Museum Core
พิพิธภัณฑ์รถไฟเกียวโต: สถานีปลายทางของคนรักรถไฟ
Museum Core
23 พ.ค. 65 429
ประเทศญี่ปุ่น

ผู้เขียน : สุวดี นาสวัสดิ์

          จุดหมายปลายทางอาจเป็นสิ่งสำคัญที่เรามุ่งมั่นจดจ่อเมื่อยามไปไหนมาไหน จนบางครั้งไม่ได้สังเกตสิ่งแวดล้อมรอบข้างและผู้คนรอบกาย พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะพาเรากลับไปละเลียดภาพบรรยากาศ "ระหว่างทาง" อีกครั้ง ด้วยเรื่องราวระหว่างรางรถไฟตั้งแต่สมัยรถจักรไอน้ำจนถึงรถไฟความเร็วสูงอย่างละเอียด ถึงขนาดยกตู้โดยสารรถไฟขึ้นทั้งตู้ให้เราเดินลอดกันเลยทีเดียว

 

          ในบรรดาพิพิธภัณฑ์รถไฟนับสิบแห่งทั่วประเทศญี่ปุ่น พิพิธภัณฑ์รถไฟเกียวโต (Kyoto Railway Museum) ที่เมืองเกียวโต นับว่ามีขนาดใหญ่ที่สุด และเป็นจุดนัดพบของคนรักรถไฟที่จะได้ตื่นตาตื่นใจกับรถไฟถึง 53 คันอย่างใกล้ชิดในพื้นที่กว่า 30,000 ตารางเมตร เรียกว่าครบเครื่องเรื่องรถไฟจนใช้เวลาอยู่ที่นี่ได้เป็นวัน สวรรค์ของคนรักรถไฟแห่งนี้ตั้งอยู่ในสวนสาธารณะอุเมะโคจิ ห่างจากสถานีรถไฟเกียวโตไม่มากนัก มีพื้นที่จัดแสดงทั้งภายในอาคาร 3 ชั้น และโรงจอดรถไฟซึ่งอยู่ภายนอกอาคาร จุดเด่นของที่นี่คือโรงจอดรถไฟรูปพัดที่เก็บรถจักรไอน้ำสุดคลาสสิกถึง 20 คัน เดิมพื้นที่บริเวณนี้เป็นพิพิธภัณฑ์รถจักรไอน้ำอุเมะโคจิที่สร้างขึ้นเมื่อร้อยกว่าปีมาแล้ว และพิพิธภัณฑ์การขนส่งสมัยใหม่ (Modern Transportation Museum) ที่ปิดตัวลงไปเมื่อ ค.ศ. 2014 ต่อมา JR West (West Japan Railway) ได้พัฒนาเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ผนวกการจัดแสดงรถจักรไอน้ำและการขนส่งสมัยใหม่ไว้ในที่เดียวกัน และเปิดให้เข้าชมเมื่อ ค.ศ. 2016 โดยมีแนวคิดที่จะเป็นศูนย์กลางจัดแสดงวัฒนธรรมรถไฟที่เติบโตไปพร้อมกับชุมชน ดังนั้นผู้เข้าชมจะไม่เพียงได้เห็นวัตถุจัดแสดงเท่านั้น แต่จะได้สัมผัส และมีประสบการณ์ร่วมไปกับประวัติศาสตร์รถไฟญี่ปุ่นที่น่าประทับใจด้วย

 

ภาพที่ 1 รถไฟความเร็วสูง (Shinkanzen) 0 Series สร้างเมื่อ ค.ศ. 1964

 

          ที่นี่ต้อนรับผู้มาเยือนด้วยชานชาลาที่มีรถไฟจอดเรียงราย ตั้งแต่รถจักรไอน้ำ รุ่น C62 สำหรับโดยสารที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น รถไฟรุ่นก่อนและหลังสงครามโลก รถไฟความเร็วสูง (ชินกันเซ็น) 0 Series ที่ทำความเร็วได้มากกว่า 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทุกคันผ่านการขัดสีฉวีวรรณใหม่เอี่ยม ถ้าไม่บอกก็ไม่รู้ว่าชินกันเซ็นคันนี้ผ่านแดด-ลม-ฝน-และหิมะมาเป็นระยะทาง 6 ล้านกิโลเมตรแล้วก่อนปลดประจำการ ชวนให้คิดถึงช่วงเวลาที่รถไฟเหล่านี้เคยโลดแล่นผ่านกาลเวลาอยู่บนรางเหล็ก และนำพาผู้โดยสารนับแสนนับล้านคนไปสู่จุดหมายปลายทาง

 

 

 

ภาพที่ 2 ภายในอาคารจัดแสดงชั้น 1

 

