Museum Core
สหรัฐฯ แบนแอลกอฮอล์ก่อเกิดมาเฟีย
Museum Core
20 เม.ย. 64 1K
ประเทศสหรัฐอเมริกา

ผู้เขียน : พีริยา จำนงประสาทพร

         แอลกอฮอล์ เครื่องดื่มเก่าแก่ที่อยู่คู่กับมนุษย์เรามานานตั้งแต่สมัยห้าพันปีก่อน น้ำอมฤตที่สร้างความสำราญครึกครื้น กระชับไมตรี เชื่อมโยงกับพิธีกรรมทางจิตวิญญาณ งานเฉลิมฉลอง และยังเป็นยาบำรุงเลือดลม สร้างความอบอุ่นแก่ร่างกายได้อย่างดี แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นสารเสพติดชนิดกดประสาทที่เสริมสถิติการก่ออาชญากรรม เช่นการทะเลาะวิวาท บุกรุกเคหสถาน ลวนลามข่มขืน ความรุนแรงในครอบครัว รวมถึงเพิ่มจำนวนผู้ป่วยโรคตับและอุบัติเหตุบนท้องถนน ดูเหมือนจะตกเป็นประเด็นคำถามที่คนเราทุ่มเถียงกันอย่างไม่เคยจบสิ้น ว่าบ้านเมืองของเราควรให้คนดื่มแอลกอฮอล์ได้หรือไม่ เมื่ออายุเท่าไร ที่ไหน มากน้อยเพียงใด หรือกฎหมายควรกำกับดูแลอะไรบ้างในเรื่องนี้


        หรือในเมื่อข้อเสียของแอลกอฮอล์นั้นดูจะร้ายแรงเกินกว่าข้อดี ถ้าหากประเทศเราประกาศ “ห้ามมิให้มีการดื่มแอลกอฮอล์” เลยล่ะ... จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง สังคมของเราจะดีขึ้นจริง ๆ หรือเปล่า

 

          ในช่วงศตวรรษที่ 19 (ตรงกับยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ในประเทศไทย) คำถามเหล่านี้ก็เป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องขบคิดของประเทศสหรัฐอเมริกา สมัยนั้นยังไม่มีการออกกฎหมายควบคุมการดื่มแอลกอฮอล์ที่ชัดเจน ประกอบกับแหล่งน้ำสะอาดที่เข้าถึงได้ง่ายในเมืองก็มีไม่มากนัก ชาวอเมริกันจึงดื่มเหล้ากันเป็นปกติในแทบทุกที่ ไม่ว่าจะในโรงงานที่ใช้เครื่องจักรมีคม ระหว่างการฟังคำพิจารณาของศาลและแขวนคออาชญากร หรือแม้แต่กลางสนามรบประกาศอิสรภาพจากอังกฤษ ประธานาธิบดีจอร์จ วอชิงตัน ซึ่งดำรงยศนายพลในขณะนั้น ก็สั่งวิสกี้ให้ทหารดื่มทุกคนวันละแก้ว โดยเฉลี่ยแล้ว ชาวอเมริกันในช่วงศตวรรษที่ 19 ดื่มแอลกอฮอล์ราว 22-27 ลิตร ต่อปี นับว่ามากกว่าชาวอเมริกันปัจจุบันที่ดื่มกันเพียง 7.5 ลิตร ต่อปีถึง 3 เท่า


          แน่นอนว่า วัฒนธรรมการดื่มแอลกอฮอล์หนักถึงขนาดนี้ย่อมมีผลกระทบต่อสังคมในหลายด้าน โดยเฉพาะประสิทธิภาพการทำงานและการใช้ความรุนแรง กลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบอย่างแรงที่สุดกลุ่มหนึ่งก็คือ ผู้หญิง ซึ่งมีบทบาทหลักเป็นแม่บ้าน ไม่ได้รับการศึกษาสูง และไม่มีสิทธิ์เลือกตั้ง ชีวิตต้องพึ่งพาสมาชิกผู้ชายในครอบครัว พวกเธอแทบจะไม่ได้รับอนุญาตดื่มแอลกอฮอล์ เพราะหากเมาจะ “ดูเหมือนโสเภณี” โรงเหล้าสมัยนั้นที่เรียกว่า ซาลูน (Saloon) ก็เป็นสถานที่สำหรับผู้ชาย (และโสเภณี) เท่านั้น แต่ผู้หญิงส่วนใหญ่กลับต้องเป็นฝ่ายทนกับสารพัดพฤติกรรมไม่พึงประสงค์จากแอลกอฮอล์

