแบบนิทรรศการ ออกแบบบูรณะปรับปรุงอาคาร ทั้งทางสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม ตลอดจนดำเนินการก่อสร้าง รวมเวลา 2 ปีครึ่ง ในช่วง ปี 2548 - ปี 2550 เมื่อแล้วเสร็จสมบูรณ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดอาคารมิวเซียมสยาม ในวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2550
      นายมาริโอ ตามาญโญ เกิดที่เมืองตูริน (Turin) ประเทศอิตาลี ใน ปี 2420 เข้าศึกษาในราชวิทยาลัยศิลป์อัลแบร์ตินา (Accademia Albertina di Belle Arti) เมืองตูริน สำเร็จการศึกษาใน ปี 2438 แล้วเข้าเป็นอาจารย์ในสถาบันเดิม โดยศึกษาวิชาขั้นสูงไปด้วย พร้อม ๆ กับทำงานในสำนักงานสถาปนิกของนายคาร์โล เชปปิ (Carlo Ceppi) ที่ตูริน ถึง ปี 2442 รัฐบาลสยามต้องการ ว่าจ้างสถาปนิกชาวอิตาลีเข้ารับราชการในกรมโยธาธิการ เพื่อดูแลการออกแบบก่อสร้างอาคารต่าง ๆ โดยเฉพาะในบริเวณ พระราชวังดุสิต นายอัลเลกรี นายช่างเอกประจำ ได้ติดต่อมายังนายเชปปิ ซึ่งได้แนะนำนายตามาญโญให้รับตำแหน่งดังกล่าว นายตามาญโญมาถึงกรุงเทพฯ ใน ปี 2443 ได้ทำสัญญารับราชการกับรัฐบาลสยามเป็นเวลายาวนานถึง 25 ปี ในเบื้องต้นได้เป็น อาคิเต๊กผู้ช่วย (Assistant Architect) อยู่ 3 ปี แล้วจึงเลื่อนเป็น อาคิเต๊กที่ 1 (Chief Architect) ใน ปี 2445 และได้เลื่อนเป็นหัวหน้าอาคิเต๊ก (Superintending Architect) ในเวลาต่อมา
      ผลงานสถาปัตยกรรมของนายตามาญโญในช่วงปลายรัชกาลที่ 5 ได้แก่ สะพานมัฆวานรังสรรค์ พระที่นั่งอภิเศกดุสิต สะพานผ่านฟ้าลีลาศ ตำหนักใหญ่ วังบางขุนพรหม วังปารุสกวัน พระที่นั่งอัมพรสถาน พระตำหนักราชฤทธิ์รุ่งโรจน์ ซุ้มรับเสด็จรัชกาลที่ 5 นิวัตพระนคร บ้านพระยาสุริยานุวัตร วัดเบญจมบพิตร สะพานแม้นศรี และตำหนักพญาไท นอกจากนี้ยังมีผลงานสำคัญที่ทำต่อเนื่องมาจนแล้วเสร็จในรัชกาลที่ 6 ได้แก่ ศาลาสยามในงานแสดงนิทรรศการที่เมืองตูริน พระที่นั่งอนันตสมาคม และพระอุโบสถ วัดราชาธิวาส ทั้งนี้งานออกแบบวัดเบญจมบพิตรและวัดราชาธิวาส เป็นผลงานที่ได้ทำร่วมกับสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
      ปี 2454 รัชกาลที่ 6 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้จัดราชการกรมโยธาธิการใหม่ แยกแผนกช่างก่อสร้างไปรวมอยู่ในกรมศุขาภิบาล กระทรวงนครบาล นายตามาญโญจึงย้ายมาสังกัดกรมศุขาภิบาล นับแต่นั้นมา ในภายหลังมีการจัดโครงสร้างระบบราชการอีกครั้งหนึ่ง นายตามาญโญจึงย้ายมาประจำที่กองสถาปัตยกรรม กรมนคราทร กระทรวงมหาดไทย จนหมดอายุสัญญาจ้างใน ปี 2468 ผลงานของ นายตามาญโญ ในช่วงรัชกาลที่ 6 ได้แก่ ห้าง บี.