หากเอ่ยถึง “ทองคำ” ภาพจำที่นึกถึงเป็นทองแบบไหน? ทองแท่งในตู้เซฟธนาคาร หรือแหวนทองคำบนเรียวนิ้ว หรือทองคำดิจิทัล สินทรัพย์ปลอดภัยที่มีราคาพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ในระยะนี้ แน่นอนว่าทองคำเป็นโลหะที่มีมูลค่าสูงที่อาจเป็นสาเหตุให้มนุษย์เกิดความโลภและผลักดันทำให้เกิดสงครามต่อกันมานับพันปี
ทว่า สำหรับพิพิธภัณฑ์ทองคำ (Museo del Oro) ในกรุงโบโกตา ประเทศโคลอมเบีย ทองคำไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงสกุลเงิน แต่ยังเป็น “สะพาน” ที่เชื่อมต่อระหว่างโลกมนุษย์กับทวยเทพ และเชื่อมมิติประวัติศาสตร์ในอดีตที่เคยถูกข่มเหงเข้ากับห้วงเวลาปัจจุบันที่ผู้คนพยายามทำความเข้าใจตัวเองอีกครั้ง
ในห้องที่มืดมิดที่สุดของพิพิธภัณฑ์ มีวัตถุชิ้นหนึ่งที่ทำให้ลมหายใจของผู้มาเยือนสะดุดลงชั่วคราว ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าเป็น แพทองคำ (Muisca Raft) ซึ่งนอกจากเป็นงานหล่อทองคำที่ทำขึ้นอย่างประณีตแล้วยังเป็นวัตถุพยานทางประวัติศาสตร์ที่ยืนยันความจริงแท้ของตำนาน “เอลโดราโด” (El Dorado) ที่ทำให้ชาวตะวันตกอย่างฝรั่งเศส สเปน และอังกฤษ ต่างออกตามหาจนตัวตาย

ภาพที่ 1 แพทองคำ ตัวแทนการสื่อสารของคนเป็น
วัตถุชิ้นนี้แสดงให้เห็นถึงพิธีกรรมของชาวมุยสกา (Muisca) แสดงภาพกษัตริย์องค์ใหม่ถูกชโลมด้วยผงทองคำจนเหลืองอร่ามไปทั่วตัว ก่อนประทับบนแพล่องออกไปกลางทะเลสาบกัวตาวิตา (Laguna de Guatavita) โยนเครื่องทองลงสู่ผืนน้ำเพื่อเป็นการถวายสักการะแด่พระแม่คงคา ขณะที่ชาวพื้นเมืองใช้ทองคำเป็นสื่อกลางเพื่อสื่อสารกับธรรมชาติและพระเจ้า ชาวตะวันตกกลับมองเห็นทองคำเป็นเพียง “ก้อนโลหะ” ที่มีมูลค่าสร้างทั้งความมั่งคั่งและอำนาจได้ ความขัดแย้งของชุดความคิดนี้ที่เปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์อเมริกาใต้ไปตลอดกาล
หากแพทองคำเป็นตัวแทนการสื่อสารของคนเป็น เมื่อผู้ชมเดินต่อไปก็พบกับหน้ากากทองคำ ซึ่งใช้สื่อสารของคนตายที่ลึกซึ้งที่สุดชิ้นหนึ่ง บรรพบุรุษชาวโคลอมเบียมีความเชื่อว่า “ทองคำคือเนื้อหนังของดวงอาทิตย์" เมื่อวาระสุดท้ายมาถึง หน้ากากทองคำจะถูกวางลงบนใบหน้าของผู้ล่วงลับเพื่อเปลี่ยนสภาวะจากมนุษย์ที่ต้องเน่าเปื่อยให้กลายเป็น "อมตะ" เหมือนดวงตะวัน ไม่ใช่เพื่อประดับบารมี การสวมหน้ากากเปรียบเสมือนการสวมชุดเกราะแห่งแสงเพื่อให้วิญญาณสว่างไสวพอที่จะเดินทางผ่านมิติมืดไปพบกับบรรพบุรุษ