 

          ในที่สุด การประท้วงต่อต้านแอลกอฮอล์ก็เริ่มขึ้น โดยมีกำลังสำคัญคือผู้หญิงชาวคริสต์นิกายโปรเตสแตนท์ สมาคม The Woman's Christian Temperance Union (WCTU) ก่อตั้งขึ้นที่รัฐโอไฮโอ เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ค.ศ. 1873 กระพือไฟแห่งการประท้วงไปทั่วประเทศ จนได้ชื่อว่า สงครามครูเสดของผู้หญิง (Women’s Crusade)


         ถือเป็นครั้งแรกในอเมริกา ที่ผู้หญิงกล้าออกมาชุมนุมชูป้ายเรียกร้องในที่สาธารณะ พวกเธอร้องเพลง คุกเข่าอธิษฐานหน้าซาลูนตามเมืองต่าง ๆ และติดตั้งก๊อกน้ำสะอาดฟรีในสวนสาธารณะ นอกจากนี้ ยังมีนักสู้หัวรุนแรงที่บุกเข้าซาลูนโดยตรง เช่น แครี่ เนชั่น (Carrie Nation) หญิงวัย 55 ผู้ใช้ขวานและก้อนหินทุบทำลายคลังเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในรัฐแคนซัส


          แม้ว่าวิถีชีวิตอเมริกันจะผูกพันแอลกอฮอล์มายาวนาน รวมถึงคนส่วนใหญ่ก็ไม่เห็นว่าการดื่มแอลกอฮอล์เป็นเรื่องผิดศีลธรรม แต่การประท้วงของผู้หญิงครั้งนี้ดูจะสะกิดให้ผู้ชายได้คิดและเห็นด้วยว่า สังคมน่าจะมีกฎหมายควบคุมการผลิต นำเข้า ซื้อขาย และเสพแอลกอฮอล์ชนิดต่างๆ ให้เหมาะสมอยู่บ้างจริงๆ ดังนั้น เมื่อมีการจัดเลือกตั้งและเสนอข้อกฎหมาย ผู้ชายจึงเริ่มผ่านกฎหมายเกี่ยวกับแอลกอฮอล์ในแต่ละรัฐออกมา ครั้งแรกในปีค.ศ. 1859 ที่รัฐเมนในเขต นิวอิงแลนด์ ตามมาด้วยรัฐเวอร์มอนต์ แคนซัส ไอโอวา นอร์ธดาโคตาและเซาธ์ดาโคตา ซึ่งล้วนมีกฎหมายลักษณะนี้ก่อนพ้นศตวรรษที่ 19 ทั้งสิ้น

 

          ครั้นเมื่อถึงปี ค.ศ. 1915 อเมริกาก็มีกฎหมายควบคุมแอลกอฮอล์ระดับท้องถิ่นผ่านออกมาแล้วถึง 28 รัฐ จากทั้งหมด 45 รัฐในสมัยนั้น ซึ่งก็เท่ากับเกินครึ่งประเทศทีเดียว เสียงประท้วงเรื่องแอลกอฮอล์ของผู้หญิงซาไปนานแล้ว และพวกเธอหันไปประท้วงเรียกร้องสิทธิเลือกตั้งแทน ดูเหมือนว่าเรื่องแอลกอฮอล์ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรอีกมากนัก แต่ความเป็นจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะมีสมาคมใหม่ที่ต่อต้านแอลกอฮอล์อย่างสุดโต่งกำลังก้าวขึ้นสู่อำนาจทางการเมือง