กริมม์ ตำหนักในสวนสุนันทา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ท้องพระโรง วังสวนกุหลาบ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน สถานีรถไฟหัวลำโพง สถานีรถไฟหลวงสวนจิตรลดา สะพานเจริญศรัทธา พระที่นั่งเทวราชสภารมย์ กระทรวงพาณิชย์ ห้องสมุดเนียลสัน เฮส์ อัฒจรรย์ราชกรีฑาสโมสร พระที่นั่งนงคราญสโมสร บ้านบรรทมสินธุ์ พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน สะพานพิทยเสถียร บ้านนรสิงห์ และตลาดมิ่งเมือง
      เมื่อสิ้นสุดสัญญาจ้างใน ปี 2468 กระทรวงมหาดไทยได้ว่าจ้างนายตามาญโญต่ออีกระยะหนึ่ง เพื่อให้ควบคุมการก่อสร้างบ้านนรสิงห์ต่อไปให้เรียบร้อย ถึง ปี 2469 นายตามาญโญจึงเดินทางกลับไปยังประเทศอิตาลี รับพระราชทานบำนาญสืบมา จนถึงแก่กรรมที่ประเทศอิตาลีในเดือนมกราคม ปี 2484
      ใน ปี 2465 เมื่อเริ่มก่อสร้างอาคารกระทรวงพาณิชย์ ได้วางผังบริเวณในพื้นที่วังเดิมของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงอดิศรอุดมเดช และวังเดิมของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงบดินทรไพศาลโสภณ ด้านหลังมีอาคาร ศาลาแยกธาตุ ซึ่งสร้างขึ้นก่อนหน้าใน ปี 2462 ผู้ออกแบบอาคารกระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดตำแหน่งทางเข้าไว้ที่มุมด้านที่แยกถนนท้ายวัดพระเชตุพน มาบรรจบถนนสนามไชยซึ่งเป็นถนนสายหลัก แล้ววางอาคารใหม่นี้ให้ขวางแนวแกนที่ดินและถนน เพื่อให้อาคารโดดเด่นเป็นสง่า หากมองมาจากถนนสนามไชยหรือถนนมหาราช จะเห็นอาคารหลังนี้เป็นมุมเฉียง และจะเห็นอาคารในลักษณะสมมาตร หน้าตรง เมื่อมองจากทางเข้าหลักที่มุมที่ดิน
      อาคารก่ออิฐฉาบปูนเรียบ 3 ชั้น ทาสีเหลืองอ่อน รูปแบบสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิก มีผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าและรูปด้านอาคารแบบสมมาตร (Symmetrical plan) ผังเป็นรูปตัวอี (E) ไม่ซับซ้อน โดยออกแบบให้มีระเบียงในส่วนด้านหน้าของอาคารทุกชั้น และจัดให้มีโถงบันไดหลักตรงกลางอาคาร มีบันไดรองและห้องน้ำอยู่ที่ปีกอาคารทั้งสองฝั่ง
      ผังอาคารแบบสมมาตร มี 3 มุข โดยที่มุขกลางเป็นโถงทางเข้าหลัก มีที่เทียบรถยนต์ และโถงบันได มุขกลางเป็นพื้นที่ ศูนย์รวมเส้นทางสัญจรทั้งทางตั้งและทางราบ บันไดหลักของอาคารหลังนี้ออกแบบเป็นพิเศษ คือมีบันไดทอดแยกสองข้าง วนไปรอบผนังโถงบันได แล้ววนกลับมาที่ระเบียงทางเดินชั้นถัดไป ส่วนพื้นที่สัญจรเป็นทางเดินแบบชิดริมอาคารด้านหน้าเพียงด้านเดียว (single-load corridor) รูปด้านอาคารด้านหน้าและด้านหลังจึงมีแนวทางในการออกแบบที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง
      ผังพื้นออกแบบเป็นระบบประสานพิกัด (modular system) แต่ละชั้นประกอบด้วยห้องเพียง 2 ขนาด ไม่มีเสากลางห้อง ประกอบกับโครงสร้างช่วงกว้างที่สามารถแบ่งพื้นที่ในแต่ละห้องได้อย่างมีอิสระ ระบบประสานพิกัดดังกล่าวมีผลต่อเนื่องไปถึงการวางช่องเปิดประตูหน้าต่างทั้งอาคารด้วย เช่น ห้องขนาดใหญ่มีช่องเปิดด้านกว้าง 3 ช่อง ด้านยาว 5 ช่อง ขณะที่ห้องขนาดเล็กมีช่องเปิดด้านกว้าง 2 ช่อง ด้านยาว 3 ช่อง ช่องเปิดประตูหน้าต่างเหล่านี้วางตรงกันทั้งอาคาร ทำให้สามารถระบายลมได้เต็มที่ และทำให้รูปลักษณ์อาคารทั้งภายในและภายนอกมีความสอดคล้องเป็นจังหวะเดียวกัน
      อาคารกระทรวงพาณิชย์ถูกออกแบบอย่างเป็นระเบียบในระบบประสานพิกัดกำกับผัง รวมถึงกำกับจังหวะช่องเปิดและการตกแต่งของรูปด้าน เป็นการผสานแบบแผนสถาปัตยกรรมคลาสสิกเข้ากับวัสดุและโครงสร้างอาคารสมัยใหม่ การออกแบบมุ่งเน้นความแตกต่างระหว่างชั้นล่างของอาคารกับชั้นอื่น ๆ โดยการคาดคิ้วบัวตามแนวคาน (entablature) ที่ระหว่างชั้นล่างกับชั้นที่ 2 และการทำเสาเก็จสูง 2 ชั้น ผสานชั้นที่ 2 และชั้นที่ 3 เข้าด้วยกัน
      แบบแผนสถาปัตยกรรมคลาสสิกมีการออกแบบรูปด้านอาคาร 3 ชั้นสะท้อน ฐานานุศักดิ์ (hierarchy) ได้แก่
ชั้นล่าง เป็นชั้นของบ่าวไพร่ โรงม้า หรือให้เช่าเป็นร้านค้าพาณิชย์ (piano terra)
ชั้นที่ 2 เรียกว่า ชั้นเกียรติยศ เป็นที่อยู่ของเจ้าของวัง (piano nobile)
ชั้นที่ 3 นับเป็นชั้นใต้หลังคา เป็นที่อยู่ของบ่าวไพร่ ห้องเก็บของ ฯลฯ (piano attico)
      สำหรับด้านหน้าอาคารกระทรวงพาณิชย์ นายมาริโอ ตามาญโญ ได้ออกแบบ “แผลง” ไปจากรูปแบบสถาปัตยกรรมคลาสสิก รูปด้านอาคารจึงสะท้อนฐานานุศักดิ์ที่แตกต่างกันของผู้ใช้งานอาคารที่มีพื้นที่ใช้สอย 3 ชั้น
      ชั้นล่างเป็นที่ทำงานข้าราชการทั่วไปและหน่วยงานที่มีบุคคลภายนอกมาติดต่อ ออกแบบให้ดู ค่อนข้างทึบ ฉาบปูนเซาะร่องให้ดูขรุขระเหมือนฐานก่อด้วยหิน (rusticated base) ทำช่องเปิดประตูหน้าต่างทั้งหมดเป็นช่องเปิดสี่เหลี่ยมเรียบ ผนังระหว่างช่องเปิดฉาบปูนเซาะร่องเป็นเส้นทางนอนตลอดความยาวอาคาร ทำให้ดูหนักแน่น มั่นคง
      ชั้นที่ 2 เป็นห้องทำงานของเสนาบดีและผู้บริหาร ออกแบบกรอบหน้าต่างเป็นซุ้มโค้ง (arch) ตกแต่งตอนล่างด้วยราวกันตกมีลูกมะหวด ทำให้ชั้น 2 ดูเป็นชั้นประธานของอาคาร
      ชั้นที่ 3 เป็นห้องทำงานผู้บริหาร โดยเฉพาะที่ปรึกษากระทรวงพาณิชย์ ทำช่องเปิดหน้าต่างเป็นสี่เหลี่ยมเรียบ ๆ (attic windows) รูปด้านหลังและด้านข้าง
