Museum Core
มองเห็นความกว้างใหญ่ของโลกใบนี้ ผ่านโลกของจุลินทรีย์ที่ Artis Micropia
Museum Core
27 พ.ค. 64 1K
ประเทศเนเธอร์แลนด์

ผู้เขียน : เบญจรัตน์ เอี่ยมรัตน์

          7 มิถุนายน พ.ศ. 2562 อัมสเตอร์ดัมเป็นวันฝนตก ทำให้ตัวเลขของอุณหภูมิอากาศลดลงและหนาวเย็นชวนให้ป่วย จากสภาพอากาศจึงทำให้ไม่อยากใช้เวลาในพื้นที่โล่งนานเท่าไหร่ จึงคิดหาจุดหมายต่อไปที่ไม่ไกลจากตำแหน่งปัจจุบัน ซึ่งก็คือ   
ฮอร์ทัสโบทานิคัส (Hortus Botanicus Amsterdam) และจุดหมายนั้นควรเป็นที่ที่สามารถใช้ช่วงเวลาทั้งบ่ายได้อย่างคุ้มค่า

 

          เมื่อเปิดดูแผนที่ในโทรศัพท์ ก็สะดุดตากับพื้นที่กราฟิกสีเขียวขนาดใหญ่ เปรียบเทียบพื้นที่ด้วยตาก็เห็นว่าใหญ่กว่าสวนพฤกษศาสตร์ (Botanical Garden) ประมาณ 4 เท่า มีชื่อแปะไว้ว่า Artisplein ซึ่งสามารถเดินตรงไปเพียงนิดเดียวเท่านั้น จากชื่อของ plein ก็ดึงดูดใจให้เป็นจุดหมายในทันที จินตนาการไปว่าน่าจะเป็นสวนสวยๆ มีอาคารที่นั่งพักให้มองดูธรรมชาติได้อย่างเพลิดเพลิน และในอดีตก็น่าจะเป็นที่หย่อนใจสุดโปรดของเหล่าศิลปินแห่งชาติ (คำว่า plein มีความหมายประมาณว่าจัตุรัสของเมือง หรือพื้นที่สาธารณะที่ถูกล้อมรอบด้วยสถานที่ที่นำเสนอเอกลักษณ์ของย่านนั้น ซึ่งจากการสังเกต เช่น museumplein ก็จะเป็นจุดรวมของพิพิธภัณฑ์ประเภทต่างๆ ตั้งแต่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ จนถึงพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย หรือ rembrandtplein ก็จะเป็นย่านในละแวกบ้านศิลปินแห่งชาติแรมบรันต์) 

 

            สักพักก็เดินมาถึง Artisplein ซึ่งแตกต่างจากจินตนาการก่อนหน้าอยู่เล็กน้อย ด้วยด้านที่เจอคือทางเข้าประตูสวนสัตว์ ซึ่งจะได้ยินเสียงนกดังลอดออกมาอย่างเป็นเอกลักษณ์ของสถานที่ เลยกวาดสายตามองดูรอบๆ ว่ามีอาคารอื่นที่น่าสนใจเพิ่มเติมอีกไหม เพราะการเดินเล่นในสวนสัตว์ท่ามกลางสภาพอากาศนี้ก็น่าป่วยได้จริงอย่างไม่ต้องชวน จากนั้นสายตาก็ไปสะดุดที่ป้ายบอกทางที่มีลูกศรเชื้อเชิญให้เข้าไปเขียนว่า Micropia

 

ในอาคารขนาดเล็กชื่อ Micropia

            ความจับต้องได้ของธรรมชาติแปรเปลี่ยนเป็นธรรมชาติในแบบที่เราไม่ค่อยรู้จักและคุ้นชิน เพียงชั่วพริบตาเมื่อก้าวเข้ามาใน Micropia