          สมาคมดังกล่าวคือ Anti-Saloon League (ASL) เป็นกลุ่มคนที่เน้นเรียกร้องให้ปิดซาลูน พวกเขาไม่เห็นด้วยกับกฎหมายการค้าแอลกอฮอล์และธุรกิจสถานบันเทิงต่าง ๆ ทั่วประเทศอเมริกา สมาคมนี้ก่อตั้งมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1855 แต่ไม่ได้รับความนิยมจากสาธารณชน จนกระทั่งในปีค.ศ. 1903 ได้หัวหน้าสมาคมคนใหม่ เป็นอัยการและนักพูดผู้มากความสามารถวัย 34 ปี ชื่อว่า เวย์น บิดเวลล์ วีเลอร์ (Wayne Bidwell Wheeler)

 

 

ภาพที่ 1 เวย์น บิดเวลล์ วีเลอร์
ที่มาภาพ: Wayne Bidwell Wheeler, half-length portrait, facing left By Published by Harris & Ewing, background available at the Library of Congress. Public Domain, https://commons.wikimedia.org/w/index.php?curid=2906124

 

          วีเลอร์มีความทรงจำฝังใจเกี่ยวกับแอลกอฮอล์ ตอนเป็นเด็ก เขาเห็นแม่และน้องสาวต้องหวาดกลัวพวกผู้ชายที่ชอบดื่มเหล้ากันอยู่เนือง ๆ ยิ่งไปกว่านั้น วีเลอร์เคยต้องช่วยงานครอบครัวอยู่ในฟาร์ม ปรากฏว่ามีคนงานที่กำลังมึนเมาคนหนึ่งใช้ส้อมโกยฟางแทงวีเลอร์จนได้รับบาดเจ็บที่ขา ทำให้วีเลอร์เกลียดชังเจ้าน้ำเปลี่ยนนิสัยนี้มาโดยตลอด


          เมื่อได้นั่งตำแหน่งหัวหน้าสมาคม ASL วีเลอร์จึงพยายามทุกวิถีทาง เขาซื้อพื้นที่สื่อมวลชน ทำให้ดูเหมือนว่าชาวอเมริกันส่วนใหญ่สนับสนุนให้แบนแอลกอฮอล์ จากนั้นก็โน้มน้าวบรรดาสมาชิกรัฐสภาคองเกรสให้สนับสนุนข้อกฎหมาย เพื่อจะได้รับความนิยมจากประชาชน หากสมาชิกสภาคนใดไม่ตกลง วีเลอร์ก็จะข่มขู่ ปล่อยข่าวอื้อฉาว หรือจ่ายเงินสนับสนุนคู่แข่งให้ขึ้นมาเป็นสมาชิกสภาแทนแลกกับการลงมติแบนแอลกอฮอล์ เป็นต้น (วิธีการล็อบบี้หรือวิ่งเต้นแบบกดดันเฉพาะประเด็นเดียวอย่างสุดโต่งเช่นนี้ ภายหลังถูกเรียกว่า Wheelerism ตามชื่อของเขา)

 

          อิทธิพลของวีเลอร์ในสภาคองเกรสแข็งแกร่งขึ้นมาในช่วงจังหวะอันเหมาะเหม็ง สงครามโลกครั้งที่หนึ่งปะทุขึ้นในยุโรป สหรัฐอเมริกาตัดสินใจเข้าร่วมรบกับฝ่ายสัมพันธมิตรอย่างเป็นทางการในปีค.ศ. 1915 ก่อกระแสต่อต้านฝ่ายมหาอำนาจกลางขึ้นในสังคมอย่างรุนแรง ทุกอย่างที่เป็นเยอรมันกลายเป็นสิ่งที่ “ทรยศต่อชาติ” กลุ่มผู้ผลิตเบียร์และไวน์ส่วนใหญ่ในอเมริกาขณะนั้นเป็นชาวเยอรมันและอิตาเลียนที่อพยพมา ดังนั้น แอลกอฮอล์จึงหนีความชิงชังไม่พ้นอย่างช่วยไม่ได้

 

 

ภาพที่ 2 โฆษณาของผู้หญิงเรียกร้องให้มีการแบนแอลกอฮอล์
แหล่งที่มาภาพ: Lewis, Jone Johnson. (2020, August 26). Temperance Movement and Prohibition Timeline. Retrieved from https://www.thoughtco.com/temperance-movement-prohibition-timeline-3530548