      สำหรับด้านหลังอาคารกระทรวงพาณิชย์ คือด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ อันเป็นด้านที่ประกอบด้วยห้องทำงานทั้ง 3 ชั้น เป็นด้านที่เฉพาะข้าราชการในกระทรวงพาณิชย์จะได้เห็น เพราะเป็นด้านที่หันหลังให้กับศาลาแยกธาตุ สถาปนิกออกแบบรูปด้านอาคารที่ต่างไปจากด้านหน้าอย่างสิ้นเชิง รูปด้านหน้าตามแบบแผนสถาปัตยกรรมคลาสสิก หรือการสร้างความรู้สึกมหึมา สง่าผ่าเผย แต่รูปด้านหลังออกแบบให้ลดทอนลงมา กล่าวคือมีมุขกลางมุขเดียว ช่องเปิดหน้าต่างชั้นล่างและชั้นที่ 2 เป็นหน้าต่างสี่เหลี่ยมเรียบ ๆ แบบและขนาดเดียวกันทั้งหมด ส่วนชั้นที่ 3 ทำหน้าต่างเป็นชุด 3 ช่องแบบเดียวกันหมดทั้งชั้น ยังคงคาดคิ้วบัวตามแนวคาน (entablature) ที่ระหว่างชั้นล่างกับชั้นที่ 2 และการทำบัว (cornice) ที่ชายคาของอาคาร ต่อเนื่องมาจากรูปด้านหน้า
      สำหรับด้านข้างอาคารซึ่งมีความกว้าง 5 ช่วงเสานั้น ออกแบบให้แบ่งเป็นรูปด้านต่อเนื่องมาจาก ด้านหน้า 2 ช่วงเสา แล้วเปลี่ยนเป็นรูปแบบของรูปด้านหลังไปอีก 3 ช่วงเสา แม้จะมีองค์ประกอบต่างกัน กล่าวคือ ด้านหน้ามีเสาเก็จสูง 2 ชั้น เส้นเซาะร่องทางนอนที่ชั้นล่าง และการตกแต่งกรอบช่องเปิดมากมาย แตกต่างกับด้านหลังซึ่งมีเพียงแผงกันสาดเป็นแถบทางนอน และช่องหน้าต่างเรียบ ๆ เท่านั้น แต่ด้วยการกำหนดระยะอย่างเป็นระเบียบ การคาดเส้นคิ้วบัวที่ต่อเนื่องกัน การออกแบบรูปด้านข้างเช่นนี้ชี้ให้เห็นว่าผู้ออกแบบเน้นการรับรู้รูปทรงอาคารเป็น3มิติ จึงทำรูปด้านให้เลี้ยวต่อเนื่องอ้อมมุมอาคารไปทั้ง 4 มุม เพราะลักษณะการวางรูปทรงอาคารเป็นมุมทแยงกับถนน ทำให้คนที่สัญจรมาทางถนนสนามไชยหรือถนนมหาราชมองเห็นมุมอาคารมากกว่าจะเห็นเป็นรูปด้านข้างแบบหน้าตรง
      เช่นเดียวกับรูปลักษณ์ภายนอก อาคารกระทรวงพาณิชย์มีการตกแต่งภายในที่สะท้อนถึงวิธีคิดที่เป็นระบบ แยกอาคารเป็นส่วนพื้นที่ทำงานเป็นสัดเป็นส่วน ได้รับแสงธรรมชาติ และมีการระบายอากาศที่ดี การตกแต่งภายในส่วนพื้นที่ทำงานจึงน้อย พื้นห้องทั้งหมดเป็นพื้นไม้เข้าลิ้น ผนังอาคารฉาบปูนเรียบทาสี บานประตูหน้าต่างไม้สัก ตอนบนทำเกล็ดไม้ระบายอากาศเรียบ ๆ ไม่มีลวดลายเครื่องตกแต่งใด ๆ ฝ้าเพดานมีทั้งฝ้าเพดานคอนกรีตเสริมเหล็กสำเร็จรูปวางบนคานคอนกรีตเสริมเหล็กหรือฝ้าเพดานไม้ ซึ่งมีทั้งชนิดโชว์กระทงฝ้าแบบช่องลูกฟัก (coffered ceiling) และชนิดฝ้าเพดานไม้เข้าลิ้น เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งอาคาร
      สำหรับพื้นที่ในการสัญจร คือโถงทางเข้า โถงบันได และระเบียงทางเดินนั้น เป็นส่วนที่ได้รับการออกแบบมากเป็นพิเศษ โดยมุขกลางทั้งมุขนั้นภายในใช้เป็นโถงบันไดหลัก เป็นห้องรูปสี่เหลี่ยมสูง 3 ชั้น ผนัง 3 ด้านมีช่องหน้าต่าง นำแสงสว่างเข้ามาภายใน บันไดทอดจากชั้นล่างขึ้นไปถึงชั้นที่ 3 โดยฝากโครงสร้างแม่บันไดเหล็กไว้กับผนัง บันไดจึงเสมือนกับว่าลอยอยู่ได้โดยไม่ต้องมีเสารับ ผนังด้านที่ 4 คือด้านที่เชื่อมต่อกับพื้นที่ทำงาน เป็นส่วนที่มีการตกแต่งภายในมากที่สุดในอาคาร โดยออกแบบเป็น 3 ช่วงเสา แต่ละช่วงเสามีเสาคู่รองรับโครงสร้างพื้น ช่วงเสากลางเป็นทางเข้าไปสู่พื้นที่ทำงาน ส่วนช่วงเสาที่กระหนาบอยู่ 2 ข้างทำราวลูกมะหวดกั้น สถาปนิกกำหนดแบบแผน (order) ของเสาคู่แต่ละชั้นให้แตกต่างกัน กล่าวคือ