ภาพที่ 2 หน้ากากทองคำ ตัวแทนการสื่อสารของคนตาย
หากจ้องมองแววตาของหน้ากากชิ้นนี้จะพบสายตาที่จ้องมองกลับมาอย่างสงบนิ่ง ราวกับอยู่ในสภาวะภวังค์ ซึ่งสะท้อนคติความเชื่อว่า "ความตายไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นการเปลี่ยนผ่าน" (Transformation) ทองคำที่ไม่ขึ้นสนิม ทำหน้าที่เก็บรักษา "ตัวตน" ของพวกเขาไว้ชั่วนิรันดร์ ในโลกที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา หน้ากากนี้แสดงถึงความพยายามของมนุษย์ที่เอาชนะความตายด้วยศรัทธาและศิลปะ รวมถึงสะท้อนให้เห็น "ความรัก" และ "ความหวัง" ที่มีต่อบุคคลที่ล่วงลับว่าจะไม่ต้องเดินทางอย่างโดดเดี่ยวในความมืด ทว่า มีแสงสีทองคอยส่องนำทางไปสู่ทุ่งหญ้าแห่งดวงอาทิตย์
เมื่อก้าวพ้นออกจากโซนโบราณคดีเข้าสู่โซนพื้นที่ที่ได้รับอิทธิพลจากยุคอาณานิคม ผู้ชมจะได้เห็นการเปลี่ยนผ่านที่น่าทึ่งผ่าน แท่นบูชาทองคำ (Altar) ในโบสถ์คริสต์ที่สูงตระหง่านจรดเพดานที่สวยงามมากด้วยรูปแบบศิลปะบารอก (Baroque) ผสมผสานฝีมือช่างท้องถิ่นเข้ากับความเชื่อจากยุโรป ทองคำที่เคยถูกหล่อเป็นรูปกบ รูปเสือดาว หรือรูปชะมด เพื่อสะท้อนจิตวิญญาณแห่งป่าถูกหลอมใหม่ให้กลายเป็นรัศมีรอบศีรษะของนักบุญและพระเยซู โซนนี้นับเป็นประวัติศาสตร์ที่กำลัง “สนทนา” กับปัจจุบันได้อย่างออกรสที่สุด ความอลังการของทองคำบนฝาผนังโบสถ์สะท้อนถึงการทับซ้อนกันของอำนาจ ทองคำที่ถูกขุดด้วยแรงงานทาสและชาวพื้นเมือง กลับถูกนำมาประดับไว้ในสถานที่ที่สอนเรื่องความถ่อมตัว ขณะที่แสงไฟสีเหลืองทองอาบไปทั่วเพดานโค้งอาจทำให้ผู้ชมตั้งคำถามว่าความศรัทธาสร้างสรรค์สิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้ถึงเพียงนี้ หรือความยิ่งใหญ่กำลังกดทับความรู้สึกให้ต้องศรัทธากันแน่?

ภาพที่ 3 แท่นบูชาทองคำในโบสถ์คริสต์
โซนที่เรียบง่ายแต่สะเทือนใจที่สุดของเนื้อหาในพิพิธภัณฑ์อาจไม่ใช่ทองคำ ทว่าเป็นภาพถ่ายของผู้คน และมีป้ายเขียนคำอธิบายว่า “Después de Colón...” (หลังจากโคลัมบัส...) และ “...hasta nuestros días” (จนถึงทุกวันนี้) เพื่อสื่อความหมายบอกเล่าเรื่องราวของประวัติศาสตร์ระยะใกล้ด้วยภาพใบหน้าของลูกหลานชาวอินเดียนพื้นเมืองที่ยังมีลมหายใจอยู่ ซึ่งการจัดแสดงนี้ไม่ได้พยายามแช่แข็งประวัติศาสตร์ไว้ในตู้กระจก แต่พยายามสื่อสารว่าจิตวิญญาณของเจ้าของทองคำเหล่านั้นยังไม่ตาย และไม่ได้หายไปพร้อมกับการล่มสลายของจักรวรรดิอินคาหรืออาณาจักรมุยสกา แต่ยังคงอยู่ สู้รบกับความยากจน การเหยียดเชื้อชาติ และการทำลายทรัพยากรธรรมชาติในโคลอมเบียยุคปัจจุบัน

ภาพที่ 4 การจัดแสดงที่สะท้อนจิตวิญญาณของชาวโคลอมเบียยุคปัจจุบัน
พิพิธภัณฑ์ทองคำไม่ได้ตั้งอยู่บนภูเขาลึกลับ แต่อยู่ใจกลางกรุงโบโกตา เมืองหลวงของโคลอมเบีย ท่ามกลางเสียงแตรรถถล่มทลายและควันรถ การเดินออกจากพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ทำให้ผู้เขียนรู้สึกเสมือนตื่นจากฝัน ยิ่งเมื่อมองเห็นตึกสูงระฟ้าในปัจจุบันสลับกับโบสถ์เก่า อีกทั้งรู้ดีว่าลึกลงไปใต้ดินหรือในตู้กระจกตึกพิพิธภัณฑ์ที่เราเดินจากมามีทองคำ (อดีตกาล) นอนสงบนิ่งอยู่
ประวัติศาสตร์ที่นี่ไม่เคยหยุดนิ่ง แต่ยังเป็นบทสนทนาที่ต่อเนื่อง ในอดีตทองคำเคยเป็นเครื่องบรรณาการเทพเจ้า ต่อมากลายเป็นชนวนสงคราม และเครื่องประดับฐานะ ปัจจุบันทองคำกลายเป็น “บทเรียน” ที่สอนให้คนโคลอมเบีย และมนุษย์ทุกคนเห็นคุณค่าของรากเหง้าที่ถูกหลอมรวมผ่านทั้งน้ำตาและเปลวไฟ
ทองคำอาจแข็งแกร่งและคงทน แต่เรื่องราวของผู้คนที่สร้างมันขึ้นมาต่างหากที่เปล่งประกายกว่าทองคำชิ้นไหนในโลก