Museum Core
ลายแทงจากโดราเอมอนสู่อารยธรรมโบราณที่ประเทศเม็กซิโก
Museum Core
19 ก.พ. 64 809
ประเทศเม็กซิโก

ผู้เขียน : พรฤทัย โชติวิจิตร

          เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2562 ฉันและเพื่อนร่วมยืนถือตั๋วเครื่องบินเดินทางมุ่งหน้าไปยังกรุงเม็กซิโกซิตี้ โดยไม่มีแผนการท่องเที่ยวใดๆ นอกจากกระดาษใบจิ๋วที่มีรายชื่อสถานที่สำคัญเหมือนรายการจ่ายตลาดจากคุณยายท่านหนึ่ง เพราะเราสองคนต่างก็พึ่งผ่านศึกการเรียนอย่างหนักหน่วงจนรู้ตัวอีกทีก็ถึงวันเดินทางเสียแล้ว เราจึงกำหนดยุทธศาสตร์การเดินทางของเราทันทีเมื่อวางกระเป๋าว่า เราจะเดินเข้าออกพิพิธภัณฑ์ตามเมืองเพื่อให้รู้จักประเทศกว้างใหญ่นี้โดยไม่ต้องวางแผนอะไรให้วุ่นวาย ทว่า นอกจากกระดาษใบจิ๋วนั้นแล้ว ฉันยังมีลายแทงอีกหนึ่งฉบับที่ได้มาจากหนังสือการ์ตูนสมัยเด็กที่อยู่ในใจใครหลายคน

 

ลายแทงโดราเอมอน:

          โดราเอมอนตอนพิเศษ "ตำนานสุริยกษัตริย์" เป็นผลงานของฟุจิโกะ เอฟ ฟูจิโอะ (Fujiko F. Fujio) เรื่องมีอยู่ว่าโนบิตะและโดราเอมอนได้พบกับเจ้าชาย "ทีโอ" จากดินแดนมายานะ (ซึ่งหน้าตาเหมือนกับโนบิตะราวกับฝาแฝด) เจ้าชายปิ๊งไอเดียให้ทั้งคู่สลับตัวกัน ทีโอมาใช้ชีวิตเป็นโนบิตะในโตเกียวที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยียุคใหม่ที่ตนไม่เคยเห็น ส่วนโนบิตะก็ไปใช้ชีวิตเก้ ๆ กัง ๆ ในมาดเจ้าชายแห่งอาณาจักรที่มีพีระมิดหินใหญ่โตสร้างเป็นชั้น ๆ มีประติมากรรมหินหน้าคนตัวใหญ่ มีนักรบใส่เครื่องหัวขนนก และมีตัวร้ายของเรื่องชื่อว่าเเม่มดเรดิน่าซึ่งมีอาวุธประจำกายเป็นหัวกะโหลกคริสตัลที่มีพลังเวทย์ ในเรื่องพูดถึงทุพภิกขภัยที่มาจากภัยแล้ง ข้าวโพดปลูกไม่ออกผล ต้องมีการสังเวยบูชายันมนุษย์เพื่อให้เทพเจ้าประทานฝนลงมา ซ้ำร้ายแม่มดยังทำให้แม่ของทีโออยู่ในห้วงนิทราอีก โดราเอเมอน โนบิตะและผองเพื่อนจึงต้องร่วมกอบกู้อาณาจักรให้กลับมาสงบสุขดังเดิม ฉันอ่านโดราเอมอนภาคนี้ตั้งแต่สมัยเรียนชั้นประถม และไม่รู้เลยว่าส่วนไหนของการ์ตูนที่เป็นเรื่องจริงแท้ รู้เพียงการ์ตูนได้อ้างอิงอารยธรรมแอซเทค (Aztec) -มายัน (Mayan) ซึ่งอยู่ในกลุ่มวัฒนธรรมเมโสอเมริกา (Mesoamerica) ที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบอเมริกากลาง ซึ่งเริ่มตั้งแต่เม็กซิโกลงใต้ไปทางกัวเตมาลา เอล ซัลวาดอร์ เบลีซ ฮอนดูรัส ไปจนถึงบางส่วนของนิการากัว

 

 

 

ภาพที่ 1: หนังสือการ์ตูนโดราเอมอน “ตำนานสุริยกษัตริย์” พิมพ์เมื่อปี พ.ศ. 2544

 