    ชั้นล่างเป็นเสากลม
หัวเสากลมแบบทัสกัน (Tuscan) รองรับแนวคาน
    ชั้นที่ 2 ทำเสากลมแบบไอโอนิกของสกามอซซิ (Scamozzi capitals) รองรับท่อนคานสั้น ๆ ที่รับโค้ง (arch) 3 ช่วงอีกทีหนึ่ง
      การอนุรักษ์อาคารกระทรวงพาณิชย์ มีกรอบแนวคิดเชิงบูรณาการในการรักษาคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของอาคารด้วยลักษณะที่เอื้อต่อการใช้งานใหม่เป็นพิพิธภัณฑ์ที่อาคารเก่ากับนิทรรศการที่ทันสมัยสามารถอยู่ร่วมกันได้ เป็นความแตกต่างอย่างมีสมดุล ใช้ทั้งตัวอาคารและพื้นที่โดยรอบเป็นแหล่งเรียนรู้ เชื่อมโยงพื้นที่ภายในกับภายนอกอาคารให้ต่อเนื่องกัน ผสมผสานกับการแปลความหมายเนื้อหานิทรรศการออกมาเป็นกายภาพ เกิดพื้นที่ที่กระตุ้นการเรียนรู้ การตั้งคำถามอย่างสนุกสนานเพลิดเพลินให้กับผู้ชม ทุกเพศทุกวัย กรอบแนวคิดดังกล่าวกำหนดแนวทางในการดำเนินงานอนุรักษ์อาคารในทุกมิติ เพื่อให้ประโยชน์ใช้สอยใหม่นี้สอดคล้องกับข้อจำกัดและศักยภาพของสถาปัตยกรรมและโครงสร้างอาคาร ดังนี้
      แนวความคิดด้านคุณค่าทางสถาปัตยกรรม การอนุรักษ์มุ่งรื้อฟื้นสภาพดั้งเดิมของอาคารเมื่อแรกสร้าง เป็นอาคารสำนักงานโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กยุคแรกของสยาม โดยสำรวจหาข้อมูลหลักฐานอย่างละเอียด เพื่อสันนิษฐานรูปแบบอาคารดั้งเดิม ตลอดจนข้อมูลเกี่ยวกับการต่อเติมปรับปรุงอาคาร ในสมัยต่อมา ส่งเสริมให้ผู้ชมรับรู้ความแท้ดั้งเดิมของอาคารด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น การรับษาสีดั้งเดิมที่สำรวจพบไว้เป็น จุดเล็ก ๆ ในทุกห้อง การเว้นพื้นไม้ห้องจัดแสดงชั้นล่างห้องหนึ่งให้เห็นเทคนิคการก่อสร้างโครงสร้างพื้นที่สลับซับซ้อน การแสดงร่องรอยของท่อระบายน้ำและบ่อเกรอะบ่อซึมดั้งเดิมที่ด้านหน้าอาคาร เป็นต้น ในขั้นตอนการบูรณะได้รื้อฟื้นวัสดุและการตกแต่งอาคารในสมัยเมื่อแรกสร้างให้คืนสภาพดั้งเดิมมากที่สุด การออกแบบนิทรรศการภายในอาคารจึงพยายามหลีกเลี่ยงการต่อเติมและดัดแปลงที่อาจส่งผลกระทบต่อโบราณสถาน และเคารพในเทคนิคและวิธีการก่อสร้างตกแต่งอาคารดั้งเดิม นอกจากนี้ยังพยายามทำให้ผู้ชมรับรู้ที่ว่างของอาคารเดิมเท่าที่ทำได้ จึงพยายามไม่ต่อเติมฝ้าเพดาน กั้นผนังย่อย หรือจัดวางครุภัณฑ์ที่อาจบดบัง องค์ประกอบอาคารเดิม และยอมให้มีแสงธรรมชาติจากภายนอกอาคารเข้ามาในห้องจัดแสดงบางห้อง
