Museum Core
อนามัยของชาวกรุงศรี
Museum Core
29 ก.ย. 63 272

ผู้เขียน : รัชนก พุทธสุขา

อนามัยของชาวกรุงศรี

 

 

 

โพสครั้งแรก https://www.museumsiam.org/da-detail2.php?MID=3&CID=177&SCID=-1&CONID=4067

 

ในช่วงโควิด-19 ชวนส่องจดหมายเหตุ ลา ลูแบร์ ราชทูตฝรั่งเศส ที่เคยเข้ามาอยุธยาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ เคยกล่าวถึงสุขอนามัยของคนกรุงศรีอยุธยาไว้ว่าเป็นคนที่สะอาด มาดูกันว่าชาวสยามในสมัยนั้นมีอนามัยที่เป็นเช่นไร


ชาวสยามสะอ้านมาก


“เสื้อผ้าเป็นเครื่องปกปิดอวัยวะที่รูปโฉมไม่น่าชม ให้สะสวยขึ้นเป็นความจริง เมื่อใช้ผ้าประดับกายน้อย การที่จะให้ร่างกายหมดจดงดงามก็ต้องอาศัยสะอ้านประณีตเป็นธรรมดา เช่น หญิงชาวสยามปฏิเสธอยู่ไม่วาย หญิงชาวสยามมอบปรุงอังคาพยพด้วยสุคนธรสเป็นหลายแห่งในรูปกาย ที่ริมฝีปากเจ้าหล่อน ก็สีขี้ผึ้งอบ ซึ่งทำให้ริมฝีปากเข้มเข้ามากกว่าปล่อยไว้ธรรมดา เจ้าหล่อนอาบน้ำตั้งวันละ ๓ หรือ ๔ หน หรือถี่มากว่านั้นอีก ธรรมเนียมสะอ้านของเจ้าหล่อนอย่างหนึ่งนั้นเป็นไม่ยอมไปหาใคร นอกจากได้อาบน้ำเสียก่อน และเพราะเหตุข้อนี้เอง หญิงสาวจึงทำจุดสีขาว ๆ ไว้ที่ยอดอกด้วยเม็ดดินสองพอง (ปะแป้งนั่นเอง) เพื่อแสดงว่าเจ้าหล่อนเพิ่งจะอาบน้ำมาแล้วหยก ๆ”


วิธีอาบน้ำสองอย่าง


“ชาวสยามอาบน้ำโดยวิธีสองอย่าง คือลงไปแช่ในอ่างอาบหรือแม่น้ำลำคลองอย่างเรา (ฝรั่ง) ใช้กัน หรือตักน้ำรดกายตัวด้วยแครงครุ (น่าจะหมายถึงขัน) และบางทีชาวสยามก็อาบน้ำอย่างรดซู่ ๆ อยู่ตั้งชั่วโมง (น่าจะสระผมถูตัวทาขมิ้นด้วยจึงทำให้นาน) อนึ่งชาวสยามไม่ต้องการอุ่นน้ำที่จะอาบ ไม่ต้อง เพราะต้องการที่จะขังน้ำไว้ในห้องน้ำตั้งหลาย ๆ วัน และไม่หน้าหนาว น้ำก็มีเย็นเฉียบทีเดียว”

 

ฟันและผมชาวสยามสะอ้านมาก


ชาวสยามเอาธุระที่จะรักษาฟันของตน แม้แกล้งย้อมเสียให้ดำแล้วนั้นให้สะอาด สระผมด้วยน้ำและน้ำมันหอม เหมือนฝรั่งสเปนทำเช่นนั้น และชาวสยามก็ไม่ได้ใช้แป้งมากกว่าพวกสเปน แต่ชาวสยามหวีผมตัวเอง ซึ่งชาวสเปนโดยมากไม่ทำเช่นนั้น ชาวสยามใช้หวีมาจากจีน (นั่นหวีเสนียด หวีไทยก็มีทำด้วยไม้มะกรูด) มีซี่เล็ก ๆ ชิด ๆ กับคันหวีพรืดไป ไม่มีซี่ห่างและซี่ถี่เหมือนหวีของเรา (ฝรั่ง) ชาวสยามใช้ถอนหนวดและโกนไม่ไว้ให้ยาว แต่ธรรมดาก็มีนิดหน่อย แต่ไม่พอใจตัดเล็บเป็นแต่สงวนเล็บให้สะอาด (ใครไว้หนวดเป็นประหลาด ถึงแก่ให้ฉายา เช่น นายคงหนวด เป็นต้น)

