Museum Core
ครั้งแรกของโลกย้ายเจดีย์เอียงที่สูงที่สุดในกรุงรัตนโกสินทร์ให้ตั้งตรง
Museum Core
26 มิ.ย. 67 472

ผู้เขียน : วิภาดา วิชิตพันธุ์

               คติการสร้างเจดีย์นั้นมีมาตั้งแต่สมัยอินเดียโบราณ ต่อมาเมื่อมีการเผยแพร่พระพุทธศาสนาเข้ามายังแผ่นดินไทยในสมัยทวารวดี สืบต่อมายังสมัยสุโขทัยและสมัยกรุงศรีอยุธยา การสร้างพระเจดีย์ทรงระฆังได้รับอิทธิพลมาจากลังกา ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนาในขณะนั้น หนึ่งในเจดีย์ทรงระฆังที่งดงามน่าสนใจอย่างมาก คือ “พระบรมธาตุมหาเจดีย์” ณ วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร พระเจดีย์นี้สร้างขึ้นพร้อมกับวัดในปี พ.ศ. 2371 โดยสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยุรวงศ์ (ดิส บุนนาค) ในสมัยรัชกาลที่ 3  ท่านได้อุทิศที่ดินที่แต่เดิมเป็นสวนกาแฟส่วนตัวเพื่อนำมาสร้างวัดและได้รับพระราชทานนามว่า “วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร” ให้สอดคล้องกับนามของสมเด็จเจ้าพระยาผู้สร้าง แต่ชาวบ้านแถวนั้นมักเรียกติดปากกันว่า “วัดรั้วเหล็ก” ด้วยเพราะรั้วรอบวัดเป็นรั้วเหล็กที่สั่งทำและนำเข้าจากประเทศอังกฤษ มีเอกลักษณ์เป็นรูปทรงศาตราวุธต่าง ๆ

               พระบรมธาตุมหาเจดีย์เป็นเจดีย์ทรงลังกาหรือรูปทรงระฆังคว่ำ ใช้วิธีการสร้างแบบโบราณตามแบบสมัยกรุงศรีอยุธยาที่มีความพิเศษ ภายในองค์พระเจดีย์มีเสาแกนกลางที่เรียกว่า “เสาครู” ก่อด้วยอิฐโบราณสอด้วยปูนหมักน้ำอ้อยและกาวหนัง  มีน้ำหนักมากถึง 144 ตัน นับเป็นเจดีย์องค์เดียวในสมัยรัตนโกสินทร์ที่ก่อสร้างด้วยวิธีนี้

 

ภาพที่ 1  พระบรมธาตุมหาเจดีย์ ถ่ายก่อนสงครามมหาเอชียบูรพา

               แหล่งที่มาภาพ: หนังสือ 185 ปี วัดประยูรวงศาวาสวรวิหาร

 

               การได้รับรางวัลยอดเยี่ยมอันดับ 1 ( AWARD OF EXCELLENCE) ด้านการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกจากองค์การยูเนสโก เมื่อปีพ.ศ. 2556 กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ “พระบรมธาตุมหาเจดีย์” แห่งนี้กลายเป็นที่รู้จักโด่งดังไปทั่วโลก ซึ่งโครงการบูรณปฏิสังขรณ์พระบรมธาตุมหาเจดีย์นับเป็นโครงการแรกในประเทศไทยที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ ผู้เขียนจึงขอชวนย้อนรอยไปศึกษา 2 ภารกิจสุดท้าทายในการปกป้องรักษา ซ่อมแซมพระเจดีย์และค้นหาพระบรมสารีริกธาตุ

               ในปีพ.ศ. 2549 เริ่มมีการสำรวจพบว่ายอดพระเจดีย์เอียงไปทางฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาประมาณ 1.20 เมตร ส่วนด้านบนยอดก็มีรอยแตกร้าวขนาดใหญ่ สันนิษฐานว่าเป็นผลพวงจากที่มีผู้บุกรุกขุดค้นทำลายใต้ฐานเจดีย์บางส่วน ทำให้เสาแกนกลางทรุดตัว ด้านบนหักเสียหายไปกว่า 4 เมตร จนล้มเอียงพิงกับผนังภายในองค์พระเจดีย์ และเป็นสาเหตุทำให้น้ำหนักกดทับที่ผนังฝั่งเดียวอยู่ตลอดเวลา เจดีย์อาจหักโค่นลงมาได้ทุกขณะ จำเป็นต้องมีการบูรณะอย่างเร่งด่วน

 

ภาพที่ 2 เสาแกนกลางหักเสียหาย และภาพการบูรณะเจดีย์

 