            ภายใน Micropia ถูกตกแต่งให้เป็นห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์อย่างจริงจัง เป็นห้องทดลองมืดๆ มีแสงเป็นจุดๆ คอยขับเน้นให้สายตาสนใจที่สิ่งมีชีวิตที่ต้องมองผ่านกล้องจุลทรรศน์ บริเวณเคาน์เตอร์จำหน่ายบัตรที่ให้ความรู้สึกเหมือนไปติดต่อเจ้าหน้าที่แบบในภาพยนตร์ไซไฟสักเรื่อง ท่าทาง ความคล่องแคล่ว รวมถึงการแต่งกายของพนักงานก็ถอดแบบมาจากนักวิทยาศาสตร์ จนน่าเชื่อว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์จริงๆ หลังจากซื้อบัตรเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะมีนักวิทยาศาสตร์อีกคนทำหน้าที่รับไม้ต่อพาไปยังลิฟต์ซึ่งเชื่อมกับห้องจัดแสดง ระหว่างทางเดิน เจ้าหน้าที่จะให้ข้อมูลคร่าวๆ ของพิพิธภัณฑ์ รวมถึงแนะนำให้สำรวจสถานที่อย่างมีปฏิสัมพันธ์ด้วยแผ่นพับที่ได้รับมาตอนชำระเงินค่าเข้าชม เลยทำให้ต้องหยิบแผ่นพับที่เก็บเข้าไปในกระเป๋าแล้วออกมาเปิดและอ่านดูด้วยความสนใจใครรู้ จึงพบว่ามีการออกแบบให้มีพื้นที่ว่างรูปวงกลมขนาดใหญ่คล้ายกับมุมมองภาพที่เห็นผ่านกล้องจุลทรรศน์ ซึ่งเอาไว้สะสมตราประทับตามจุดต่างๆ ของการจัดแสดง และเมื่อเราเงยหน้าขึ้นจากแผ่นพับ จังหวะจะพอดิบพอดีกับการได้เห็นชุดกล้องจุลทรรศน์กำลังขยายสูงของอันโตนี ฟัน เลเวินฮุก (Antonie van Leeuwenhoek) นักธุรกิจค้าผ้าและนักวิทยาศาสตร์ชาวดัตช์จากยุคทอง (Golden Age) ผู้มีความหลงใหลในโลกของสิ่งมีชีวิตที่เหนือจินตนาการที่ไม่มีใครนึกถึงในยุคสมัยนั้น จัดวางบริเวณทางขึ้นลิฟต์ เราสามารถเอียงคอมองประดิษฐกรรมนี้ไปพลางๆ เพื่อรอขึ้นลิฟต์พร้อมๆ กับผู้เข้าชมคนอื่น...ตื่นเต้นกับสิ่งที่จะได้เห็นต่อไป

 

           

           การแนะนำสิ่งมีชีวิตระดับไมโครเกิดขึ้นภายในพื้นที่ลิฟต์ที่ถูกตกแต่งให้มืดดำจนสร้างความรู้สึกไร้ขอบเขต เหมือนลอยคว้างอยู่ในอวกาศ เมื่อมองขึ้นไปด้านบนก็จะเห็นตัวเองที่ถูกสะท้อนอยู่บนเพดานลิฟต์ สักพักเมื่อลิฟต์เคลื่อนตัวขึ้นไปเราจะมองเห็นใบหน้าเราชัดเรื่อยๆ จนตัดเปลี่ยนเป็นภาพวิดีโอขยายให้เห็นภาพไรที่เกาะบนขนตาและเพิ่มระดับความใกล้ชิดเข้าไปด้วยการซูมให้เห็นอีกโลกของชีวิตที่เกาะอยู่กับไรเหล่านั้นอีกที ซึ่งสร้างความรู้สึกว่าชีวิตเล็กๆ เหล่านี้ใกล้ชิดกับเรามากขนาดไหน สักพักประตูลิฟต์ก็เปิดออกพร้อมต้อนรับให้เข้าสู่โลกระดับไมโคร ด้วยภาพขยายของจุลินทรีย์ที่ฉายบนผนัง

  

            ความสงสัยและสนใจใคร่รู้ เป็นสิ่งที่พิพิธภัณฑ์นำมาปรับใช้เพื่อนำเสนอเนื้อหา ด้วยวิธีการแบบอินเตอร์แอคทีฟที่ทำให้เรามองเห็นเพื่อที่จะเข้าใจสิ่งมีชีวิตเหนือจินตนาการได้ดียิ่งขึ้น การจัดแสดงจะมีลักษณะเป็นฐานการเรียนรู้ที่เลือกใช้วิธีปฏิสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลกับผู้ชมอย่างสอดคล้องกัน โดยเน้นถ่ายทอดประสบการณ์ผ่านประสาทสัมผัส (Sensory) ของมนุษย์ ทั้งการสัมผัส การมองเห็นหรือแม้กระทั่งการดมกลิ่น เมื่อจบในแต่ละฐานผู้ชมสามารถยื่นแผ่นพับเข้าไปในเครื่องมือหน้าตาคล้ายกล้องจุลทรรศน์ เพื่อกดตราประทับรูปจุลินทรีย์ ซึ่งตำแหน่งของตราประทับจะถูกล็อกเอาไว้แล้ว ดังนั้นหากใครเดินสำรวจได้ครบทุกส่วนจริงๆ ก็จะไม่เหลือพื้นที่ว่างบนหน้ากระดาษนั้น

 

 

