สำหรับผูสูงอายุ
คำแนะนำการใช้งาน
ขยายขนาดตัวอักษร
เพิ่มระยะห่างตัวอักษร
เพิ่มขนาดลูกศรชี้
ตำแหน่ง
เส้นช่วยในการอ่าน
เน้นการเชื่อมโยง
ปรับชุดสี
เปิดการใช้งาน
ปิดการใช้งาน
คำแนะนำการใช้งาน
เริ่มต้นใช้งาน
Text Size

การขยายขนาดตัวอักษร

สามารถเลือกปรับขนาดตัวอักษรได้ 3 ระดับ คือ 20% 30% และ 40% จากขนาดมาตรฐาน

Text Spacing

การเพิ่มระยะห่างตัวอักษร

การปรับระยะห่างของตัวอักษร และช่องว่างระหว่างบรรทัด สามารถปรับได้ 3 ระดับ เพื่อให้อ่านข้อมูลต่างๆ ได้ง่ายขึ้น

Large Cursor

การเพิ่มขนาดลูกศรชี้ตำแหน่ง

ขยายขนาดของลูกศรชี้ตำแหน่ง (Cursor) ให้ใหญ่ขึ้นถึง 400%


Reading Guide

เส้นช่วยในการอ่าน

จะมีเส้นปรากฏขึ้น พร้อมกับการเลื่อนลูกศรชี้ตำแหน่ง เพื่อให้ผู้อ่านสามารถโฟกัสข้อความที่ต้องการอ่านได้สะดวกขึ้น

Highlight Links

เน้นการเชื่อมโยง

ช่วยเน้นและแยกส่วนของลิงค์หรือปุ่มต่างๆ ออกจาก เนื้อหาภายในเว็บไซต์ เพื่อให้สามารถมองเห็นปุ่มได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

Change Color

เลือกปรับชุดสี

สามารถเลือกปรับชุดสีของเว็บไซต์ได้ 4 แบบตัวอักษรและปุ่มต่างๆ มีสีเข้มคมชัด มองเห็นได้ชัดเจน


พาไปรู้จักกับการแพทย์สมัยใหม่ในเรือนจำสยาม

.

แกลเลอรี

ผลลัพธ์ : 1-4 รูป จากทั้งหมด 4 รูป

         

          เมื่อพูดถึงงานศึกษาเกี่ยวกับอำนาจในการลงโทษ อำนาจหลักที่ผู้ศึกษาเรื่องเกี่ยวกับเรือนจำมักนึกถึง คือ อำนาจการลงทัณฑ์ในลักษณะของการลงโทษ หากเป็นเรือนจำสมัยใหม่ก็มักอยู่ในรูปการลงโทษเพื่อลิดรอดเสรีภาพของผู้กระทำความผิด แต่หากลองไล่เรียงดูจะพบว่า ประวัติศาสตร์การลงทัณฑ์ในเรือนจำสยาม และอาจหมายรวมไปถึงในเรือนจำหลายแห่งทั่วโลก มักมีอีกหนึ่งอำนาจที่แทรกเข้ามาควบคุมร่างกายของนักโทษเช่นเดียวกับดับอำนาจการลงทัณฑ์ นั่นก็คือ อำนาจทางการแพทย์ที่เข้ามาพร้อมกับความรู้ทางสุขศาสตร์

          บทความนี้จะพาไปรู้จักกับความรู้ทางสุขศาสตร์ในเรือนจำสยามช่วงระหว่างทศวรรษที่ 2450 -2470 ซึ่งเป็นช่วงที่สยามกำลังรับเอาความรู้ทางการแพทย์จากตะวันตกเข้ามา โดยมีเรือนจำเป็นสนามทดลองหลักขององค์ความรู้ดังกล่าว พาไปดูว่าจุดเริ่มต้นของการแพทย์แบบตะวันตกนั้นเข้ามามีบทบาทในการควบคุมและลงทัณฑ์นักโทษในเรือนจำอย่างไร

          การเข้าควบคุมร่างกายของผู้ต้องขังหรือนักโทษในเรือนจำไทยด้วยการแพทย์และความสะอาดปรากฏขึ้นครั้งแรกราวปลายทศวรรษ 2450 ห้วงเวลาที่การแพทย์สมัยใหม่ (modern medical)  และความรู้เรื่องเชื้อโรค (germ theory) เดินทางมาถึงสยามพร้อมกับกระแสความคิดเรื่องการเพิ่มจำนวนพลเมืองที่ทยอยตายจากโรคระบาดที่ไล่รุกเข้ามาจากประเทศใกล้เคียง เช่น การระบาดของกาฬโรคในเกาะฮ่องกง รัฐจึงเพียรหามาตรการเพื่อสกัดเชื้อก่อนระบาดเข้าประเทศอย่างการตั้งด่านกักเรือเพื่อกักโรค รวมถึงการเริ่มทยอยจัดตั้งสุขาภิบาลตามหัวเมืองต่างๆ เพื่อทำหน้าที่จัดการกับความสะอาดและสุขภาพของประชากร อันรวมถึงนักโทษที่ถูกคุมขังอยู่ในขณะนั้น

