Museum Core
แฮมเบิร์กสเต็ก: ยุโรปสู่ญี่ปุ่น อาหารจากความพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2
Museum Core
01 พ.ย. 66 1K

ผู้เขียน : ธนภูมิ ทองรับแก้ว

               ใครที่คุ้นเคยกับกระแสวัฒนธรรมอาหารของญี่ปุ่นมาพอสมควรคงเคยได้ยินว่าอาหารยอดนิยมในประเทศญี่ปุ่น คือ แฮมเบิร์กสเต็ก หรือแฮมบากุ (ハンバーグ) ตามการเรียกของชาวญี่ปุ่น ซึ่งต่างจากไทยที่เรียกชื่อทับศัพท์ภาษาอังกฤษ แล้วทำไมอาหารชนิดนี้ที่ชื่อไม่มีความเป็นญี่ปุ่นเลยสักนิดจึงถูกจดจำในฐานะอาหารจากแดนอาทิตย์อุทัยกัน?

               หากเล่าถึงที่มาของสเต็กเนื้อบดแสนโด่งดังก็จำต้องย้อนอดีตกลับไปยังถิ่นฐานในแถบตะวันตกยุค  ศตวรรษที่ 18 เสียก่อน ณ เมืองนิวยอร์ก สถานที่แห่งการแสวงหาความเจริญและทรัพยากรของชาวยุโรปในทวีปใหม่ มีชาวยุโรปมากมายย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่นี่ รวมถึงชาวเยอรมันจากเมืองแฮมเบิร์ก

               เอกลักษณ์ของคนเมืองแฮมเบิร์กมักนำฟรีคาเดลลา (Frikadelle) หรือเนื้อบดที่ถูกทอดบนกระทะจนแห้งสนิทไว้ใต้ท้องเรือเพื่อเป็นเสบียงระหว่างการล่องเรือฝ่าคลื่นลมในมหาสมุทร เมื่อถึงท่าเรือนิวยอร์กอาหารชนิดนี้ก็เริ่มแพร่หลายในเมืองโดยเฉพาะในหมู่คนเยอรมันด้วยกันเอง จนชาวนิวยอร์กเอาไปทำขาย โดยดัดแปลงจากเนื้อแห้งกร้านสู่การผสมเกล็ดขนมปังและไข่ไก่ลงไป เพิ่มความชุ่มน้ำของเนื้อ จี่บนกระทะด้วยความร้อนระดับพอดีทำให้เนื้อไม่แข็งกระด้างเหมือนเสบียงเรือ ราดซอสเกรวี่เพิ่มรสชาติเข้าลิ้น กลายเป็นอาหารถูกปากและได้รับความนิยมจากชาวเมืองนิวยอร์กกันยกใหญ่

 

 

ภาพที่ 1 ฟรีคาเดลลา (Frikadelle) เสบียงระหว่างล่องเรือของชาวแฮมเบิร์ก
แหล่งที่มาภาพ Jorgensen, K. (2006). Frikadeller. [ออนไลน์]. Wikimedia Commons. เข้าถึงได้จาก: https://commons.wikimedia.org/wiki/User:KennethJorgensen/Gallery#/media/File:Frikadeller.jpg

 

               แรกเริ่มเดิมทีญี่ปุ่นไม่ได้บริโภคเนื้อกันเป็นนิจเฉกเช่นปัจจุบันที่ทั่วทุกมุมเมืองดาษดื่นไปด้วยร้านเนื้อย่างยากินิคุหรือร้านสุกิยากิเนื้อ ด้วยเหตุที่สมัยก่อนชาวญี่ปุ่นนับถือศาสนาพุทธนิกายมหายาน ซึ่งการบริโภคสัตว์ใหญ่เป็นเรื่องต้องห้าม แต่ภายหลังในยุคสมัยเมจิรัฐบาลพยายามปรับตัวให้ประเทศมีความทัดเทียมคนจากอีกซีกโลก จึงเปิดใจรับวัฒนธรรมตะวันตกมากขึ้น แม้ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าชาวอเมริกันหรือชาวเยอรมันเป็นผู้นำแฮมเบิร์ก
สเต็กเข้ามาสู่ญี่ปุ่น แต่ก็สันนิษฐานว่าแฮมเบิร์กเข้ามาสู่ประเทศในยุคนี้

               ทว่า แฮมเบิร์กก็ยังไม่ได้เป็นอาหารที่ชาวญี่ปุ่นให้ความสนใจอยู่ดี เนื่องด้วยในช่วงศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 ประชาชนชาวญี่ปุ่นกำลังฝืดเคืองจากการทุ่มเทกำลังทางเศรษฐกิจเพื่อการทหารของรัฐบาลจักรวรรดินิยมที่ต้องการยึดครองผืนแผ่นดินอื่น จนนำประเทศเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สองในปีค.ศ.1941

