Fun Facts on Muse
บ้านในใจกลางลอนดอนของชาร์ลส์ ดิกเกนส์
Fun Facts on Muse
14 พ.ค. 69 29

ผู้เขียน : ชีวสิทธิ์ บุณยเกียรติ

ท่ามกลางถนนสายเก่าในกรุงลอนดอน มีทาวน์เฮาส์อิฐสีน้ำตาลหลังหนึ่งซ่อนตัวอยู่เงียบ ๆ ที่นี่คือบ้านของ ชาร์ลส์ ดิกเกนส์ (Charles Dickens) นักเขียนผู้ถ่ายทอดชีวิตของผู้คนตัวเล็กในเมืองใหญ่ และเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่สุดของวรรณกรรมอังกฤษ บ้านหลังนี้ไม่ได้เป็นเพียงที่อยู่อาศัยของนักประพันธ์ชื่อดัง แต่ยังสะท้อนภาพลอนดอนในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม เมืองที่เต็มไปด้วยทั้งความเจริญ ความเหลื่อมล้ำ และผู้คนที่กำลังดิ้นรนอยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสังคมสมัยใหม่

ปัจจุบัน บ้านเลขที่ 48 ถนนดอว์ตี ได้รับการอนุรักษ์เป็น พิพิธภัณฑ์ชาร์ลส์ ดิกเกนส์ (Charles Dickens Museum) และเป็นบ้านในกรุงลอนดอนเพียงแห่งเดียวของดิกเกนส์ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ ภายในบ้านยังเก็บบรรยากาศของยุควิกตอเรียเอาไว้ ทั้งห้องทำงาน โต๊ะเขียนหนังสือ ห้องรับแขก และของใช้ส่วนตัวที่ช่วยให้ผู้ชมจินตนาการถึงช่วงเวลาที่นักเขียนกำลังเฝ้ามองชีวิตผู้คนจากหน้าต่างบ้าน ก่อนเปลี่ยนภาพเหล่านั้นให้กลายเป็นวรรณกรรมที่ยังสะท้อนชีวิตคนเมืองได้อย่างร่วมสมัยมาจนถึงทุกวันนี้

นักเขียนผู้มองเห็นคนตัวเล็กในเมืองใหญ่

ก่อนจะกลายเป็นนักเขียนผู้มีชื่อเสียงระดับโลก ชาร์ลส์ ดิกเกนส์ เคยใช้ชีวิตใกล้ชิดกับความยากลำบากมาตั้งแต่วัยเด็ก เมื่อครอบครัวประสบปัญหาหนี้สิน เขาต้องออกจากโรงเรียนและทำงานในโรงงานตั้งแต่อายุยังน้อย ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ดิกเกนส์เข้าใจชีวิตของเด็กแรงงาน คนยากจน และผู้คนที่ต้องดิ้นรนอยู่ในเมืองใหญ่อย่างลึกซึ้ง ความทรงจำในช่วงเวลานั้นจึงกลายเป็นฐานรากของโลกวรรณกรรมที่เขาสร้างในเวลาต่อมา

ดิกเกนส์มีชีวิตอยู่ใน ค.ศ. 1812–1870 และได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักเขียนสำคัญที่สุดของยุควิกตอเรีย ช่วงเวลาที่อังกฤษกำลังเติบโตเป็นมหาอำนาจอุตสาหกรรม เมืองใหญ่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว และเต็มไปด้วยความมั่งคั่งและความเหลื่อมล้ำ ผลงานของเขามักเต็มไปด้วยตัวละครที่ผู้คนจดจำได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นเด็กกำพร้า คนทำงาน ผู้สูงอายุ หรือผู้คนชายขอบในสังคม ผ่านวรรณกรรมอย่าง โอลิเวอร์ ทวิสต์ (Oliver Twist) เดวิด คอปเปอร์ฟีลด์ (David Copperfield) และ อะ คริสต์มาส แครอล (A Christmas Carol) ดิกเกนส์ไม่ได้เพียงเล่าเรื่องชีวิตของผู้คน แต่ยังทำให้ผู้อ่านมองเห็นความอยุติธรรม ความโดดเดี่ยว และความหวังเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่ในเมืองใหญ่

