Museum Core
งิ้ว เป็นมหรสพประจำศาลเจ้าเท่านั้นหรือ
Museum Core
22 เม.ย. 63 537

ผู้เขียน : สรวิชญ์ ฤทธิจรูญโรจน์

งิ้ว เป็นมหรสพประจำศาลเจ้าเท่านั้นหรือ

 

 

 

งิ้ว หรืออุปรากรจีน เป็นการแสดงที่รวมศิลปะหลายแขนงไว้ด้วยกัน ทั้งการขับร้อง การฟ้อนรำ การแสดง ดนตรี และกายกรรม หลายคนอาจจะไม่ทราบว่างิ้วเป็นมหรสพที่เคยแพร่หลายทั่วไปในสังคมไทย ในสมัยอยุธยาจนถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ถือว่างิ้วเป็นวัฒนธรรมชั้นสูงเป็นที่นิยมมากในราชสำนัก พบได้ในงานเลี้ยงรับรองแขกบ้านแขกเมือง งานพระราชพิธี งานฉลองสมโภช เป็นต้น


นอกจากนี้ชาวบ้านทั่วไปต่างนิยมมหรสพชนิดนี้มากเช่นกัน มีโรงงิ้วจำนวนมากตามย่านที่พักอาศัยของคนจีน รวมทั้งยังมีงิ้วแสดงประจำโรงบ่อนอีกด้วย ซึ่งแตกต่างกับปัจจุบันที่เราพบการแสดงงิ้วแค่เพียงตามศาลเจ้า ในเทศกาลสำคัญของคนไทยเชื้อสายจีน เช่น เทศกาลตรุษจีน งานเฉลิมฉลองศาลเจ้า โรงเจ เทศกาลกินเจ เทศกาลเทกระจาด เทศกาลส่งเทพเจ้ากลับสู่สวรรค์ เป็นต้น จนเด็กรุ่นใหม่คิดว่างิ้วเป็นเพียงการแสดงประจำศาลเจ้าไปเสียแล้ว


สันนิษฐานว่างิ้วเริ่มเข้ามาในไทยตั้งแต่อยุธยา สมัยพระเจ้าทรงธรรมแล้ว แต่หลักฐานเอกสารการแสดงงิ้วที่เก่าแก่ที่สุด คือ บันทึกของบาทหลวงเดอซัวซีย์ ผู้ช่วยราชทูต เชอวาลิเยร์ เดอ โชมองต์ จากประเทศฝรั่งเศสที่เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีสมัยสมเด็จพระนารายณ์ กล่าวถึงการแสดงละครจีนในงานฉลองที่ทำเนียบของเจ้าพระยาวิชเยนทร์และในจดหมายเหตุของบาทหลวงตาซาร์ตก็บันทึกไว้ว่า ในงานเลี้ยงรับรองราชฑูตก็มีการแสดงงิ้วร่วมกับการแสดงอื่น ๆ นอกจากนี้บันทึกของลาลูแบร์ก็ได้กล่าวถึงงิ้ว ทั้งลีลาการแสดง การขับร้อง และการแต่งกายไว้ด้วย จากเอกสารดังกล่าวทำให้เราทราบว่าในสมัยอยุธยา งิ้วเป็นวัฒนธรรมชั้นสูง เป็นมหรสพที่นำมาต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง


ในสมัยกรุงธนบุรี งิ้วถูกใช้ในงานสมโภชหลายครั้ง เมื่อคราวอัญเชิญพระแก้วมรกตมาจากเวียงจันทน์ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์ เสด็จขึ้นไปรับพระแก้วมรกตพร้อมกับนำมหรสพรวมถึงงิ้วขึ้นไปรับด้วย เมื่อมาถึงสะพานป้อมต้นโพธิ์ ปากคลองนครบาล มีงานสมโภชอย่างยิ่งใหญ่ 7 วัน 7 คืน ในงานประกอบด้วยมหรสพมากมาย เช่น โขน ละคร หุ่นลาว หุ่นมอญ งิ้ว ฯลฯ เมื่อพระแก้วมรกตมาถึงกรุงธนบุรีก็มีงานสมโภชต่อ โดยมีงิ้วอีกเช่นเคย ในงานพระเมรุสมัยกรุงธนบุรีทุกงานก็ล้วนมีงิ้วจัดแสดง เช่น คราวถวายพระเพลิงพระศพสมเด็จพระพันปีหลวง กรมพระเทพามาตย์ มีการแสดงงิ้วร่วมอยู่ในมหรสพอื่น ๆ 3 วัน 3 คืน


สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ในงานสมโภชวัดพระเชตุพนฯ วัดประจำรัชกาลที่ 1 เมื่อปีพ.ศ.2344 พงศาวดารระบุว่า "แลมีโขนอุโมงค์โรงใหญ่ หุ่นละครรำ ระบำมงครุ่ม กุลาตีไม้ ปรบไก่ งิ้วจีน ญวณหกคะเมนไต่ลวด ลอดบ่วงรำแพนนอนหอกดาบโตฬ่อแก้วแลมวย” ในงานพระเมรุในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์นั้น มีหลายงานที่งิ้วเป็นมหรสพประกอบงานพระเมรุ เช่น ในพระราชพิธีพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก หลังจากเชิญพระบรมโกศจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทขึ้นประดิษฐาน ณ พระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง จัดให้มีการสมโภชพระบรมศพเป็นเวลา 7 วัน 7 คืน