 


ในเรื่องของอาหารการกินนอกจากนี้ชาวสยามยังใช้ชาเป็นชาสำรอกเหงื่ออีกด้วย


ชาเป็นยาสำรอกเหงื่อ จีนและชาวต่างประเทศตะวันอก ใช้ชาเป็นยาแก้ปวดศีรษะแต่ผสมให้แรงขึ้นกว่าธรรมดา เมื่อได้ดื่ม ๕ หรือ ๖ ถ้วยแล้วก็ลงนอนในที่นอนคลุมด้วยผ้าจนเหงื่อออกพลั่ก ๆ อยู่ข้างไม่สู้ยากกระไรนักในเมืองร้อนเช่นนั้น ในการที่จะตั้งพิธีสำรอกเหงื่อ ชาวตะวันออกเห็นการสำรอกเหงื่อนั้น เกือบจะเป็นยาแก้สรรพโรคได้ทั่วไป 
โรคของชาวสยาม


ส่วนโรคที่ชาวสยามเป็นกันคือ โรคที่มักสังหารชีวิตชาวสยามถี่ ๆ นั้นก็คือโรค ป่วงและโรคบิด เป็นโรคที่ฝรั่งเข้ามาสู่กรุงสยามนั้นต้องเดือดร้อนระวังป้องกันรักษาตัวยิ่งกว่าพลเมืองสยามเอง ด้วยเหตุที่ฝรั่งไม่เว้นการดื่มสุรา ชาวสยามนั้นบางทีก็เป็นไข้กำเดา และกลายเป็นไข้หวัดชัก ปวดหัว ท้องเสีย แต่อาการถึงจะบวมนั้นก็มีห่าง ๆ และการที่จับไข้สั่นธรรมดาเรื่อยไปก็ไม่ได้ทำให้ถึงแก่เสียชีวิตมากนักและไม่ได้ร้ายแรงกว่าที่เป็นกันในเมืองร้อนอื่น ๆ แต่ก็ไม่ถึงขั้นเห็นใครที่เพ้อคลั่ง ซึ่งหมอฝรั่งเรียกว่าไข้พิษ ส่วนไอ จุกเสียด ท้องเสียและการจับไข้สั่น ปวดเมื่อยก็มีบ่อยในสยาม อีกทั้งในกรุงสยามนี้ยังมีโรคคุดทะราดเข้าข้อ ฝีต่าง ๆ และเป็นหิด แผลเปื่อย เป็นโรคที่เป็นกันเยอะ ในยี่สิบคนจะต้องมีสิบเก้าคนที่เคยเป็นโรคนี้ ส่วนโรคเลือดไหลตามเหงือกไม่มีใครเป็น โรคขี้เรื้อนก็ไม่ค่อยมี แต่คนบ้าคนเสียจริตมีอยู่มากมาย คนสยามเชื่อกันว่าเป็นการถูกกระทำย่ำยีเชิงเกียรติคุณ อีกทั้งชาวสยามเชื่อว่าความประพฤติลามกทำให้เกิดกามโรค ในสยามก็มีเยอะ อย่างไรก็ตามชาวสยามในสมัยอยุธยาก็ไม่ทราบว่าโรคเหล่านี้เป็นมาตั้งแต่โบราณหรือเป็นโรคที่มาจากประเทศที่เข้ามาติดต่ออย่างไวรัสโควิด-19 ที่เป็นในปัจจุบัน

 


แหล่งอ้างอิง
จดหมายเหตุลา ลูแบร์

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