          เมื่อมีลายแทงชี้จุดตั้งต้นแล้ว ฉันจึงเริ่มแกะรอยอารยธรรมด้วยการสร้างพื้นฐานความรู้ใหม่ที่พิพิธภัณฑ์มานุษยวิทยาเเห่งชาติในกรุงเม็กซิโก (Museo Nacional de Antropologia) ตึกด้านหน้านั้นดูไม่ใหญ่มาก ทว่า ประกอบไปด้วยหมู่อาคารที่ต้องใช้เวลามากกว่า 6 ชั่วโมงในการเรียนรู้เพื่อไล่เรียงให้เห็นภาพกว้างของวัฒนธรรมตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ถ้าให้เปรียบเทียบก็คงเหมือนการดูแผนที่ลุ่มน้ำขนาดใหญ่ที่แสดงหัวเมืองและเมืองลูกหลวงต่าง ๆ ในบริวาร แล้วค่อยๆ เจาะลงไปทีละบริบทของชีวิตก่อนจะมาเป็นเม็กซิโก ทั้งอารยธรรมก่อนหน้าอาณาจักร สภาพภูมิศาสตร์ การเมืองการปกครอง การค้าขาย ความเป็นอยู่ และศิลปะวัฒนธรรม เรื่องราวต่างๆ ถูกนำเสนอผ่านวัตถุจัดแสดงที่มโหฬาร น่าเกรงขาม เต็มไปด้วยอัจฉริยภาพการคำนวณ มีกลิ่นมนต์ขลังของความเชื่อในเทพเจ้าผู้สร้างหลากหลายอวตารที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติและมีการสังเวยชีพเพื่อความอยู่รอดของอาณาจักร สิ่งที่น่าทึ่งตั้งแต่แรกเห็นคือ แผนที่ศูนย์กลางของอารยธรรมแอซเทคซึ่งแต่เดิมนั้นตั้งอยู่กลางทะเลสาบขนาดใหญ่หน้าตาละม้ายคล้ายกรุงศรีอยุธยาไม่น้อย

 

 

ภาพที่ 2 ภาพผังเมืองเดิมของศูนย์กลางอาณาจักรแอซเทคตั้งอยู่กลางน้ำ

 

            ฉันยืนอมยิ้มอยู่หน้าตู้กระจกและตาโตตื่นตากับรูปประติมากรรมตัวใหญ่อยู่นับครั้งไม่ถ้วน เมื่อได้พบวัตถุและเรื่องราวที่ถูกอ้างอยู่ในการ์ตูนเล่มโปรด ที่ซ่อนทั้งเรื่องจริงและไม่จริงอยู่เต็มไปหมด จนต้องยกกล้องมาบันทึก แล้วส่งภาพไปให้พี่น้องที่เป็นสาวกการ์ตูนเล่มเดียวกันดูว่า "นี่ไง เจ้ากระโหลกคริสตัลของเรดิน่า จริง ๆ แล้วมันคือคริสตัลหินธรรมชาติอันนิดเดียว (แต่มันอาจจะมีชิ้นใหญ่กว่านี้ก็ได้นะ) แถมคำบรรยายข้างใต้ก็ยังเรียบง่าย บอกแค่ว่านิยมสลักเป็นรูปสัตว์ต่างๆ เป็นเครื่องประดับมีค่าของผู้มีฐานะไม่ได้พูดถึงเวทมนต์เลยสักนิด" ตามมาด้วย "นี่! หินรูปหน้าคน มาจากอารยธรรมโอลเมค (Olmecs) ก่อนหน้าแอซเทคเสียอีก" แล้วก็ "เกมฟุตบอลที่เรียกว่าซาคาดี้ในเรื่องนี้ ของจริงเขาใช้สะโพกเดาะบอลที่ทำจากยางไม้ให้เข้าห่วงสูงที่กำแพง เอวต้องแข็งแรงมากแน่ๆ" ยังมีอีก "เรื่องบูชายัญเป็นเรื่องจริงนะ แต่ไม่ได้ย้ายร่างให้กลายเป็นอมตะหรอก กลับกรีดเหยื่อเลือดโชกไหลนองมากองถึงพื้นพีระมิด" ข้อความพร้อมรูปเต็มไปด้วยภาพพีระมิด ผังเมือง ภาพวาดบูชายัญ รูปสลักหิน รูปภาพหน้าตาเทพเจ้า เครื่องประดับศีรษะขนนกของจริงสุดอลังการ ฯลฯ ยาวเป็นพรืดจนฉันอยากจะล้วงกระเป๋าหน้าท้องหยิบประตูไปไหนก็ได้พาอีกสองคนมาเดินพิพิธภัณฑ์ด้วยกันเสียจริง