            หนึ่งในความประทับใจของส่วนจัดแสดงที่ทำให้เห็นว่าพิพิธภัณฑ์นี้สนใจเรื่องจุลชีวิตอย่างจริงจัง คือการที่เราสามารถมองเห็นนักวิทยาศาสตร์ตัวจริงผ่านกระจกกั้นสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่กำลังทำงานอย่างคล่องแคล่วในพื้นที่ห้องทดลอง นอกจากเพิ่มความน่าเชื่อถือและช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์เฉพาะทางของพิพิธภัณฑ์ได้อย่างดีแล้ว ยังเป็นส่วนสร้างแรงบันดาลใจที่จับต้องได้ให้กับผู้ชมตัวจิ๋วที่สนใจในวิทยาศาสตร์ เพื่อนำเป็นเป้าหมายการพัฒนาตนเองตามอนาคตที่มุ่งหวัง นอกจากนั้นวิธีการจัดแสดงในจุดอื่นก็ชวนให้ใช้เวลา เช่น จุดแสกนดูว่าในร่างกายของเรามีสิ่งมีชีวิตอะไรเกาะอยู่บ้าง จุลินทรีย์ตัวไหนคือเจ้าถิ่นในบริเวณนี้ ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องอวัยวะภายนอกแต่เราสามารถเลือกดูข้อมูลอวัยวะภายในได้ด้วย โดยผ่านวิธีการง่ายๆ คือการไปยืนโบกไม้โบกมือให้ตรงตำแหน่งกับหน้าจอภาพขนาดยักษ์ หรือบริเวณกำแพงจานเพาะเลี้ยงที่ดึงดูดเราด้วยความสวยงาม และอยากค่อยๆ ใช้เวลาเพื่อสำรวจความสวยงามที่มีลักษณะเฉพาะในแต่ละจานเหล่านั้น

 

 

           บันไดเกลียวพาเรากลับลงมาชั้นล่างบริเวณส่วนต้อนรับอีกครั้ง โดยมีส่วนจัดแสดงที่เน้นเรื่องราวของจุลินทรีย์ที่ใกล้ชิดชีวิตประจำวัน เช่น อาหารบูดเน่าต่างๆ ของใช้ในบ้านที่เราหยิบจับ รวมไปถึงโมเดลแก้วของจุลชีวิตที่ส่งผลกระทบต่อโลก เช่น เชื้อไวรัส SARS และจุดสุดท้ายคือผนังจอ LCD ขนาดใหญ่ที่เป็นบทสรุปของนิทรรศการผ่านเนื้อหาอาณาจักรของสิ่งมีชีวิตที่ทำให้เราได้เห็นความใกล้ชิดและความสำคัญของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้เชิงภาพรวม โดยนำรอยสแตมป์รูปจุลชีวิตที่สะสมบนแผ่นพับไปสแกนเพื่อดูข้อมูลเหล่านั้น ทำให้รู้สึกสนุกและลุ้นไปด้วยว่าไปเรียนรู้ในแต่ละฐานได้ครบหรือไม่

 

           

         ถึงแม้ว่าเนื้อหาที่พิพิธภัณฑ์นำเสนอจะสามารถหาอ่านได้ตามหนังสือหรืองานวิจัยต่างๆ ได้อย่างไม่ยาก แต่ด้วยวิธีการที่พาเราเข้าไปหาความรู้ได้อย่างไม่น่าเบื่อ รวมถึงการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพได้จริงๆ ไม่ยัดเยียดหรือแค่ทำให้ครบ จึงทำให้สองชั่วโมงกว่าที่ใช้ในอาคารขนาดเล็กแห่งนี้เต็มไปด้วยความตื่นตาตื่นใจ ได้มองเห็นความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตในระบบธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ผ่านสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กด้วยการมองสิ่งรอบตัวใหม่อย่างละเอียด ดังนั้นจึงเป็นอีกพิพิธภัณฑ์ที่อยากเชิญชวนให้ไปรับประสบการณ์ถึงแม้จะไม่ใช่คนที่หลงใหลในวิทยาศาสตร์หรือสนใจเรื่องสรรพสิ่งบนโลก รวมไปถึงบรรยากาศของความเป็นสถานที่เรียนรู้สำหรับทุกวัย ก็ค่อนข้างกระตุ้นให้เกิดการคุยแลกเปลี่ยนมุมมองภายในครอบครัวได้ เพราะขนาดตัวเราที่อยู่ในวัยผู้ใหญ่ยังรู้สึกตาเป็นประกาย ในโลกของเด็กๆ ที่เต็มไปด้วยจินตนาการคงเต็มไปด้วยความสนุกได้มากกว่า และน่าสนใจว่าจะเห็นความเชื่อมโยงของสรรพสิ่งในธรรมชาติได้กว้างไกลขนาดไหน

 

 เกี่ยวกับ Micropia

            พิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2557 โดยเป็นส่วนหนึ่งของ  Artis Amsterdam Royal Zoo ซึ่งถูกก่อตั้งจากแนวคิดที่ต้องการจัดแสดงธรรมชาติของจุลินทรีย์ที่เป็นสิ่งมีชีวิตสำคัญต่ออนาคตของโลก โดยมีเป้าหมายหลักคือการสร้างมุมมองเชิงบวกเกี่ยวกับจุลินทรีย์กับคนทั่วไปมากขึ้น เพื่อกระตุ้นให้มีการศึกษาเพิ่มเติมในด้านนี้ นอกเหนือจากสัตว์ที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าปกติในสวนสัตว์ นอกจากนั้นบริเวณ Artis ก็มีส่วนจัดแสดงเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตในประเด็นอื่นๆ อย่างเฉพาะเจาะจงอีกด้วย เรียกได้ว่าถ้ามาแถว plein นี้ก็จะได้ความรู้พร้อมความเพลิดเพลินใจเกี่ยวกับธรรมชาติอย่างเต็มที่

 

เบญจรัตน์ เอี่ยมรัตน์

 

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