               ภายหลังการสู้รบ 4 ปี ความกระหายอำนาจในมหาสมุทรแปซิฟิกของรัฐบาลจักรวรรดินิยมญี่ปุ่นก็จำต้องสิ้นสุดลงเมื่อย่ำรุ่งวันจันทร์ที่ 6 สิงหาคม ค.ศ.1945 เวลาแปดโมงเช้าโดยประมาณ ระเบิดปรมาณูลูกแรกได้ถูกปล่อยลงสู่เมืองฮิโระชิมะจนทั้งเมืองพังทลาย หลังจากนั้น 3 วัน ระเบิดทำลายล้างลูกที่สองก็ถูกทิ้งลง ณ เมือง
นางาซากิ สร้างความเสียหายจนเกินจะรับไหว รัฐบาลญี่ปุ่นจึงได้ยกธงขาวขอยอมแพ้สงครามในที่สุด เมื่อเจรจาตกลงกันสำเร็จ ฝ่ายสัมพันธมิตรในชื่อองค์กร SCAP (Supreme Commander for the Allied Powers) ภายใต้การนำของสหรัฐอเมริกาก็เข้าปกครองญี่ปุ่นและปลดกำลังทางทหารออก เหลือไว้เพียงกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่น

 

ภาพที่ 2 นายพลดักลาส แมกอาเธอร์ผู้นำ SCAP กับจักรพรรดิฮิโรฮิโตะแห่งญี่ปุ่น
แหล่งที่มาภาพ Faillace, G. Emperor Hirohito and General MacArthur. (1945). [ออนไลน์]. Wikipedia. เข้าถึงได้จาก: https://en.wikipedia.org/wiki/File:Macarthur_hirohito.jpg

 

               หลังสงครามจบลง อาหารที่ใช้ประทังชีวิตไปวันๆ ประชาชนต้องรอรับจากภาครัฐ เรียกได้ว่าชีวิตลำบากยิ่งกว่าช่วงสงครามเสียอีก แต่กระนั้นแล้ว SCAP ก็เข้ามาจัดสรรทรัพยากรในประเทศ ทำให้ญี่ปุ่นผ่านช่วงตกต่ำมาได้ในระยะเวลาไม่กี่ปี นอกจากช่วยจัดสรรทรัพยากรแล้ว SCAP ยังเผยแพร่วัฒนธรรมแบบอเมริกันให้กับชาวญี่ปุ่น ทั้งการแต่งตัว การแสดงออกในที่สาธารณะ อาหาร และการบริโภคนิยมขั้นสุด หากแต่จุดเปลี่ยนจากการล้มลุกคลุกคลานของประเทศญี่ปุ่นหลังจบสงครามเกิดขึ้นเมื่อสงครามเกาหลีปะทุขึ้น

               ณ เวลานั้นสงครามเย็นกำลังคุกรุ่น จีนและเกาหลีเหนือกำลังรุกคืบ ประเทศญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรเพียงหนึ่งเดียวในเอเชียที่สหรัฐฯ ไว้ใจได้ ญี่ปุ่นจึงได้รับเงินจำนวนมหาศาลเพื่อผลิตอาวุธ ยุทโธปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในสงคราม นอกจากนี้การสั่งซื้อข้าวของ สารเคมี อาวุธ เสื้อผ้าเพื่อนำไปให้ทหารในสงคราม ทำให้ญี่ปุ่นผลิตสินค้าส่งออกเพิ่มขึ้นถึง 2.7 เท่า จนนำไปสู่การลงทุนขนาดใหญ่เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตอุตสาหกรรมให้เพียงพอกับความต้องการ สุดท้ายบริษัทที่ผลิตอาวุธในช่วงสงครามเกาหลีก็ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนไปผลิตสินค้าอื่นสำหรับใช้ในชีวิตประจำวันแทน เช่น ซูมิโตโม (เจ้าของโตโยต้า) โตชิบา คาวาซากิ เป็นต้น เมื่อการผลิตเพิ่มมากขึ้นอักโข บริษัทก็ต้องการแรงงานมหาศาลเพื่อการผลิตจึงเกิดการจ้างงานมากขึ้น ประชาชนมีรายได้มั่นคงก่อเกิดมนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้ประจำอย่างท่วมท้น จนในที่สุดประเทศญี่ปุ่นก็สามารถปลดแอกจาก SCAP ได้ในวันที่ 7 กันยายน ค.ศ.1951 ภายใต้สนธิสัญญาซานฟรานซิสโก

 

ภาพที่ 3 นายกรัฐมันตรีญี่ปุ่นชิเงรุ โยชิดะลงนามในสนธิสัญญาซานฟรานซิสโก
แหล่งที่มาภาพ Yoshida signs San Francisco Peace Treaty. (1951). [ออนไลน์]. Wikimedia Commons. เข้าถึงได้จาก: https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Yoshida_signs_San_Francisco_Peace_Treaty.jpg

 