 

         ในวันที่ 28 ตุลาคม ค.ศ. 1919 กฎหมายแบนแอลกอฮอล์ของวีเลอร์ที่ชื่อว่า National Prohibition Act หรือ Volstead Act ก็ผ่านการรับรองจากสภาคองเกรสในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 18 ห้ามมิให้ผู้ใดผลิต ค้า ขนส่ง นำเข้าส่งออก หรือครอบครองเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นอกจากใช้เพื่อการศึกษาวิจัยเชื้อเพลิง สีย้อม การแพทย์ พิธีกรรมทางศาสนา หรือเรื่องที่กฎหมายอนุญาตเท่านั้น


 

         แรกๆ กฎหมายฉบับนี้คล้ายจะได้ผลชะงัด ซาลูนและลานเบียร์ต่างๆ ทั่วอเมริกาปิดตัวหายไป ไม่มีใครดื่มแอลกอฮอล์ให้เห็นในที่ทำงานหรือตามท้องถนนอีก แต่ผ่านไปไม่นาน ความจริงก็ปรากฏให้เห็นว่า “เมื่อมีผู้ซื้อ ย่อมมีผู้ขาย” แอลกอฮอล์ไม่ได้อันตรธานไปแต่อย่างใด เพียงแต่ย้ายที่ไปอยู่ในที่ที่อันตรายกว่าเดิม นั่นก็คือ ตลาดมืด


         การทำให้แอลกอฮอล์ผิดกฎหมายและไม่สามารถหาซื้อได้ตามร้านทั่วไป ส่งผลให้ราคาของมันพุ่งสูงขึ้นในชั่วข้ามคืน กลุ่มคนรวยรีบใช้เงินกว้านซื้อแอลกอฮอล์ไปสะสมไว้ตามห้องลับใต้ดิน นำมาขายในโรงเหล้าชนิดใหม่ที่เรียกว่า สปีคอีซี่ (Speakeasy) “ร้านที่ต้องพูดถึงด้วยเสียงเบาๆ” ซึ่งจะตั้งอยู่ในอาคารที่ภายนอกดูเหมือนบ้านคนหรือร้านค้าทั่วไป เมื่อบอกรหัสผ่านหรือทำท่าจับมือเป็นโค้ดที่ถูกต้อง ถึงจะได้เข้าไปข้างใน ที่เป็นคลับเสิร์ฟแอลกอฮอล์แก่ลูกค้าทั้งทุกเพศทุกวัย โดยมักจะมีนักร้องนักเต้นผิวสีคอยให้ความบันเทิง พร้อมด้วยโต๊ะเล่นพนัน บุหรี่ กัญชา และยาเสพติด เรียกว่าสิ่งที่ไม่เคยได้รับการยอมรับในสังคมอเมริกันมาก่อนแม้ในซาลูนที่ฉาวโฉ่ที่สุด บัดนี้เป็นไปได้ทั้งหมดในสปีคอีซี่


         องค์กรมืดต่างๆ ผุดขึ้นในอเมริการาวกับดอกเห็ด และกลายมาเป็นมาเฟียที่มีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ (organized crime) ธุรกิจผลิต ค้า ขนส่งแอลกอฮอล์ ในเมื่อเถื่อนแล้วก็ไม่ต้องเสียภาษี ไม่ต้องจำกัดวันเวลาขาย อีกทั้งไม่มีกฎหมายคุ้มครองแรงงานที่เกี่ยวข้องในกระบวนการ การลักลอบนำเข้าแอลกอฮอล์เถื่อนทางทะเลก็ทำให้น่านน้ำของอเมริกาเต็มไปด้วยเรือสินค้าที่มาจอดออกันอยู่ริมขอบเส้นอาณาเขต รอเรือเล็กของมาเฟียเข้ามารับแอลกอฮอล์ เพื่อจะให้ทางการเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ พวกมาเฟียก็ใช้เงินปิดปาก ซื้อตำรวจและศาลมาเป็นพวก รวมถึงมีกองกำลังติดอาวุธของตนเองไว้เพื่อจัดการเจ้าหน้าที่ที่อาจจะสร้างปัญหา อีกทั้งต่อสู้แย่งชิงอิทธิพลในพื้นที่กับกลุ่มมาเฟียคู่แข่ง ทำให้อัตราการคอร์รัปชั่นและอาชญากรรมเพิ่มขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน


          มาเฟียคนสำคัญแห่งยุค ได้แก่ ลัคกี้ ลูเชียโน (Lucky Luciano) บิดาการจัดการองค์กรอาชญากรรมอย่างเป็นระบบ เขารวมกลุ่มมาเฟียหลากหลายเชื้อชาติในอเมริกาเข้าเป็นพันธมิตรกัน จนสื่อขนานนามให้ว่า The National Crime Syndicate กับ อัล คาโปน (Al Capone) ผู้ครองอำนาจในชิคาโก เขาเป็นที่นิยมของชาวเมืองเพราะบริจาคเงินตั้งโรงทาน เลี้ยงอาหารคนตกงานในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำกว่า 120,000 คน

 

 

ภาพที่ 3 อัล คาโปน
แหล่งที่มาภาพ: Chicago Bureau (Federal Bureau of Investigation) -

Wide World Photos. (1930, January 1). Al Capone in 1930. Retrieved from http://gottahaveit.com/Al_Capone_Original_1930_s_Wire_Photograph-ITEM14763.aspx, Public Domain, https://commons.wikimedia.org/w/index.php?curid=35462819

 

          อย่างไรก็ดี ฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ความอดทนของชาวอเมริกันต่อภาวะอันสับสนวุ่นวาย เพราะกฎหมายที่คิดมาน้อยเกินไปจนก่อให้เกิดมาเฟีย มาถึงในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1929 ณ ลินคอล์นปาร์ค ทางเหนือของชิคาโก คนของอัล คาโปน 4 คน แต่งกายในเครื่องแบบตำรวจ ล้อมยิงคนของกลุ่มมาเฟียคู่แข่งอย่างทารุณจนเสียชีวิต 7 คน จึงได้ชื่อว่าเหตุการณ์สังหารหมู่วันวาเลนไทน์ (Saint Valentine's Day Massacre)


           ภาพการนองเลือดที่ออกมาในข่าว ประกอบสืบทราบว่ามีตำรวจให้การช่วยเหลือกลุ่มของอัล คาโปน ในเหตุการณ์นี้ ปลุกความเกลียดชังรังเกียจมาเฟียและทำให้เกิดการประท้วงตามท้องถนน คนส่วนใหญ่เห็นชัดแล้วว่า กฎหมายแบนแอลกอฮอล์ซึ่งมีเจตนาจะสร้างสังคมที่ดี ในทางปฏิบัติทำให้ประเทศถดถอยกลายเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน


          ในที่สุด กฎหมายแบนแอลกอฮอล์ที่กินระยะเวลายาวนานถึง 13 ปี จึงถูกยกเลิกไปในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 21 วันที่ 5 ธันวาคม ค.ศ. 1933 โดยแรงสนับสนุนจากประธานาธิบดีคนใหม่ แฟรงกลิน ดี โรสเวลต์ (Franklin D. Roosevelt) โรสเวลต์ลงชื่อผ่านกฎหมายยกเว้นให้เบียร์และไวน์ที่มีระดับแอลกอฮอล์ต่ำเป็นสิ่งถูกกฎหมายไปก่อนแล้วตั้งแต่ต้นปีนั้นหลังเข้ารับตำแหน่งไม่นาน เขามั่นใจว่า ธุรกิจแอลกอฮอล์ถูกกฎหมายนอกจากจะดึงอำนาจของมาเฟียกลับคืนมาสู่รัฐ และทำให้คนศรัทธาต่อกฎหมายมากขึ้น ยังจะช่วยสร้างงานและเงินภาษีแก่อเมริกาเป็นอย่างดีในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ 

 

ภาพที่ 4 ขบวนประท้วงให้ยกเลิกการแบนแอลกอฮอล์
แหล่งที่มาภาพ: Newman, K. (2020, January 16). Without Prohibition, You Might Never Order a 'Jack and Coke'. Retrieved February 01, 2021, from https://www.winemag.com/2020/01/16/prohibition-history-culture/