 

 

ภาพที่ 3 ฉากจากเรื่องโดราเอมอน และหัวกะโหลกคริสตัลในพิพิธภัณฑ์ที่ของจริง
ที่มาภาพซ้าย: โดราเอมอน ชุดพิเศษ เล่ม 20 ตำนานสุริยกษัตริย์ โดย ฟุจิโกะ F ฟุจิโอะ

 

 ไปให้เห็นกับตา:


          เพียงแค่พิพิธภัณฑ์แรกก็ทำให้เราได้รับข้อมูลมากเกินประมวลผล เนื้อหาภาพรวมชวนให้เราออกเดินทางเชื่อมเรื่องราวแบบจุดไข่ปลาไปดูสถานที่จริง จากเม็กซิโกซิตี้ เรานั่งรถบัสไปที่ซากปรักพีระมิดสุริยันจันทราเตโอเตฮัวคัน (Theotihuacan) ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวงเพื่อดูหลักฐานความรุ่งเรืองของยุคสมัยที่ปรากฎเป็นโบราณสถานขนาดมหึมาที่เราสามารถทดสอบกำลังขาปีนขึ้นไปถึงยอด จากนั้นเราตามไปยังเมืองลูกหลวงที่เมืองโชลูล่า (Cholula) ก่อนกลับมาที่ซากปรักของวิหารหลวง (Templo Mayor) ที่ถูกถมอยู่กลางเมืองอีกครั้ง ทุกจุดที่เราไปมีพิพิธภัณฑ์เล็กใหญ่อยู่ทุกที่ และการเดินเข้าออกพิพิธภัณฑ์เป็นว่าเล่นจากเม็กซิโกซิตี้ก็ทำให้เราประจักษ์ถึงการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปของอารยธรรมอย่างชัดแจ้ง แม้ว่าตามความเชื่อดั้งเดิมจะมีเทพเจ้าทั้งหลาย โดยเฉพาะเทพเจ้าแห่งสงครามที่ควบตำแหน่งเทพพระอาทิตย์ (Huitzilopochtli) และเทพเจ้าผู้บันดาลชีวิต หรือเทพแห่งฝน (Tlaloc) เป็นเจ้าชีวิตที่ประชาชนเคารพยำเกรงจนยอมทุ่มกายถวายสังเวย (หรือเอาเชลยมาบูชายันให้เลือดโชกวิหาร) ก็ไม่อาจรอดพ้นจากความเสื่อมถอย เราเห็นความรุ่งโรจน์สู่การล่มสลาย ดังที่หลายอาณาจักรยังคงเป็นปริศนา ทิ้งซากพีรามิดไว้กลางป่าให้นักโบราณคดีไปค้นพบและสันนิษฐานเรื่องราวจากหลักฐานที่เหลืออยู่ว่าอาจมาจากน้ำท่วมใหญ่ ภูเขาไฟระเบิด แต่เหตุหลักย่อมเกี่ยวข้องกับการมาถึงของผู้ล่าอาณานิคม นำโดยนายพลคอร์เตสแห่งเสปน (Hernán Cortés) ที่ไม่ใช่เทพเจ้าเควตซัลโคแอท (Quetzalcoatl) อวตารมาช่วยคุ้มครองให้พ้นภัยอย่างที่ชาวแอซเทคเชื่อ จากนั้นทุกอย่างก็เปลี่ยนโฉม กรุงใหญ่กลางน้ำที่เราเห็นในแผนที่ดั้งเดิมถูกผันน้ำ แล้วถมที่ไม่มีน้ำล้อมรอบอีกต่อไปจนกลายมาเป็นที่ตั้งของเม็กซิโกซิตี้ในปัจจุบัน พีระมิดถูกทำลาย สถานที่ยิ่งใหญ่ซึ่งเคยเป็นศูนย์รวมชาวอาณาจักรถูกศาสนามาใหม่สร้างทับปิดยอดด้วยศิลปะตะวันตกที่สวยงามแต่แฝงความขมขื่นของชนพื้นเดิมใต้ฐาน เรื่องราวที่เมืองโชลูล่าและซากปรักกลางเม็กซิโกนั้นเป็นตัวอย่างที่เห็นชัด โดยเฉพาะวิหารหลวง ซึ่งเป็นจุดบูชาเทพเจ้าและการบูชายัญมนุษย์นั้นถูกฝังจนมิดใต้บ่อขยะและสร้างบ้านทับไปเลยเสียด้วยซ้ำ กระทั่งได้รับการค้นพบและบูรณะสิ่งที่เหลืออยู่อีกครั้ง

