Museum Core
คลองห้วยกรด : ลำน้ำเก่าที่ยังมีลมหายใจ
Museum Core
20 พ.ค. 65 786

ผู้เขียน : ชดามน เจริญจิตต์

          แม่น้ำเจ้าพระยา คือ หัวใจสำคัญที่ทำให้กรุงศรีอยุธยากลายเป็นศูนย์กลางการค้านานาชาติ ด้วยการเป็นเส้นทางสัญจรหลักที่นำพาเรือสินค้าจากดินแดนทั้งใกล้และไกลเข้ามาค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้ากันยังในพระนคร ลำน้ำสายเล็ก ๆ แห่งทุ่งบางปะอินนาม คลองห้วยกรด ก็เป็นดังหนึ่งฟันเฟืองที่ช่วยสร้างเสริมความมั่งคั่งให้กับราชอาณาจักรแห่งนี้ด้วยเช่นกัน หลายร้อยปีที่ทำหน้าที่ในฐานะด่านขนอนน้ำด้านทิศใต้ของพระนครอันมีผลต่อสภาพการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของอาณาจักรอยุธยา กาลเวลาที่ยาวนานได้สร้างสมคุณค่าให้กับลำน้ำสายนี้มากมายเกินกว่าปล่อยผ่านไปโดยมิได้ตระหนักรู้

 

          ลำคลองหลายสายที่เชื่อมโยงกันไปทั่ว นอกจากเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการน้ำของคนในอดีตแล้ว ยังใช้เป็นเส้นทางสัญจรและชักน้ำเข้ามาใช้อุปโภค-บริโภคอีกด้วย ที่มาของ เวนิสตะวันออก นั้นอาจมิได้จำกัดแค่เพียงลำคลองภายในกำแพงพระนครเสียแล้วก็ได้ เมื่อพบว่าชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามายังกรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช อย่างบาทหลวงฟร็องซัว-ตีมอเลอง เดอ ชัวซี ก็ได้บรรยายถึงสภาพลำคลองและบรรยากาศภายนอกกำแพงขนาดมหึมานี้ได้อย่างจับใจจนเห็นภาพชัดเจนว่า

            “...ทางน้ำทั้งหลายซึ่งใช้เป็นที่สัญจรเหมือนกับถนน มีน้ำใสสะอาด ไหลออกไปไกลจนสุดลูกหูลูกตา

จนลับหายไปใต้ต้นไม้ใหญ่ ๆ หรือท่ามกลางหมู่บ้านชานเมืองอันหนาแน่น ไม่ไกลจากหมู่บ้านเหล่านี้ เป็น

ทุ่งนา เรือสามารถพายลัดเข้าไปได้มองไปรอบ ๆ จนสุดขอบฟ้าจะเห็นแต่รูปสะท้อนของยอดปรางค์ ปราสาท

และเจดีย์ที่ปิดทองระยิบระยับ ทุกสิ่งทุกอย่างยกเว้นเจดีย์ ล้วนแต่เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติที่เรียบง่ายที่สุด...

 

          ล่วงเข้าสู่ยุคสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ภาพลำคลองและท้องทุ่งของกรุงเก่ายังคงฉายชัดอย่างมีชีวิตชีวาผ่านบทประพันธ์ของสุนทรภู่

 

                                  “จนเดือนเด่นเห็นกอกระจับจอก            ระดะดอกบัวเผื่อนเมื่อเดือนหงาย

                                    เห็นร่องน้ำลำคลองทั้งสองฝ่าย           ข้างหน้าท้ายถ่อมาในสาคร”

 

          บางช่วงบางตอนของนิราศภูเขาทองที่หยิบยกขึ้นมานี้ พอจะยืนยันได้ว่าแต่ละท้องทุ่งของอยุธยาเต็มไปด้วยสายน้ำลำคลองที่ไหลล้อมอยู่รอบทุ่งและเชื่อมต่อถึงกันนับร้อยสาย หนึ่งในนั้นคือทุ่งบางปะอินฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีลำคลองประวัติศาสตร์สายหนึ่งได้แก่ คลองห้วยกรด หรือคลองบ้านกรด วางตัวในแนวเหนือ-ใต้เกือบจะขนานกับแม่น้ำเจ้าพระยา โดยด้านทิศเหนือสบกับคลองสวนพลูแล้วไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาตรงปากน้ำแม่เบี้ย ส่วนด้านทิศใต้ไหลลงไปสบกับคลองโพธิ์บริเวณหน้าวัดขนอนเหนือและวัดขนอนใต้ ซึ่งอดีตเมื่อครั้งอยุธยาเป็นราชธานีบริเวณดังกล่าวนี้เคยเป็นสถานที่ตั้งด่านขนอนน้ำ คอยเก็บภาษีอากร หรือจังกอบ และเป็นด่านตรวจคนและสินค้าเข้า-ออกเมืองจากเรือขนาดเล็กที่ล่องเข้ามาทางปากคลองโพธิ์ มีชื่อว่า “ด่านขนอนคลองห้วยกรด”