          เมื่อเดินเข้ามาในโถงอาคาร เราได้ประจันหน้ากับขบวนรถไฟ 3 รุ่น ที่คล้ายกับกำลังพุ่งเข้ามาหา หนึ่งในนั้นทางซ้ายมือคือรถไฟความเร็วสูง 500 Series สร้างเมื่อ ค.ศ. 1996 และได้รับการบันทึกจากกินเนสส์บุ๊กว่าเป็นรถไฟโดยสารรุ่นแรกที่ทำความเร็วได้ถึง 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง บริเวณชั้น 1 มีรถไฟให้เราเดินชมถึง 12 คัน และเนื่องจากพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ต้องการให้ผู้เข้าชมมีประสบการณ์ร่วม จึงออกแบบพื้นที่ให้เราสามารถเข้าไปชมวัตถุจัดแสดงได้ใกล้ ๆ หรือถึงขั้นสัมผัสและทดลองใช้งานได้ เรียกว่า ดูให้เต็มตา แถมยังเอามือมาจับต้องได้ด้วย จึงเป็นที่ตื่นตาตื่นใจของเด็ก ๆ หรือแม้กระทั่งผู้ใหญ่ที่จะได้ทำความรู้จักรถไฟในทุกแง่มุม ตั้งแต่ส่วนประกอบของรถไฟ ระบบเครื่องยนต์กลไก ถ้าหากเคยสงสัยว่าใต้ท้องรถไฟเป็นอย่างไรก็ไม่ต้องก้มดูให้เมื่อย เพราะที่นี่ยกรถไฟขึ้นทั้งคันแล้วทำทางเดินลอดให้เงยหน้าดูได้แบบสบาย ๆ ใกล้กันนั้นมีรางรถไฟจำลองที่มีเครื่องกั้นทางรถไฟและเสียงเตือนเสมือนจริง และยังเปิดโอกาสให้เรียนรู้การทำงานของเจ้าหน้าที่โดยปั่นจักรยานรางสำรวจรางรถไฟได้ด้วย ในวันหยุดจะมีพนักงานรถไฟมาให้ความรู้กับผู้เข้าชม นอกจากเป็นวิธีที่ทำให้คนรู้เรื่องรถไฟมากขึ้นแล้ว ยังเป็นการประชาสัมพันธ์ให้คนรู้จักงานที่เกี่ยวข้องกับรถไฟมากขึ้นด้วย

 

ภาพที่ 3 โบกี้ (bogie) คือแคร่ล้อทำหน้าที่รับน้ำหนักรถไฟ และรับแรงกระแทกจากราง ช่วยป้องกันการสั่นสะเทือน

ทำให้นั่งสบาย ในภาพคือโบกี้ของรถไฟความเร็วสูง 0 Series

 

          มีความสนุกเพลิดเพลินอีกหลายรูปแบบรอเราอยู่ที่ชั้น 2 หลายคนอาจจะเคยดูรถไฟจำลองเล็ก ๆ วิ่งไปตามรางแล้วจินตนาการถึงสถานที่ซึ่งรถไฟวิ่งผ่าน ที่นี่ขยายมโนภาพของเราให้แจ่มชัดยิ่งขึ้นและสนุกขึ้นด้วยห้องจัดแสดงโมเดลจำลองในอัตราส่วน 1 : 80 มีพื้นที่กว้าง 30 เมตร ยาว 10 เมตร แสดงพื้นที่ใกล้เคียงพิพิธภัณฑ์ ถนนหนทาง และตึกรามบ้านช่องโดยรอบ โดยมีพระเอกคือขบวนรถไฟหลายขบวนหลายรุ่นซึ่งแล่นฉิวไปตามราง ผ่านวิวทิวทัศน์และแสงสีที่เปลี่ยนไปตามเวลา ทั้งยามกลางวันที่มีแสงแดดเจิดจ้า และยามกลางคืนที่มีแสงไฟแพรวพราว แน่นอนว่าไม่ใช่เพียงความสนุกเพลิดเพลินจากการดูโมเดลเล็ก ๆ เหล่านี้เท่านั้น แต่เราจะได้เห็นภาพใหญ่ของการเดินทางโดยรถไฟที่ใกล้เคียงของจริงมากที่สุดแบบที่ไม่ต้องนึกฝันเองอีกต่อไป

 

 

ภาพที่ 4 แบบจำลองสามมิติของเส้นทางรถไฟรอบพิพิธภัณฑ์เกียวโต

 