 

 

 

รูปที่ 4 พิพิธภัณฑ์ซากปรักเตโอตีฮัวคันที่ออกแบบห้องจัดแสดงผังเมืองให้เป็นหน้าต่างบานใหญ่
หันหน้าประชันกับพีรามิดสุริยันของจริง

 

 

ภาพที่ 5 โบสถ์คริสต์สีเหลืองสร้างทับบนยอดของพีรามิด “ชูโลล่า” ที่ถูกทำลาย เมื่อสเปนเข้ายึดครอง
ที่เมืองพวยบลา (Puebla)

 

 

ภาพที่ 6 นักโบราณคดีขุดพบแท่นบูชาเทพเจ้า 2 องค์ ที่ Templo Mayor ได้แก่ เทพเจ้าแห่งสงคราม (Huitzilopochtli)
และ เทพเจ้าแห่งฝน (Tlaloc) ซึ่งเป็นจุดทำพิธีสังเวยชีวิตมนุษย์ และรูปจำลองพิธีกรรม
ที่มาภาพด้านขวา: https://www.bbc.com/culture/article/20150227-a-place-for-human-sacrifices

 

บทสรุปที่ต้องไปต่อ:


         ฉันว่าโดราเอมอนไม่ได้เพียงแค่หยิบประตูสีชมพูให้ฉันไปตามหาอารยธรรมเสียแล้ว ความสนุกจากการ์ตูนในสมัยเด็กที่มีเค้าโครงความจริงได้กลายมาเป็นแผนตามหาประวัติศาสตร์ในเม็กซิโกที่ยิ่งขุดยิ่งลึกและเปลี่ยนโฉมภาพจำจากการ์ตูนที่รักด้วยตัวตนที่แท้จริงของประเทศหนึ่ง ในเรื่องจริงไม่มีเจ้าชายทีโอและเจ้าหญิงกูกุครองรักดูแลอาณาจักรมายานะจบอย่างมีความสุข การสร้างชาติของเม็กซิโกนั้นต้องเรียนรู้ต่อจากอารยธรรมดั้งเดิม การเข้ามาของเสปนและการถูกปกครองภายใต้จักรวรรดินิยม ตามด้วยยุคกอบกู้เอกราชเฉกเช่นประเทศอื่น ๆ ในแถบละตินอเมริกา และการตั้งประเทศขึ้นมาอย่างลุ่ม ๆ ดอน ๆ ประวัติศาสตร์ทั้งหลายถูกถ่ายทอดในพิพิธภัณฑ์ทั่วเมืองทั้งแบบงานวิชาการและงานศิลปะให้ผู้กระหายความรู้เลือกชม และร้อยเรียงเรื่องราวตามแต่จะสนใจ การแกะรอยอารยธรรมในประเทศเม็กซิโกนี้มีรายละเอียดอยู่นับไม่ถ้วน เล่าเท่าใดก็ไม่หมด แต่กระนั้น ฉันต้องขอชื่นชมประเทศเม็กซิโกที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านพิพิธภัณฑ์และโบราณสถาน ด้วยเนื้อหาเล่าเรื่อง วัตถุการจัดแสดงที่มีคุณภาพครบเครื่องทุกรายละเอียด แม้จะไม่ได้เต็มไปด้วยเทคโนโลยีตอบโต้กับผู้เข้าชม แต่ยิ่งใหญ่จนน่าทึ่ง ทั้งยังสามารถเข้าถึงได้โดยง่ายทั้งทางกายภาพและทางการเงิน เพราะทุกคนสามารถใช้บริการขนส่งสาธารณะไปถึงพิพิธภัณฑ์ได้ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ตามปรากฎในแผนที่ และราคาตั๋วก็สมเหตุผล เป็นธรรมต่อทั้งผู้เข้าชมและการจัดแสดง ยิ่งถ้าเป็นวันอาทิตย์ที่หลายแห่งเปิดให้เข้าชมฟรีด้วยแล้ว ทุกที่จะเต็มไปด้วยผู้คนท้องถิ่นที่เข้ามาชมอย่างสนอกสนใจจนคนแน่นพิพิธภัณฑ์ทีเดียว ด้วยหลายเหตุผลที่ว่ามานี้ ฉันว่าประเทศเม็กซิโกเป็นสวรรค์ของคนรักพิพิธภัณฑ์ได้ไม่ยากเลย

 

พรฤทัย  โชติวิจิตร

 

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