ในการนี้มีการสร้าง “โรงโขน โรงละคร โรงงิ้ว สิ่งละสองโรง โรงโขนโรงใหญ่หนึ่ง”รวมทั้งงานพระเมรุอื่น ๆ เช่น งานพระเมรุสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกในสมัยรัชกาลที่ 1 งานพระเมรุของกรมสมเด็จรพระศรีสุลาลัยในสมัยรัชกาลที่ 3 งานพระเมรุพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้น จะเห็นได้ว่างิ้วเป็นมหรสพในงานพระเมรุของกษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ มีการตั้งข้อสังเกตว่าพบเฉพาะในงานของพระชนกหรือพระชนนีของพระมหากษัตริย์เท่านั้น


นอกจากนี้งิ้วยังเป็นที่นิยมของชนชั้นสูง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทอดพระเนตรงิ้วเป็นการส่วนพระองค์เมื่อคราวประทับอยู่ที่พระราชวังบางปะอิน และเจ้านายหลายพระองค์ต่างให้การอุปถัมภ์อุ้มชู เช่น กรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ ในรัชกาลที่ 2 เป็นผู้นิยมชมชอบงิ้วมากเป็นผู้ริเริ่ม “งิ้ววังหน้า” เพราะตั้งโรงงิ้วใหญ่โตภายในบริเวณวังหน้า โปรดให้มีการฝึกหัดงิ้ว และเจ้านายเกือบทุกพระองค์ต่างมีโรงงิ้ว อาทิ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวมีโรงงิ้วผู้ชาย 1 โรงแต่ไม่ปรากฏว่ามีการฝึกหัด ส่วนกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ ทรงตั้งโรงฝึกหัดงิ้วผู้ชายขึ้น 1 โรงโดยเอางิ้วของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวมาเป็นครูฝึกสอนวิธีเล่นตามตำราจีน โดยผู้เรียนเป็นคนไทย มีผู้ดีมาเรียนงิ้วไม่น้อย งิ้ววังหน้าตั้งอยู่จนกระทั่งกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญทิวงคต รวมทั้งพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์มีโรงงิ้วถึง 2 โรง


งิ้วยังเป็นมหรสพที่นิยมของประชาชนทั่วไป ในสมัยที่โรงบ่อนเป็นสิ่งนิยมของคนไทย มีโรงบ่อนกว่า 400 แห่งทั่วพระนคร แต่ละแห่งมีมหรสพแสดง แบ่งเป็นรอบบ่ายและรอบค่ำ บ่อนที่ตั้งอยู่ในย่านคนไทยก็จะมีละครรำ ลิเก เป็นต้น ถ้าเป็นย่านคนจีนก็จัดการแสดงงิ้วเป็นส่วนใหญ่ งิ้วมีความสำคัญต่อโรงบ่อน เพราะช่วยดึงดูดคนให้ไปเที่ยวโรงบ่อนเพิ่มมากขึ้น เมื่อธุรกิจบ่อนเฟื่องฟูทำให้ธุรกิจมหรสพเฟื่องฟูตามไปด้วย ต่อมาจึงมีการเก็บภาษีงิ้ว โดยมีอัตราภาษีเท่ากับโขนคือวันละ 4 บาท ต่อเมื่อมีประกาศปิดโรงบ่อนทำให้โรงงิ้วในบ่อนหายไปด้วย


หลังจากยุคงิ้วในโรงบ่อน งิ้วยังคงต้องปรับตัวด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เมื่อไม่มีโรงบ่อนให้แสดง จึงต้องแสดงในศาลเจ้าและวิกงิ้วเป็นหลัก ประกอบกับคนรู้ภาษาจีนลดลงจากการกฎหมายควบคุมการเรียนการสอนภาษาจีน เพราะภาษาเป็นหัวใจของงิ้ว เมื่อฟังภาษาไม่รู้เรื่อง จึงทำให้คนดูงิ้วลดน้อยลง


ช่วงพ.ศ.2495-2505 งิ้วในประเทศไทยกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง สองฟากถนนเยาวราชและถนนเจริญกรุงมีโรงงิ้วจำนวนมาก มีคณะงิ้วมากกว่า 80 คณะ แต่เมื่อภาพยนตร์และโทรทัศน์เข้ามามีอิทธิพลมากขึ้น โรงงิ้วจึงต้องทยอยปิดลง งิ้วก็กลับซบเซาอีกครั้ง และเพื่อความอยู่รอดจึงเกิดเป็น “งิ้วเร่” ที่รับงานตามศาลเจ้าซึ่งว่าจ้างให้ไปแสดงในเทศกาลสำคัญของคนไทยเชื้อสายจีน ก่อนกลายเป็นมหรสพประจำศาลเจ้าที่แทบจะไร้ผู้ชมดังเช่นทุกวันนี้

 

 

 สรวิชญ์  ฤทธิจรูญโรจน์

 

 

 

อ้างอิง

 

 

ดำรงราชานุภาพ. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา.(2464). ตำนานละครครั้งรัชกาลที่ 2 ใน ตำนานละครอิเหนา. อ่านออนไลน์

 

ถาวร สิกขโกศล.(2554). ประวัติงิ้วในเมืองไทย. อ่านออนไลน์

 

ทัศนา ทัศนมิตร. (2554).จากงิ้ววังหน้า...ถึงโขน ละครไทย. กรุงเทพฯ: แสงดาว. อ่านออนไลน์

 

ธนัช ถิ่นวัฒนากูล.(2548). กระบวนการสร้างสรรค์การแสดงงิ้วไทยจากการผสมผสานวัฒนธรรม. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาวาทวิทยา ภาควิชาวาทวิทยาและสื่อสารการแสดง คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. อ่านออนไลน์

 

ปรีดา อัครจันทโชติ.(2557). การข้ามพ้นวัฒนธรรมของสื่อการแสดงงิ้วในประเทศไทย. วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชานิเทศศาสตร์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. อ่านออนไลน์

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