      แนวความคิดการกำหนดหน้าที่ใช้สอย อาคารกระทรวงพาณิชย์เดิมถูกออกแบบสำหรับการเป็นอาคารสำนักงาน ซึ่งอาคารสามารถรองรับน้ำหนักได้น้อยกว่าการใช้งานเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีผู้ชมจำนวนมาก การเลือกวัตถุจัดแสดงและรูปแบบครุภัณฑ์ประกอบจึงจำต้องหลีกเลี่ยงสิ่งที่มีน้ำหนักมาก หลีกเลี่ยงการวางน้ำหนักบริเวณกลางห้อง บันไดหลักของอาคารมีความงดงาม ทว่ารองรับน้ำหนักได้น้อยกว่าบันไดรองที่หัวท้ายอาคาร จึงกำหนดเส้นทางเข้าชมพิพิธภัณฑ์ให้เดินขึ้นทางบันไดรองทางปีกด้านซ้าย (ด้านถนนสนามไชย) ไปยังชั้น 3 ของอาคารก่อน ใช้บันไดรองทางปีกขวา เดินลงมายังชั้นที่ 2 และใช้บันไดหลักเฉพาะเพื่อเดินกลับลงมาที่ชั้น 1 ของอาคาร
      แนวความคิดด้านงานระบบอาคาร ติดตั้งระบบปรับอากาศเฉพาะในส่วนห้องทำงานของอาคารเดิมที่เปลี่ยนเป็นส่วนนิทรรศการ ใช้ระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ เดินท่อในช่องว่างระหว่างผนังเดิมซึ่งก่อไว้เป็น 2 ชั้น และระหว่างตงไม้ที่ใต้พื้น จึงไม่ต้องทำช่องท่อ (shaft) ที่จะรบกวนโบราณสถาน ตู้จ่ายลมเย็น (FCU) เป็นแบบตั้งพื้น จัดทำตู้ครอบให้เรียบร้อย ส่วนเครื่องระบายความร้อน (condensing unit) วางไว้ที่ริมรั้ว ไกลจากตัวอาคาร พื้นที่ส่วนระเบียงทางเดินและบันไดทั้งหมดไม่ปรับอากาศ เส้นทางชมนิทรรศการ จึงคงอยู่ในส่วนพื้นที่ทำงานเดิม เดินเชื่อมกันจากห้องสู่ห้อง สำหรับระบบไฟฟ้า สื่อสาร แจ้งเตือนเพลิงไหม้ และโทรทัศน์วงจรปิด มีการติดตั้งอย่างครบถ้วน โดยเดินสายในรางไม้รูปตัวยูที่ใกล้เคียงกับการเดินสายไฟดั้งเดิม เพราะระบบโครงสร้างพื้นและผนังพิเศษของอาคารกระทรวงพาณิชย์ จึงไม่มีช่องว่างเหนือฝ้าเพดานให้ซ่อนสายไฟได้ ระบบประปาสำหรับห้องน้ำที่มุขข้างต้องเดินท่อใหม่โดยไม่ฝังซ่อนอยู่ในผนัง ทำสัญลักษณ์แสดงแนวท่อของเดิมไว้เพื่อสื่อความหมาย ติดตั้งตู้ดับเพลิงที่ชานพักบันไดรองทั้ง 2 ด้าน มีระยะสายฉีดน้ำดับเพลิงได้ตามกฎหมายควบคุมอาคาร เดินท่อซ่อนในผนังให้เรียบร้อย
      แนวความคิดด้านเทคนิควิธีในการอนุรักษ์ ด้วยกรอบงบประมาณที่ได้รับ การอนุรักษ์จึงพยายามใช้วัสดุดั้งเดิมให้มากที่สุด เช่น ปูนฉาบผนัง ประตู หน้าต่าง กระเบื้องหินขัด หากจำเป็นต้องจัดทำวัสดุขึ้นใหม่ให้เหมือนของเดิม ให้พยายามหาวิธีการผลิตที่ประหยัดแต่มีรูปแบบเหมาะสม เช่น กระเบื้องว่าวมุงหลังคา ทำสีแดงด้วยระบบสีพ่น หรือพื้นทางเดินรอบอาคารที่พิมพ์ลาย ก็ผลิตลูกกลิ้งลายขึ้นใหม่จากลวดลายของเดิม วัสดุที่เลือกใช้เป็นวัสดุที่ผลิตได้ในประเทศเป็นหลัก หาซื้อทดแทนได้ง่าย คุณภาพดีแต่ราคาปานกลาง ต้นทุนในการบำรุงรักษาต่ำ
