Museum Core
Baramee of Art หอศิลป์ที่บรรจบศิลปะ ธรรมะ และธรรมชาติ
Museum Core
22 ก.พ. 65 728
ประเทศไทย

ผู้เขียน : ทัศนีย์ ยาวะประภาษ

          เพียงเดินทางออกจากความวุ่นวายในกรุงเทพมหานครเพียงหนึ่งชั่วโมงนิด ๆ ตามเส้นทางมุ่งสู่จังหวัดฉะเชิงเทรา ใกล้กับวัดผาณิตาราม ตำบลบางกรูด อำเภอบ้านโพธิ์ เหมือนได้หลุดมาอยู่ในโลกอีกใบซึ่งตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง โลกใบนี้เต็มไปด้วยความสงบร่มรื่นของ “หอธรรมพระบารมี” ที่เราสามารถรู้สึกและเต็มตื้นตั้งแต่เห็นตัวอาคารสีขาวสะอาดสะอ้านในโอบล้อมของแมกไม้เขียวชอุ่ม

 

           “หอธรรมพระบารมี” เป็นส่วนหนึ่งของศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติ วัดผาณิตาราม ดำเนินงานด้านการเจริญสติตามหลักสติปัฏฐานสี่ของมูลนิธิหอธรรมพระบารมี ในนามศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติ วัดผาณิตารามนั้นเริ่มมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2527 หากการดำเนินงานด้านศิลปะเริ่มต้นปลายปีพ.ศ. 2559 และเริ่มจัดนิทรรศการหมุนเวียน เปิดพื้นที่ให้ศิลปินแสดงงานในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าชมอย่างเป็นสาธารณะตั้งแต่ปีพ.ศ. 2561 เป็นต้นมา

 

 

ภาพที่ 1 : ด้านหน้าทางเข้าอาคารหลักหอพระธรรมบารมี

 

          ด้วยความที่หอพระธรรมบารมีเป็นศูนย์การเจริญสติ หอศิลป์ร่วมสมัยมาตรฐานสากลแห่งนี้จึงให้บรรยากาศร่มรื่นสงบเย็นในธรรมชาติบนพื้นที่ 15 ไร่ ความรู้สึกปลอดโปร่ง ผ่อนคลาย สบายใจ เริ่มขึ้นตั้งแต่ก้าวเดินเข้าสู่ตัวอาคารที่ผสมผสานแนวคิดพิพิธภัณฑ์ศิลปะ แกลเลอรี่ร่วมสมัย และสวนเล็ก ๆ รายรอบ ด้วยมุมมองที่ว่า “ธรรมะและศิลปะ” อยู่ร่วมกันได้

 

           ด้านในแต่ละอาคารจัดแสดงชิ้นงานศิลปะทั้งถาวรและหมุนเวียน พบงานศิลปะจากศิลปินแห่งชาติ และศิลปินไทยที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ ทั้งผลงานจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์แกะไม้ และภาพพิมพ์จากแม่พิมพ์โลหะ ส่วนนิทรรศการจัดแสดงถาวร และนิทรรศการหมุนเวียน ทุก 3 เดือน ทั้งหมดมีเป้าประสงค์เพื่อพัฒนาความเข้าใจด้านศิลปะ รวมถึงเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการเรียนรู้กายใจของผู้เข้าชมทั้งงานศิลปะและธรรมะไปพร้อม ๆ กัน

 

           สิ่งที่ทำให้เราใช้เวลาอยู่ที่นี่นานจนลืมเวลา นอกจากพืชพันธ์ไม้ เช่น เฟิร์น ปาล์ม ไม้ยืนต้นและไม้พุ่มนานาชนิด ก็คือการได้สัมผัสกลิ่นอายแห่งการเจริญสติผ่านงานศิลปะในทุกพื้นที่ รวมถึงกิจกรรมเพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เช่น การกำหนดลมหายใจเข้า-ออก การใช้ชีวิตอย่างเนิบช้า ปล่อยตัวเบาสบายในความนิ่ง เงียบ มองทุกก้าวเดินของตัวเองด้วยหัวใจเย็นชื่นกว่าเคย เป็นต้น

 

ภาพที่ 2 : ทางเดินแห่งการเจริญสติ

 

          การเดินชมหอพระธรรมบารมีด้วยเท้าเปล่า จะเริ่มจากอาคารหลังคาจั่วตามหุ่นจำลองในส่วนแรก ผ่านส่วนต้อนรับเข้ามาภายในจะพบห้องโถงกว้างที่สามารถมองออกไปด้านนอกแล้วเห็นสีเขียวรื่นรมย์ของสวนแบบเซนของญี่ปุ่น จากห้องนี้ขึ้นบันไดไปเป็นที่สำหรับกราบสักการะพระบรมสารีริกธาตุ ส่วนนี้ออกแบบช่องแสงธรรมชาติเป็นวงกลม มองลงมาเห็นโถงบริเวณชั้นหนึ่งอย่างชัดเจน

 

ภาพที่ 3 : ห้องโถงกว้างภายในอาคารหลังคาจั่ว

 