หนังสือ เดวิด คอปเปอร์ฟีลด์ (David Copperfield) ฉบับนี้เคยร่วมเดินทางไปถึงแอนตาร์กติกากับคณะสำรวจของกัปตันสกอตต์ สมาชิกคณะสำรวจอ่านวันละหนึ่งบทท่ามกลางถ้ำน้ำแข็งนานกว่า 60 คืน ร่องรอยคราบดำและหน้ากระดาษที่สึกกร่อนจึงกลายเป็นพยานของวรรณกรรมที่อยู่เคียงข้างมนุษย์ในช่วงเวลายากลำบากที่สุด (ภาพจาก Charles Dickens Museum. (n.d.). David Copperfield carried on Captain Scott’s Antarctic expedition [Photograph]. https://cdn.shopify.com/s/files/1/0925/3888/files/DH483_Q1_resized.jpg?v=1769688304)

สิ่งที่ทำให้งานเขียนของดิกเกนส์ยังคงร่วมสมัยมาจนถึงปัจจุบัน คือความสามารถในการมองเห็น “มนุษย์” อยู่ภายในสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แม้เวลาจะผ่านมากว่าหนึ่งศตวรรษ แต่คำถามเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำ คุณภาพชีวิต และความสัมพันธ์ของผู้คนในเมือง ยังเป็นประเด็นที่ผู้คนทั่วโลกเผชิญอยู่ไม่ต่างจากในยุคของเขา วรรณกรรมของดิกเกนส์จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเล่าของลอนดอนในอดีต หากยังเป็นภาพสะท้อนของชีวิตคนเมืองในโลกปัจจุบันด้วยเช่นกัน

บ้านของนักเล่าเรื่องแห่งยุควิกตอเรีย

พิพิธภัณฑ์ชาร์ลส์ ดิกเกนส์ ใจกลางกรุงลอนดอน สร้างในบ้านสไตล์จอร์เจียนหลังนี้สร้างขึ้นตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยมีลักษณะเด่นคือความสมมาตร เรียบแต่งาม หน้าต่างบานสูง และการจัดสัดส่วนภายในที่เป็นระเบียบ ซึ่งเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมที่พบได้มากในลอนดอนยุคนั้น บ้านหลังนี้เป็นสถานที่ที่ดิกเกนส์อาศัยอยู่ระหว่าง ค.ศ. 1837 กับ ค.ศ. 1839 ช่วงเวลาสำคัญที่เขากำลังเริ่มมีชื่อเสียงในฐานะนักเขียน และเป็นที่ที่เขาเขียนและตีพิมพ์ผลงานสำคัญหลายเรื่อง จนทำให้ชื่อของชาร์ลส์ ดิกเกนส์เป็นที่รู้จักไปทั่วอังกฤษ

อาคารแห่งนี้เคยเกือบถูกรื้อถอนในช่วงทศวรรษ 1920 ก่อนที่สมาชิกขององค์กร The Dickens Fellowship ซึ่งเป็นสมาคมผู้ศึกษาผลงานและอนุรักษ์มรดกของดิกเกนส์ จะร่วมกันระดมทุนซื้อและอนุรักษ์บ้านหลังนี้ไว้ ก่อนเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์เมื่อ ค.ศ. 1925 ปัจจุบันพิพิธภัณฑ์อยู่ภายใต้การดูแลขององค์กรการกุศลอิสระที่ทำหน้าที่ดูแลอาคาร คอลเลกชัน และจัดกิจกรรมด้านวรรณกรรม การศึกษา และนิทรรศการ เพื่อทำให้โลกของดิกเกนส์ยังคงเชื่อมโยงกับผู้คนร่วมสมัยอยู่เสมอ

ด้านหน้าของพิพิธภัณฑ์ชาร์ลส์ ดิกเกนส์ บนถนนดอว์ตี สตรีต ยังคงสะท้อนบรรยากาศลอนดอนยุควิกตอเรียผ่านอาคารอิฐสีน้ำตาล ประตูสีเขียว และทางเดินกระเบื้องขาวดำ บ้านหลังนี้คือที่พักอาศัยเพียงแห่งเดียวของดิกเกนส์ในลอนดอนที่ยังคงหลงเหลืออยู่จนถึงปัจจุบัน (ภาพจาก Wikipedia contributors. (2023). Charles Dickens Museum London [Photograph]. Wikimedia Commons. https://en.wikipedia.org/wiki/Charles_Dickens_Museum#/media/File:Charles_Dickens_Museum_London.jp)