               เมื่อเศรษฐกิจรุ่งโรจน์เกินคาดเดา ภาพจำของประเทศญี่ปุ่นช่วงทศวรรษ 1960 จึงเป็นยุคที่การใช้จ่ายฟุ้งเฟ้อสุดขีด มีการดื่มฉลองสังสรรค์ทุกคราหลังเลิกงาน แสงไฟนีออนสาดแสงทั่วโตเกียวในยามอาทิตย์หลับใหล วันหยุดยาวต้องยกขโยงไปเที่ยวฮาวายกันทั้งครอบครัว อาหารที่เคยหรูหราราคาแพงก็สามารถเข้าถึงได้อย่างง่ายดาย หนึ่งในอาหารที่สะท้อนสังคมบริโภคนิยมและวัฒนธรรมอเมริกันของชาวญี่ปุ่นก็คือแฮมเบิร์กสเต็กนั่นเอง

               จากอาหารสุดหรูแบบตะวันตกกลับกลายเป็นเมนูอาหารที่พบได้ในร้านอาหารทั่วไปตามมุมเมือง ที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้นจากเศรษฐกิจที่รุ่งเรืองและการบริโภคอย่างบ้าคลั่งของชาวญี่ปุ่น พอแฮมเบิร์กสเต็กโด่งดังมากขึ้นแม่บ้านชาวญี่ปุ่นก็คิดค้นสูตรโฮมเมดขึ้นมาโดยเพิ่มเนื้อหมูบดเพื่อลดทั้งต้นทุนและเพิ่มความนุ่มจากไขมันหมู อีกทั้งเพิ่มหอมหัวใหญ่เข้าไปเพื่อให้มีรสหวานติดลิ้น

               เมื่อความนิยมของแฮมเบิร์กสเต็กสูงขึ้นก็ไม่พ้นการถูกแปรรูปไปสู่อาหารแช่แข็งและโฆษณาผ่านสื่อกันอย่างแพร่หลาย ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของแฮมเบิร์กสเต็กดูเข้าถึงได้ง่ายขึ้นมากกว่าเดิม รวมถึงตอกย้ำความรุ่งโรจน์ทางเศรษฐกิจและการเป็นสังคมบริโภคนิยมอย่างสุดขีด

 

ภาพที่ 4 แฮมเบิร์กสเต็กในโฆษณาของบริษัท Marushin
แหล่งที่มาภาพ マルシンハンバーグ CM. (2011). [ออนไลน์]. Youtube. เข้าถึงได้จาก: https://www.youtube.com/watch?v=3J2L58wM7d8

 

               วิวัฒนาการของแฮมเบิร์กสเต็กไม่เคยหยุดนิ่ง ในปัจจุบันยังคงมีสูตรใหม่ออกมาเรื่อย ๆ เช่น การพัฒนาซอสที่เปลี่ยนจากเกรวี่เป็นการใช้ซอสมะเขือเทศผสมน้ำมันหอยนางรม หรือการใส่คอลลาเจนลงไปแทนเกล็ดขนมปังเพื่อให้ความชุ่มฉ่ำมากกว่า

               หากมองย้อนกลับไปจะเห็นว่าแท้ที่จริงแล้วแฮมเบิร์กสเต็กมีการเดินทางอันยาวไกลจากยุโรปสู่อเมริกาและจากอเมริกาสู่ญี่ปุ่น กว่าจะกลายเป็นอาหารยอดนิยมในแดนอาทิตย์อุทัย เมื่อถึงยุคโลกาภิวัตน์ ชาวญี่ปุ่นก็ถ่ายทอดอาหารยอดนิยมนี้สู่สายตาชาวโลกจนผู้คนมากมายติดภาพจำไปว่าแฮมเบิร์กสเต็กนั้นเป็นอาหารสัญชาติญี่ปุ่นโดยแท้

 

ภาพที่ 5 แฮมเบิร์กสเต็กในปัจจุบัน
แหล่งที่มาภาพ Akihiko, M. Hamburg Steak. (2021). [ออนไลน์]. Wikimedia Commons. เข้าถึงได้จาก: https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Hamburg-Steak.jpg

 

แหล่งค้นคว้าอ้างอิง:

GURUNAVI. (17 April 2017). Japanese Hamburger Steaks: Hambagu Vs. Hambaga. เข้าถึงได้จาก GURUNAVI: https://gurunavi.com/en/japanfoodie/2017/04/japanese-hamburger-steaks.html?__ngt__=TT13651c3db003ac1e4ae0e09proOKTDrJ8788gchhhlR4

japanesewiki. (ม.ป.ป.). Hanbagu (Hamburger) (ハンバーグ). เข้าถึงได้จาก japanesewiki: https://www.japanesewiki.com/culture/Hanbagu%20(Hamburger).html

Marc Matsumoto. (1 July 2023). HAMBURG STEAK (HAMBĀGU). เข้าถึงได้จาก No Recipes: https://norecipes.com/hamburg-steak-hambagu/

นรีนุช ดำรงชัย. (2562). ญี่ปุ่นยุคร่วมสมัย : สังคม การเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม. (น.114-116).กรุงเทพ: สถาบัน บัญฑิตพัฒนบริหารศาสตร์.

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