          อาคารแสดงนิทรรศการชั้นสองนี้สามารถปรับเปลี่ยนเป็นที่พักรองรับผู้ปฏิบัติธรรม และกิจกรรมอื่น ๆ ตามสมควร จากนั้นเราเดินต่อไปยังอาคารชั้นเดียวสีขาวเพดานสูงที่เน้นแสงสว่างธรรมชาติและช่องระบายลม ส่วนว่างภายนอกระหว่างอาคารตกแต่งด้วยไม้กระถาง ไม้แขวน สวนหย่อมและงานประติมากรรมที่ปลุกจินตนาการด้านศิลปะให้โลดแล่น  ได้พักสายตาตรงนี้สักครู่ช่วยเพิ่มความแจ่มใสจากความอ่อนล้าในการจ้องมองหน้าจอสารพัดได้มากมาย

          สิ่งที่ชื่นชมและปลื้มเป็นพิเศษ คือ การวางแปลนห้องน้ำขนาดใหญ่ที่อยู่ส่วนกลางเชื่อมต่อห้อง ล้วนตกแต่งด้วยผลงานศิลปะทั้งประติมากรรมและจิตรกรรม อาคารแห่งนี้จึงสว่าง สดใส มองไปทางไหนก็ชื่นตาด้วยสีขาวที่สงบ ผ่องใส

 

          คราวที่ผู้เขียนมาเยือนหอธรรมพระบารมีในช่วงต้นเดือนธันวาคม 2564 ที่นี่กำลังจัดแสดงนิทรรศการ “คิดถึงเหลือเกิน” นิทรรศการผลงานศิลปะมากกว่า 200 ชิ้นงานจาก 160 ศิลปินแห่งชาติ ศิลปินร่วมสมัย และศิลปินรุ่นใหม่หลากหลายสาขา จากทั่วทุกภูมิภาค ในทุกเทคนิค ทุกแนวความคิด ล้วนแสดงประจักษ์ชัดถึงพระมหากรุณาธิคุณแห่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงสถิตอยู่ในใจของคนไทยทุกคนทั้งในรัชสมัยและคนรุ่นใหม่ที่รับรู้เรื่องราวของพระองค์

 

ภาพที่ 4 : นิทรรศการศิลปะ “คิดถึงเหลือเกิน”

 

          "คิดถึงเหลือเกิน" นิทรรศการศิลปะที่สื่อทุกความรู้สึกของคนไทยในวันนี้ที่มีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 นอกจากจะเป็นนิทรรศการที่สร้างพลังที่เข้มแข็งแก่ศิลปินผู้สร้างงานแล้ว ยังเป็นการส่งต่อเพื่อย้ำเตือนถึงการดำรงตนเป็นคนดี มีความพอเพียง และดำรงตนในธรรมเพื่อให้การดำเนินชีวิตมีความสุขอย่างแท้จริงยั่งยืนสืบไป

 

          เมื่อเดินชมนิทรรศการศิลปะในแต่ละอาคารแล้วอยากพักขาสักครู่ ทุกอาคารมีเก้าอี้นั่งสบาย ทอดมองชิ้นงานศิลปะตรงหน้าและภาพมุมกว้างในครรลองสายตาในทำเลที่จัดวางงดงามพอเหมาะ ถ้ารู้สึกหิว ต้องการจิบเครื่องดื่มปลุกความกระปรี้กระเปร่า หรือเติมความสดชื่นด้วยขนมหวานสักชิ้น ที่นี่มีร้านอาหารและร้านกาแฟสองบรรยากาศให้เลือกดื่มด่ำความละมุนอารมณ์ รับรองความอร่อยและอิ่มเอม และถ้าประทับใจความสงบงามของ “หอธรรมพระบารมี” จนอยากเก็บกลับเป็นความทรงจำนอกเหนือจากภาพถ่าย ในร้านอาหารมีมุมจำหน่ายของที่ระลึกเล็ก ๆ น่ารักชวนซื้อทีเดียวเชียว

 

 

ภาพที่ 5 : เก้าอี้นั่งพักด้านนอกอาคาร ชมสวน พักกาย พักใจ

 

          ผู้สนใจสามารถเข้าชมงานศิลปะ หรือเข้าร่วมกิจกรรมทั้งหมดนี้ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ เราสามารถสนับสนุนชิ้นงานศิลปะเพื่อช่วยให้ศิลปินได้ทำงานศิลปะต่อไป หรือบริจาคเพื่อหอธรรมพระบารมี ซึ่งจะช่วยให้ทุกคนสามารถเข้ามาสู่สถานที่นี้ และร่วมกิจกรรมต่าง ๆ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายต่อไปได้

 

          แนะนำว่าควรมาถึง “หอพระธรรมบารมี” ในช่วงเช้า เพราะเราจะเพลิดเพลินอยู่ที่นี่จนลืมเวลา รู้สึกตัวอีกทีก็เมื่อท้องร้องเพราะถึงเวลาอาหารกลางวัน จากนั้นก็จะใช้เวลาเนิบนาบไม่อยากไปไหนต่อ เนื่องจากสบายใจเหลือเกินจนถึงเวลาปิดทำการอย่างไม่รู้ตัว

 

ทัศนีย์ ยาวะประภาษ

 

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