แม้จะตั้งอยู่กลางมหานครอย่างลอนดอน แต่บรรยากาศภายในบ้านกลับให้ความรู้สึกราวกับเวลาเดินช้าลง ห้องรับแขก ห้องอาหาร ห้องทำงาน และบันไดไม้แคบ ๆ ยังคงสะท้อนชีวิตแบบชนชั้นกลางในยุควิกตอเรียได้อย่างชัดเจน รายละเอียดเล็ก ๆ อย่างแสงจากหน้าต่าง ผ้าม่าน เฟอร์นิเจอร์ไม้ และเสียงพื้นไม้เก่า ช่วยให้ผู้ชมจินตนาการถึงบ้านของนักเขียนในช่วงที่มีชีวิตอยู่ได้อย่างใกล้ชิด

ความสำคัญของบ้านหลังนี้จึงไม่ได้อยู่เพียงการเป็น “บ้านเก่า” ของนักเขียนชื่อดัง แต่คือการทำให้ผู้ชมเข้าใจว่าเมืองลอนดอนและชีวิตประจำวันรอบตัว มีอิทธิพลต่อสายตาและวิธีเล่าเรื่องของดิกเกนส์อย่างไร จากหน้าต่างของบ้านหลังนี้ดิกเคนส์คงเคยมองออกไป และเห็นทั้งรถม้า ผู้ใช้แรงงาน เด็กเดินส่งของ รวมถึงชีวิตอันวุ่นวายของมหานครในยุคเติบโตของอุตสาหกรรม ก่อนที่ภาพเหล่านั้นจะกลายเป็นตัวละครและฉากในเรื่องเล่าที่ยังคงสะท้อนสังคมเมืองได้อย่างร่วมสมัยมาจนถึงปัจจุบัน

โลกของดิกเกนส์

หากมีโอกาสไปเยือนพิพิธภัณฑ์ชาร์ลส์ ดิกเกนส์ สิ่งที่ไม่ควรพลาดที่สุดคือโต๊ะเขียนหนังสือของดิกเกนส์ ซึ่งได้รับการอนุรักษ์ไว้พร้อมบรรยากาศของห้องทำงานอย่างใกล้เคียงกับช่วงเวลาที่เขาใช้งานจริง โต๊ะตัวนี้มีความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นสถานที่ที่ดิกเกนส์เขียนผลงานสำคัญหลายเรื่องในช่วงบั้นปลายชีวิต รวมถึง เกรต เอ็กซ์เปกเทชันส์ (Great Expectations) และ อะ เทล ออฟ ทู ซิตีส์ (A Tale of Two Cities) การได้เห็นพื้นที่เล็ก ๆ ที่นักเขียนใช้สังเกตโลกและเปลี่ยนชีวิตผู้คนให้กลายเป็นวรรณกรรม ทำให้ผู้ชมรู้สึกใกล้ชิดกับตัวตนของดิกเกนส์มากกว่าการอ่านชีวประวัติจากหนังสือเพียงอย่างเดียว

อีกจุดสำคัญของบ้านคือห้องอาหารสีน้ำเงิน หรือ The Blue Dining Room ซึ่งยังคงตกแต่งในบรรยากาศแบบวิกตอเรีย ทั้งผ้าม่าน เฟอร์นิเจอร์ และโต๊ะอาหารที่จัดวางราวกับครอบครัวของดิกเกนส์กำลังจะกลับเข้ามาใช้งาน พื้นที่ภายในบ้านจึงไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนพิพิธภัณฑ์ที่หยุดนิ่ง แต่ยังคงมีชีวิตและเต็มไปด้วยรายละเอียดของการใช้ชีวิตในลอนดอนศตวรรษที่ 19 ผู้ชมสามารถค่อย ๆ เดินผ่านห้องต่าง ๆ พร้อมจินตนาการถึงเมืองใหญ่ที่อยู่ภายนอกบ้าน ซึ่งเต็มไปด้วยทั้งความมั่งคั่งและความยากจนในเวลาเดียวกัน