 

 

ภาพที่ 1 หมอเฮย์ (Dr. Thomas Heyward Hays) แพทย์ชาวตะวันตกที่เข้าไปตรวจเยี่ยมคุกในช่วงปลายทศวรรษ 2450
https://th.wikipedia.org/wiki

 

          ในช่วงเวลาดังกล่าวความรู้ทางการแพทย์ในเรือนจำสยามวางอยู่บนแนวคิดเรื่องทฤษฎีอาย-พิศม์ (miasmatic theory) ที่เชื่อว่าสาเหตุของโรคทั้งหลายที่เกิดกับนักโทษนั้นเกิดจากความสกปรกของสิ่งแวดล้อมจากของเน่าเสียที่ปะปนมากับน้ำและอากาศ เช่น ในบันทึกของหมอเฮย์ (Dr. Thomas Heyward Hays) แพทย์ชาวตะวันตกที่เข้าไปตรวจเยี่ยมคุกในเวลานั้น กล่าวถึงสภาพคุกสยามเอาไว้ว่า ห้องขังค่อนข้างมืดและอับชื้น  อากาศถ่ายเทไม่สะดวก ไม่มีช่องหน้าต่างให้ลมผ่าน ท่อระบายน้ำอุดตันส่งกลิ่นเหม็นเน่าอยู่หลายแห่ง ซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดอหิวาตกโรค1

          ช่วงเวลาไล่เลี่ยกันราว พ.ศ. 2457 การแพทย์ในเรือนจำสยามเริ่มมีการผสานแนวคิดว่าด้วยเชื้อโรคและการติดต่อกันของโรคจากคนสู่คน พร้อมกับย้ายเป้าหมายการควบคุมทางการแพทย์จากเดิมที่เน้นการควบคุมสภาพแวดล้อมก่อโรค มาสู่การควบคุมเรือนร่างของนักโทษไม่ให้แพร่เชื้อไปยังคนอื่นๆ และกำจัดสิ่งก่อโรคที่อยู่ภายในร่างกาย เช่น การใช้หม้อกรองน้ำเพื่อกรองสิ่งมีชีวิตที่เชื่อว่าจะเป็นต้นเหตุแห่งโรคไม่ให้ปะปนเข้ามาในร่างกายและการปลูกฝีไข้ทรพิษ รวมถึงการแยกนักโทษที่ป่วยไว้ในสถานที่เฉพาะและอากาศถ่ายเทสะดวก โดยไม่ให้ปะปนกับนักโทษปกติจนถึงขนาดนี้ว่า

           ‘ถ้าโรคติดต่อเกิดขึ้นแก่ผู้ใดข้าพเจ้าก็จัดแยกออกจากกัน ไปรักษาที่โรงพยาบาลประตูหลัง โดยเกรงว่าโรคจะติดต่อกันมากขึ้น เพราะเป็น ‘ที่ประชุมชน’

 

ภาพที่ 2 ตัวอย่างหม้อกรองน้ำ (Water Filter) ใช้กรองสิ่งมีชีวิตที่เชื่อว่าจะเป็นต้นเหตุแห่งโรค
http://www.virtualmuseum.finearts.go.th/database/360/chantharakasem/zoom/zoom_15/

           

        แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของการแพทย์สมัยใหม่ที่ค่อยๆ เข้ามาแทนที่เรื่องทฤษฎีเชื้อโรค และการควบคุมเรือนร่างของนักโทษด้วยการแพทย์ที่เข้มข้นขึ้น2 

 

          อย่างไรก็ตาม ลำพังเพียงความรู้เรื่องเชื้อโรคและการแพทย์สมัยใหม่อาจจะไม่เพียงพอต่อการกำราบร่างกายให้เชื่อฟัง เนื่องจากช่วงเวลานั้นความรู้เรื่องเชื้อโรค และสิ่งมีชีวิตที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่ายังเป็นสิ่งที่การแพทย์สยามให้ความกังขา ดั้งนั้น “เครื่องมือ” ทางวิทยาศาสตร์จึงถูกนำเข้ามาช่วยพิสูจน์ถึงการดำรงอยู่ของเหล่าเชื้อโรคในร่างกายนักโทษ เช่น

 

            “กล้องไมโกรซโคป สำหรับตวรจดูพืชพรรตัวทูบอกึลเยิมซไมโครปใน “กาพย์โรค” ในอหิวาตกโรคในโรคฝีในปอด ในโรคไข้ เมเลเรีย แลโรคอื่น ๆ ที่มีตัวโรคย์”3

 