               ทว่า การบูรณะพระเจดีย์นี้มีความท้าทายอย่างยิ่ง เนื่องด้วยเป็นโบราณสถานสำคัญของประเทศ อีกทั้งมีข้อจำกัดอยู่มาก อย่างพื้นที่ทำงานคับแคบและทางเข้ามีขนาดเล็ก ไม่สามารถใช้อุปกรณ์เครื่องมือขนาดใหญ่ได้ และสิ่งสำคัญที่สุดในการบูรณะคือต้องรักษาพระเจดีย์พร้อมกับเสาแกนกลางให้คงอยู่ดังเดิมด้วย ทั้งนี้ จากการศึกษาพบว่าเสาแกนกลางเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงถึงวิธีการสร้างเจดีย์แบบโบราณตามอย่างสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งทำหน้าที่สามอย่าง ได้แก่ 1) ใช้เป็นจุดศูนย์กลางวงกลมของเจดีย์คล้ายวงเวียนในการกำหนดระยะรัศมีผนังเจดีย์  2) ใช้เป็นเสาพาดไม้นั่งร้านเพื่อก่อผนังเจดีย์สูงขึ้นไปเป็นชั้น ๆ มีระยะห่างช่วงประมาณ 2 เมตร ทำให้ช่างสามารถลำเลียงวัสดุก่อสร้างได้  และ 3) ใช้เป็นเสารับน้ำหนักค้ำบัลลังก์ปลียอดเจดีย์

               ในการบูรณะมีผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญมาร่วมกันระดมความคิดและคำนวณเป็นอย่างดีจนได้ข้อสรุปวิธีการดำเนินการด้วยการยกเสาขึ้นใหม่ โดยใช้แม่แรงทั้งดึงทั้งผลักภายในที่แคบจนเสาแกนกลางกลับมาตั้งตรงได้อีกครั้ง มีการก่ออิฐโบราณเสริมส่วนยอดและฐาน จากนั้นเสริมโครงสร้างเหล็กด้านนอกรอบตัวเสาเป็นการถาวรเพื่อความแข็งแรง จนปัจจุบันสามารถเปิดพื้นที่ภายในพระเจดีย์ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าไปกราบสักการะและศึกษาค้นคว้าได้

 

                          ภาพที่ 3 เสาแกนกลางหลังจากบูรณะเสร็จแล้ว

 

               การบูรณะครั้งนี้นอกจากประสบความสำเร็จในการบูรณะรักษาพระมหาเจดีย์แล้ว ยังมีการสำรวจค้นพบพระบรมสารีริกธาตุ พิสูจน์ความเชื่อสู่ความจริง เรื่องที่เล่าขานต่อกันว่าภายในพระเจดีย์มีการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ.2550 โดยคณะสำรวจได้ค้นพบห้องลับหรือกรุบริเวณฐานของระฆัง กว้างประมาณ 1 ฟุตเศษ ยาวประมาณ 2 ฟุต และลึกประมาณ 2 ฟุต มีการก่ออิฐสองชั้นปิดปากห้องลับแล้วฉาบปูนทาสีขาวทับไว้อย่างแนบเนียน  ภายในพบพระพุทธรูป สถูปจำลองรูปทรงเดียวกับพระบรมธาตุมหาเจดีย์บรรจุสิ่งล้ำเป็นพระบรมสารีริกธาตุจำนวน 4 องค์ ทั้งหมดมีสีขาว ขนาดเท่าเมล็ดถั่วและข้าวสารหัก พร้อมกับกระดานชนวนที่จารึกข้อมูลการบรรจุและคำทำนายปีในการค้นพบกรุไว้อย่างแม่นยำว่า

“พระสมุห์ปุ่น ได้จารึกพระธรรมประจุพระเจดีย์ ณ วันศุกร์ ขึ้น 10 ค่ำ เดือน 8 หลัง ปีมะแม 1269

พระพุทธศาสนา 2450 เป็นส่วนอดีต 2549 ส่วนอนาคต ขอให้เป็นปัจจัยแด่ พระวิริยาธิกโพธิญาณ

ในอนาคตกาลเทอญ”

 

 

ภาพที่ 4 พระบรมสารีริกธาตุที่ค้นพบภายในกรุแห่งที่ 1

 

               ถัดมาในวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ.2550  มีการสำรวจพบกรุแห่งที่ 2  ซึ่งเป็นกรุที่มีการบรรจุใหม่ในภายหลัง พบทางด้านทิศตะวันออกของเจดีย์ มีลักษณะเป็นการเจาะช่องในองค์พระเจดีย์เป็นการชั่วคราว มีความกว้างและยาวประมาณ 1 ฟุต ภายในมีบาตรบรรจุพระเครื่องโบราณหลายยุคสมัย และมีแผ่นทอง 3 แผ่นจารึกข้อความเป็นภาษาไทยเป็นข้อความเดียวกันทั้งหมดว่า   “วันพุธที่ 1 มีนาคม 2504 ตรงกับวันมาฆบูชา เพ็ญกลางเดือน 4 ได้ทำการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่พระเจดีย์นี้ พร้อมด้วยพระเครื่อง 25 พุทธศตวรรษและพระเครื่องประเภทต่างๆ” ทำให้ข่าวกรุพระเจดีย์แตกกลางกรุงดังกระฉ่อนไปทั่วจึงมีผู้คนมากมายเดินทางมาที่วัดเพื่อขอเช่าพระเครื่องในกรุ

               ทว่า ท่านเจ้าอาวาส (พระพรหมบัณฑิต) มีวิสัยทัศน์ที่เฉียบคมได้ตัดสินใจบูรณะอาคารด้านหน้าที่เป็นทางเข้าพระเจดีย์ ชื่อว่า “ประยูรภัณฑาคาร” และนำพระเครื่องรวมถึงโบราณวัตถุต่าง ๆ ที่ค้นพบในกรุ ทั้ง 2 แห่งมาจัดแสดงภายในอาคารแห่งนี้เพื่อเป็นสมบัติของชาติให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาต่อไป นอกจากนี้ในวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ.2550 มีการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุขึ้นประดิษฐานในกรุบนองค์พระเจดีย์ตามเดิม โดยมีสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เป็นองค์ประธานในพิธี

                จากที่กล่าวมาข้างต้นจึงเป็นเหตุสมควรที่โครงการบูรณปฏิสังขรณ์พระบรมธาตุมหาเจดีย์ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมอันดับ 1 ด้านการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมจากยูเนสโก (UNESCO) ประจำปี พ.ศ. 2556 ซึ่งมีโครงการเข้าร่วมประกวดมากถึง 47 โครงการจาก 16 ประเทศทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทั้งนี้ การบูรณะพระเจดีย์มิใช่เพียงคงรูปลักษณ์ให้สวยงามคงทนเท่านั้น หากแต่ยังเป็นการรักษาภูมิปัญญาของช่างไทยโบราณให้คงอยู่สืบไป ตลอดจนการส่งทอดวิธีการและความรู้ในการบูรณะโบราณสถานแก่ช่างรุ่นหลังอีกด้วย

               การบูรณะสำเร็จนอกจากทำให้ปูชนียสถานยังคงทำหน้าที่ได้ตามเดิมแล้ว การค้นพบพระบรมสารีริกธาตุภายในองค์พระเจดีย์ยังทำให้ความเชื่อเกี่ยวกับการบูชาพระบรมสารีริกธาตุที่เคยเป็นเพียงบันทึกคำบอกเล่าได้รับพิสูจน์ความจริง ยิ่งช่วยส่งเสริมเรื่องความเชื่อความศรัทธาในพระพุทธศาสนาของชาวพุทธที่มีมาแต่โบราณกาลให้ทรงคุณค่าเพิ่มขึ้นในปัจจุบัน

 

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร .185ปี วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร.พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: โรงพิมฑ์พลัสเพลส, 2556 .

คณะศิษยานุศิษย์เจ้าคุณพระธรรมปหังษนาจารย์. ประวัติย่อวัดประยุรวงศาวาส ธนบุรี, 2498.

รศ.สมศักดิ์ ธรรมเวชวิถี. โครงการออกแบบบูรณปฏิสังขรณ์องค์พระบรมธาตุและเจดีย์และเจดีย์รายล้อมวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร. วารสารวิชาการคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สจล. Arch Journal issue 2014. vol.18.  2557.

วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร. พระบรมธาตุมหาเจดีย์ เข้าถึงเมื่อ 12 พฤษภาคม 2567 เข้าถึงได้จาก https://www.watprayoon.com/main.php?url=about&code=paryoonh

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.ส่วนเทคโนโลยีสารสนเทศ. ข่าวมหาวิทยาลัย. เผยเทคนิคซ่อมแกนกลางเจดีย์วัดประยูร“ยูเนสโก” ชูให้เป็นต้นแบบอนุรักษ์แถบภูมิภาค เข้าถึงเมื่อ 12 พฤษภาคม 2567 เข้าถึงได้จาก https://www.mcu.ac.th/news/detail/10319

นิตยสารอนุรักษ์ ฉบับที่ 6. ผศ. ประเทือง ครองอภิรดี. พระบรมธาตุมหาเจดีย์ ของดีวัดประยุรฯ เข้าถึงเมื่อ 12 พฤษภาคม 2567 เข้าถึงได้จาก https://www.anurakmag.com/featured-posts/01/05/2023/wat-prayurawongsawas-warawihan

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