 

         ภาพที่ 1 : "คลองห้วยกรด" บริเวณหน้าวัดสุทธิรุจิราราม หรือ "วัดใหม่สุทธิฯ"
ก่อนไหลขึ้นไปทางเหนือสบกับ "คลองสวนพลู"

 

 

          สถานที่เก็บจังกอบ คือ ขนอน ดังนั้นจะพบว่าขนอนกับด่านบางแห่งอยู่ห่างไกลกันไม่เกี่ยวข้อง แต่บางแห่งอยู่ใกล้กัน ได้แก่ ขนอนสี่ทิศรอบกรุง เรียกว่า ขนอนหลวง รวมถึงด่านขนอนคลองห้วยกรดนี้ด้วย ที่นอกจากจะเก็บจังกอบแล้ว ยังเป็นด่านทำหน้าที่คอยตรวจตราสิ่งของต้องห้ามและผู้คนแปลกปลอมที่อาจเป็นข้าศึกศัตรูลอบเข้ามาหรือออกไปจากพระนคร โดยด่านขนอนแต่ละที่จะมีม้าใช้ เรือเร็วไว้สำหรับคอยบอกเหตุการณ์แจ้งเข้ามาในกรุง ฉะนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า ด่านขนอน คือหนึ่งกลไกสำคัญที่นำพารายได้เข้าสู่ท้องพระคลังหลวง สร้างความมั่งคั่งในระบบเศรษฐกิจและสร้างความมั่นคงให้กับอาณาจักรอยุธยามาเป็นเวลาช้านาน นอกจากนี้ชุมชนที่ตั้งอยู่รายรอบด่านขนอนยังกลายเป็นจุดแวะพักของบรรดาพ่อค้าแม่ค้าและนักเดินทางจากดินแดนใกล้ไกล เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ถ่ายทอดภาษาวัฒนธรรมซึ่งกันและกัน สิ่งเหล่านี้ได้ช่วยสร้างให้สังคมอยุธยามีความหลากหลายมากที่สุดสมัยหนึ่ง

 

ภาพที่ 2 : "คลองห้วยกรด" ทางด้านใต้ไหลผ่านตาบลบ้านกรดแล้วไปสบกับ "คลองโพธิ์"
บริเวณหน้าวัดขนอนเหนือ-ขนอนใต้ ที่ตั้ง "ด่านขนอน" สมัยอยุธยา

 

           ชุมชนริมคลองห้วยกรดและโดยรอบด่านขนอนแห่งนี้ได้เริ่มก่อร่างสร้างตัวขึ้นตั้งแต่เมื่อใดนั้นไม่อาจทราบได้อย่างแน่ชัด แต่เท่าที่ปรากฏหลักฐานตำนานการสร้างวัดขนอนเหนือระบุว่า บริเวณหน้าวัดขนอนเหนือในปัจจุบันเป็นสถานที่ที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชพระราชทานแก่นายประทุม ชาวมอญ ซึ่งเป็นพระสหายที่ติดตามพระองค์มาจากพม่าและร่วมในการกอบกู้อิสรภาพเมื่อปี พ.ศ. 2127 โดยพระราชทานบรรดาศักดิ์นายประทุมเป็นพระยาสีหราชเดโช ตั้งเป็นนายด่านใหญ่ ในเวลาต่อมาพระยาสีหราชเดโชได้สร้างวัดขึ้น ณ ที่แห่งนี้ชื่อว่า วัดประทุมสิงขร ภายหลังเสียกรุงครั้งที่ 2 ได้มีการสร้างวัดขนอนใต้ขึ้นทางด้านใต้จึงได้เพิ่มชื่อวัดประทุมสิงขรเป็น วัดประทุมสิงขรขนอนเหนือ

 

ภาพที่ 3 : เส้นทางร่วมของลาน้าที่มุ่งหน้าสู่กรุงศรีอยุธยา ทาให้บริเวณหน้าวัดขนอนเหนือ-ขนอนใต้
อันเป็นจุดประสบกันของคลองโพธิ์และคลองห้วยกรดเหมาะที่จะเป็นที่ตั้งด่านขนอนน้า
แหล่งที่มาภาพ : https://lek-prapai.org/home/view.php?id=100

 