          กล่าวได้ว่า การปรากฏกายขึ้นของ “ตัวโรคย์” เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้การใช้ความรู้ทางการแพทย์เข้าไปควบคุมร่างกายของนักโทษได้อย่างชอบธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อความรู้ดังกล่าวถูกตราขึ้นเป็นกฎข้อบังคับของเรือนจำที่มีข้อปฏิบัติและบทลงโทษชัดเจน เช่น การเสนอโทษโบยแก่นักโทษป่วยอหิวาตกโรคที่ ‘ลงท้องหลายครั้งแล้วไม่รีบรายงานตนเองแก่แพทย์’

          ความเข้มข้นของการเข้าไปจัดระเบียบทางชีววิทยาบนร่างกายนักโทษได้เพิ่มระดับขึ้นตามความก้าวหน้าและวิทยาการทางการแพทย์ โดยเฉพาะการเพิ่มและหายไปของโรคบางโรค อัตราการป่วย (morbidity rates) และตาย (mortality rate) ของนักโทษค่อยๆ เคลื่อนจากโรคที่เกิดจากสุขอนามัยขั้นพื้นฐานสู่โรคที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของอวัยวะภายในมากขึ้น เช่น การปรากฏตัวของโรคมันสมองพิการ หรือโรคสมองอักเสบ (neuropathy) ในขณะที่โรคติดเชื้อบางประเภทที่มองเห็นได้จากลักษณะภายนอก เช่น ท้องร่วงธาตุวิปริต  (dysentery), โรคคุดทะราด (yaws) ที่เคยเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตในหหมู่นักโทษทยอยลดจำนวนลง เนื่องจากสามารถเข้าไปจัดการกับสาเหตุของโรคและการระบาดได้ด้วยความรู้ทางการแพทย์สมัยใหม่ที่ถูกนำเข้ามาในเรือนจำ แต่กระนั้น “ตัวโรคย์” บางประเภทที่แม้ว่าจะถูกค้นพบแล้วก็ตามกลับไม่สามารถเข้าไปจัดการได้ อย่างโรควัณโรคและโรคเรื้อน จนกลายมาเป็นภัยคุกคามที่เรือนจำต้องเฝ้าระวังรวมถึงหามาตรการในการควบคุมเป็นพิเศษ อาทิ การนำนักโทษที่ป่วยด้วยโรคเรื้อนไปไว้ที่โรงพยาบาลโรคเรื้อน จึงอาจกล่าวได้ว่าร่างกายของนักโทษที่ถูกหมายตาจากอำนาจทางการแพทย์เป็นพิเศษคือ ร่างกายที่ทุพพลภาพและแสดงอาการของโรคที่เป็นภัยคุกคาม ณ ช่วงเวลานั้นอย่างชัดเจน4

 

          โดยสรุปจะเห็นได้ว่า ความรู้เรื่องการแพทย์สมัยใหม่ที่ถูกนำเข้ามาโดยแพทย์และมิชชันนารีชาวตะวันตกนั้นไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะแต่ภายในโรงพยาบาลและสถาบันทางการแพทย์ หากแต่ยังขยายอาณาบริเวณของความรู้เข้าไปแม้กระทั่งเรือนจำ ทว่า กลับเปลี่ยนรูปจากความรู้เพื่อบำบัดรักษาสุขภาพของประชากรไปเป็นการควบคุมร่างกายของนักโทษไม่ให้เจ็บป่วย ทั้งนี้เพื่อจำกัดวงของความเสียหายที่จะเกิดขึ้นตามมาต่างหาก ดังจะเห็นได้จากการมีบทลงโทษต่อนักโทษที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของแพทย์ดังที่ได้กล่าวไป

 

อ้างอิงจาก

1 หจช. ร.5 น.6.1/28 คอเรศปอนเดนซ์เรื่อง หมอเฮมีหนังสือมาว่า ได้ไปตรวจนักโทษที่คุกตรางเหนพื้นที่ๆ ตะรางเหมนโสโครก แลบ่อน้ำนักโทษจะกินจะอาบก็ไม่สะอาด น่ากลัวนักโทษจะเปนอันตรายด้วยความไข้ ที่คุกนั้นเรียบร้อยดีแต่เศร้าหมองไปบ้างเล็กน้อย 1-11 สิงหาคม ร.ศ. 111

2 หจช. ร.6 น.5.3/81 รายงานการรักษาพยาบาลนักโทษ -16 เมษายน 2457

3 หจช. ร.6 น.5.7/25 โรงเรียนแพทย์ฝึกหัดนักโทษให้เปนแพทย์ในกองมหันตโทษ -6 ต.ค. 2456-26 มิ.ย. 2457

4 หจช. มท. 4.4/1 ให้ส่ง นักโทษโรคเรื้อนเข้ายังโรงพยาบาลโรคเรื้อนที่สร้างขึ้น ณ จังหวัดพระประแดง -พ.ศ. 2472-2473

 

 

รวิวรรณ รักถิ่นกำเนิด