โต๊ะเขียนหนังสือของชาร์ลส์ ดิกเกนส์ ภายในพิพิธภัณฑ์ ยังคงเก็บร่องรอยบรรยากาศการทำงานของนักเล่าเรื่องแห่งยุควิกตอเรีย พื้นผิวไม้ที่ผ่านกาลเวลา หมึก ปากกา และแสงสลัวภายในห้อง ชวนให้จินตนาการถึงช่วงเวลาที่วรรณกรรมคลาสสิกกำลังถือกำเนิดขึ้นอย่างเงียบงัน (ภาพจาก Wikipedia contributors. (2020). Dickens Museum – Desk 21 [Photograph]. Wikimedia Commons. https://en.wikipedia.org/wiki/Charles_Dickens_Museum#/media/File:Dickens_Museum_--_Desk_21.jpg)

อีกหนึ่งผลงานที่ผู้สนใจวรรณกรรมไม่ควรพลาด คือภาพ Dickens’s Dream ภาพวาดอันโด่งดังที่แสดงให้เห็นดิกเกนส์นั่งอยู่ท่ามกลางตัวละครทั้งหมดที่เขาสร้างขึ้น ราวกับโลกวรรณกรรมทั้งโลกกำลังรายล้อมผู้เล่าเรื่องคนสำคัญของอังกฤษ ภาพนี้ช่วยสรุปความสำคัญของดิกเกนส์ได้อย่างชัดเจน เพราะแม้เวลาจะผ่านมากว่าหนึ่งศตวรรษ ตัวละครของเขายังคงทำให้ผู้คนมองเห็นชีวิตของคนตัวเล็ก ความไม่เท่าเทียม และความหวังเล็ก ๆ ในเมืองใหญ่ได้ไม่ต่างจากเดิม บ้านหลังนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงบ้านนักเขียนในอดีต แต่ยังเป็นพื้นที่ที่ทำให้วรรณกรรมยังคงมีชีวิตอยู่ในโลกปัจจุบันเสมอ

บ้านกลางกรุงลอนดอนหลังนี้จึงมีความหมายมากกว่าพิพิธภัณฑ์วรรณกรรม เพราะเป็นหลักฐานของช่วงเวลาที่ “เมือง” กำลังเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนอย่างมหาศาล ดิกเกนส์ใช้บ้านหลังนี้เป็นทั้งพื้นที่ทำงาน พื้นที่สังเกตชีวิต และพื้นที่เปลี่ยนเรื่องราวของผู้คนธรรมดาให้กลายเป็นวรรณกรรมระดับโลก การได้เดินอยู่ภายในบ้านของเขาจึงไม่ใช่เพียงการย้อนกลับไปสู่ลอนดอนยุควิกตอเรีย แต่ยังเป็นการมองกลับมาที่สังคมเมืองในปัจจุบัน ซึ่งยังคงเต็มไปด้วยความเร่งรีบ ความเหลื่อมล้ำ และผู้คนตัวเล็กที่กำลังพยายามมีชีวิตอยู่ท่ามกลางมหานครเช่นเดียวกัน

ภาพปก Dickens’s Dream (ค.ศ. 1875) ผลงานของ Robert William Buss แสดงภาพชาร์ลส์ ดิกเกนส์นั่งอยู่ท่ามกลางตัวละครมากมายจากโลกวรรณกรรมที่เขาสร้างขึ้น ราวกับความทรงจำ ชีวิตผู้คน และมหานครลอนดอนกำลังรายล้อมนักเล่าเรื่องผู้เปลี่ยนเรื่องธรรมดาให้กลายเป็นวรรณกรรมระดับโลก (ภาพจาก Buss, R. W. (1875). Dickens’s Dream [Painting]. Charles Dickens Museum. https://en.wikipedia.org/wiki/Charles_Dickens_Museum#/media/File:Dickens_dream.jpg)

แหล่งข้อมูล

Charles Dickens Museum. (n.d.). Official website. https://dickensmuseum.com/

Charles Dickens Museum. (n.d.). Dickens’s desk. https://dickensmuseum.com/blogs/explore/dickenss-desk

Charles Dickens Museum. (n.d.). Who’s who. https://dickensmuseum.com/pages/whos-who

Wikipedia contributors. (n.d.). Charles Dickens Museum. Wikipedia. https://en.wikipedia.org/wiki/Charles_Dickens_Museum

Condé Nast Traveler. (n.d.). Charles Dickens Museum, London. https://www.cntraveler.com/activities/london/charles-dickens-museum

Visit London. (n.d.). Charles Dickens Museum. https://www.visitlondon.com/things-to-do/place/26616-charles-dickens-museum

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