           เมื่อกรุงศรีอยุธยาล่มสลาย วัดประทุมสิงขรทรุดโทรมอย่างมากเนื่องจากประชาชนหนีภัยสงคราม แต่เมื่อพระภิกษุชื่อ คง ได้ทำการบูรณะซ่อมแซมวัด สร้างกุฏิ เสนาสนะ ทำให้วัดประทุมสิงขรขนอนเหนือ หรือวัดขนอนเหนือกลับมาเป็นศูนย์กลางความศรัทธาและที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชุมชนอีกครั้ง ทั้งยังได้ส่งต่อคุณค่าแห่งอดีตผ่านงานจิตรกรรมฝาผนังอุโบสถที่คาดว่าเขียนขึ้นราวรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยจิตรกรได้สอดแทรกเรื่องราวและบุคคลร่วมสมัยซึ่งสันนิษฐานว่าคือ หมอบรัดเลย์และ แหม่มแอนนา เลียวโนเวนส์ สองชาวตะวันตกที่มีบทบาทสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ไทย

 

ภาพที่ 4 : จิตรกรรมฝาผนังอุโบสถวัดขนอนเหนือ ปรากฎภาพบุรุษต่างชาติสวมหมวกทรงสูง สันนิษฐานว่า คือ "หมดบรัดเลย์" และสตรีต่างชาติในชุดกระโปรง สันนิษฐานว่า คือ "แหม่มแอนนา เลียวโนเวนส์"
แหล่งที่มาภาพ : https://www.facebook.com/pariwat8899/posts/5429466233791591

 

 

            หากประวัติศาสตร์ คือ การเปลี่ยนแปลงลำน้ำสายเก่าอย่างคลองห้วยกรดก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยไปได้เมื่ออยุธยาได้พลิกโฉมกลายเป็นเมืองอุตสาหกรรมลำดับต้น ๆ ของประเทศ ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 7 ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้อยุธยาต้องเผชิญกับผลกระทบหลายด้านหนึ่งในนั้นคือ สิ่งแวดล้อมที่ค่อย ๆ เสื่อมโทรมลงเพราะชุมชนเมืองขยายใหญ่ขึ้น หนาแน่นไปด้วยประชากรต่างถิ่นที่เคลื่อนย้ายเข้ามาขายแรงงานในภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตอำเภอบางปะอินที่เต็มไปด้วยสวนอุตสาหกรรม ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ หมู่บ้านจัดสรร และถนนหนทางที่กำลังโอบล้อมรุกล้ำลำน้ำสายเล็กสายน้อยจนคับแคบ ตื้นเขิน หรือไม่ก็ถูกถมทับหายไป นำมาซึ่งปัญหาขยะมูลฝอย น้ำเน่าเสีย และปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก ซึ่งคลองห้วยกรดเองก็ได้รับผลกระทบเหล่านั้นด้วย ทว่ายังคงมีความพยายามของคนในชุมชนที่ต้องการรักษาลมหายใจแห่งอดีตสายนี้ให้มีชีวิตชีวาต่อไป โดยมีวัดคอยเชื่อมโยงผู้คนทั้งจากภายในและภายนอกชุมชนผ่านกิจกรรมอันมีลำน้ำสายนี้เข้าไปเกี่ยวข้อง เช่น การแข่งเรือในวันออกพรรษาบริเวณหน้าวัดขนอนเหนือ-วัดขนอนใต้เมื่อสิบกว่าปีก่อน ประเพณีลอยกระทงบริเวณคลองห้วยกรดช่วงหน้าวัดสุทธิรุจิรารามที่จัดขึ้นทุกปี

 

            แม้ว่าคลองห้วยกรดจะถูกลดบทบาทลงไปตามกาลเวลา แต่จิตสำนึกในการหวงแหนรักษาของคนรุ่นหลังจะทำให้คุณค่าของลำน้ำเก่าสายนี้คงอยู่ มิใช่เป็นเพียงเรื่องเล่าที่เล่ากันปากต่อปากหรือเรื่องราวที่โลดแล่นบนแผ่นกระดาษ หากแต่เป็นประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต คือ ลมหายใจจากอดีตถึงปัจจุบันและส่งต่อไปยังอนาคต

 

แหล่งอ้างอิง

 

ประภัสสร  บุญประเสริฐ. (2548).  ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย (พิมพ์ครั้งที่4).  กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์

             มหาวิทยาลัยรามคำแหง.

 

วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (พิมพ์ครั้งที่1).

              (2544).  กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.

 

ภาณุพงษ์  ไชยคง. (2552).  ทัศนศึกษาจร “ลำน้ำเก่าและท้องทุ่งแห่งเมืองอโยธยา”. สืบค้น 15 มกราคม

              2565,  จาก https://lek-prapai.org/home/view.php?id=100

 

ชดามน เจริญจิตต์  

 

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