          ความสนุกยังไม่หมดเพียงเท่านี้ หากดูรถไฟจำลองแล้วอยากขับรถไฟขึ้นมาบ้าง เราก็สามารถทดลองขับรถไฟที่เครื่องจำลองได้ แล้วยังเลือกได้ว่าจะขับรถไฟธรรมดาหรือรถไฟความเร็วสูง โดยมีเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานจริงเป็นพี่เลี้ยงคอยแนะนำอยู่ข้าง ๆ หรือหากอยากรับบทผู้โดยสารก็มีสถานีรถไฟจำลองซึ่งมีตู้จำหน่ายตั๋วรถไฟที่ใช้ทดลองเข้าสถานีได้จริง ปกติตั๋วรถไฟญี่ปุ่นจะสอดเข้าไปโดยใช้ทางใดก็ได้ ความพิเศษของที่นี่คือเราจะเห็นกลไกภายในประตูอัตโนมัติด้วย คือได้เห็นว่าตั๋วรถไฟญี่ปุ่นถูกกลับด้านอย่างไรเมื่อสอดผ่านประตูอัตโนมัติเข้าไปแล้ว นอกจากนี้พื้นที่ชั้น 2 ยังมีนิทรรศการแสดงวัตถุและวิถีชีวิตในยามโดยสารรถไฟ เช่น ตั๋วรถไฟแบบต่าง ๆ ตราประทับที่สถานีรถไฟ (Eki stamp) ข้าวกล่องรถไฟ (Ekiben) ซึ่งมักเป็นอาหารขึ้นชื่อของท้องถิ่น รวมถึงหนังสือและภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับรถไฟ ถ้าหิวก็เดินเลี้ยวเข้าศูนย์อาหารที่แน่นอนว่าจำหน่ายอาหารที่ตกแต่งหน้าตาเป็นรูปรถไฟ พร้อมกับชมวิวภายนอกอาคารไปด้วยได้

 

ภาพที่ 5 ตั๋วรถไฟ

 

 

ภาพที่ 6 ห่วงราวจับรถไฟ

 

 

ภาพที่ 7 ถ้วยชาที่ใช้ในรถไฟ

 

          ภาพขบวนรถไฟขณะใช้งานจริงปรากฏให้เราเห็นเต็มตาที่ระเบียงชั้น 3 ที่ซึ่งสามารถยืนสูดอากาศบริสุทธิ์ชื่นชมทัศนียภาพโดยรอบ คลอเคล้าด้วยเสียงฉึกฉักกึงกังของรถไฟที่เคลื่อนไปตามรางเหล็กมุ่งเข้าสู่สถานีเกียวโต ใครอยากรู้ว่ารถไฟแต่ละขบวนมุ่งหน้าไปไหนก็ดูจอภาพแสดงข้อมูลของรถไฟที่แล่นผ่านไปมาได้ ที่นี่เราจะมองเห็นเกียวโตทาวเวอร์ และวัดโทจิ ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของเกียวโต โดยมีฉากหลังเป็นแนวเขาเขียวขจีของภูเขาฮิกาชิยามะ ส่วนด้านล่างเป็นโรงจอดรถไฟรูปวงกลม (roundhouse) มีรถจักรไอน้ำสีดำทะมึนจอดเรียงรายล่อตาล่อใจให้เราเดินลงไปชม

 

 

ภาพที่ 8 โรงจอดรถไฟรูปพัดอายุกว่าร้อยปี

 

          Roundhouse (โรงจอดรถไฟรูปพัด หรือวงเวียนรถไฟ) คือโรงจอดรถไฟที่มีลักษณะเป็นวงกลม ตรงกลางด้านหน้าโรงจอดมีรางที่หมุนได้เพื่อใช้กลับรถ โรงจอดรถไฟที่นี่เป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่สำคัญของญี่ปุ่น เดิมคือพิพิธภัณฑ์อุเมะโคจิที่สร้างขึ้นตั้งแต่ ค.ศ. 1914 เป็นที่เก็บรถจักรไอน้ำต่างรุ่นจำนวน 20 คัน ซึ่งใช้จัดแสดง 12 คัน และใช้งาน 8 คัน รุ่นหนึ่งที่จอดอยู่คือ C56 ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกับที่ถูกส่งมาใช้ในทางรถไฟสายมรณะสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ใครที่ดูรถไฟอย่างเดียวยังไม่อิ่มใจ จะสัมผัสประสบการณ์ย้อนอดีตให้ใกล้ชิดขึ้นอีกก็ได้ ด้วยการนั่งรถไฟนำเที่ยวระยะสั้น ๆ ลากจูงโดยหัวรถจักรไอน้ำซึ่งเปิดหวูดเสียงดังลั่น ปล่อยควันพวยพุ่ง ให้เรารับสายลมแสงแดด ชมวิวสวนสาธารณะและรางรถไฟที่ก่อนหน้านี้มองเห็นได้จากอาคารจัดแสดง

 

          ที่พิพิธภัณฑ์รถไฟเกียวโต รางรถไฟแห่งอดีตได้เชื่อมโยงเรามาสู่ภาพปัจจุบันอย่างชัดเจน จากวันที่ล้อเหล็กโลดแล่นอยู่บนรางด้วยแรงดันไอน้ำ ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า และในอนาคตอันใกล้ รถไฟทั้งขบวนจะเคลื่อนที่ลอยอยู่เหนือรางรถไฟด้วยพลังงานแม่เหล็ก ร่องรอยระหว่างรางรถไฟมีสิ่งของ เรื่องราว และผู้คนมากมายที่เกี่ยวข้อง พิพิธภัณฑ์รถไฟเกียวโตจึงเป็นสถานที่บันทึกวิถีชีวิตและเทคโนโลยี "ระหว่างทาง" ของมนุษยชาติที่น่ามาเยือนสักครั้งหนึ่ง

 

สุวดี นาสวัสดิ์

 

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