 

          ชาวอเมริกันพากันดื่มเฉลิมฉลองคืนยกเลิกแบนแอลกอฮอล์กันอย่างยิ่งใหญ่ แต่อย่างไรวิถีชีวิตและวัฒนธรรมการดื่มของพวกเขาก็ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างถาวรแล้ว ตอนนี้ ผู้หญิงสามารถดื่มเหล้าและสูบบุหรี่ได้เหมือนกับผู้ชาย ไม่มีซาลูนแบบเดิมอีก แต่เป็นผับบาร์ที่ต้อนรับคนทุกเพศให้นั่งร่วมกันได้ เพลงแจ๊สของศิลปินผิวสีได้เข้ามาโด่งดังในดนตรีกระแสหลัก รวมถึงกลุ่มมาเฟียและวิธีก่ออาชญากรรมอย่างมีระบบได้หยั่งรากลึกลงในสังคมเรียบร้อยแล้ว เพียงแต่เปลี่ยนไปขยายอิทธิพลในด้านอื่น เช่น การค้ามนุษย์และอาวุธสงคราม


          แม้เวลาจะผ่านมาจากวันนั้นถึงหนึ่งชั่วอายุคน การออกกฎหมายแบนแอลกอฮอล์ของอเมริกาก็ยังคงเป็นบทเรียนสำคัญต่อประเทศต่างๆ ในโลก ต่อปัญหาที่ผู้คนโต้เถียงกันด้วยเหตุผลอันคล้ายคลึงในทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกัญชา โสเภณี ทำแท้ง บ่อนการพนัน อาวุธ ฯลฯ หลายครั้งเราอาจอยากตัดปัญหาอย่างง่ายๆ ไม่ให้มี “ความชั่วร้าย” ปรากฏอยู่ในประเทศของเราเสียเลย แต่ลืมไปว่า บ้านเมืองทุกแห่งประกอบด้วยมนุษย์ที่มีความต้องการซื้อ เสพ และทำสิ่งต่างๆ แตกต่างกันไปอยู่เสมอ ต่อให้ใครจะมองว่ามันดีหรือไม่ดีก็ตาม


           การแบนสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แทนที่จะแก้ปัญหา กลับเป็นการปฏิเสธความจริง ทำให้สิ่งนั้นอยู่นอกกฎหมายและไม่สามารถควบคุมดูแล จนส่งผลร้ายแก่สังคมมากกว่าที่เราคาดคิด... วิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุดจึงไม่ใช่การกำจัดปัญหา ทว่าคือการอยู่ร่วมกันกับปัญหา เพียงแค่จัดการให้อยู่ในขอบเขตที่ปลอดภัยและทุกคนยอมรับได้ก็เพียงพอ

 

บรรณานุกรม


Cherrington, E. H. (2012). History of the anti-saloon league. Hardpress Publishing.
Funderburg, J. A. (2014). Bootleggers and beer barons of the Prohibition era. Jefferson, NC: McFarland & Company.

Hendley, N. (2010). Al Capone: Chicago's king of crime. Neustadt, Ont.: Five Rivers Chapmanry.
The Mob Museum. (2016). The St. Valentine's Day Massacre. Retrieved February 01, 2021, from http://stvalentinemassacre.com/

The Mob Museum. (2016). Women Led the Temperance Charge. Retrieved February 01, 2021, from https://prohibition.themobmuseum.org/the-history/the-road-to-prohibition/the-temperance-movement/

Thornton, M. (1991). Prohibition was a failure. Washington: Cato Institute.
National Constitution Center Staff. (2020, December 5). Five interesting facts about Prohibition's end in 1933. Retrieved February 01, 2021, from https://constitutioncenter.org/interactive-constitution/blog/five-interesting-facts-about-prohibitions-end-in-1933

Rose, K. D. (1996). American women and the repeal of prohibition. New York: New York University Press.

Newman, K. (2020, January 16). Without Prohibition, You Might Never Order a 'Jack and Coke'. Retrieved February 01, 2021, from https://www.winemag.com/2020/01/16/prohibition-history-culture/

 

 

พีริยา จำนงประสาทพร 

 

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