ผู้เขียน : ชีวสิทธิ์ บุณยเกียรติ
![]()
บทความนี้เรียบเรียงจากการบรรยายในการอบรมเชิงปฏิบัติการ ภายใต้ “กิจกรรมขยายผลการดำเนินงานพิพิธภัณฑ์ในประเด็นร่วมสมัยด้านงานสูงวัยอย่างสร้างสรรค์ พ.ศ. 2569” ซึ่งจัดโดย สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ ร่วมกับ บริติช เคานซิล ประเทศไทย ณ มิวเซียมสยาม ระหว่างวันที่ 28–30 เมษายน 2569 เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการทำงานด้านสูงวัยอย่างสร้างสรรค์ (creative ageing) การมีส่วนร่วมของชุมชน และบทบาทของพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ต่อสุขภาวะและการเรียนรู้ตลอดชีวิตของผู้สูงวัย
สำหรับ เจน ฟินด์เลย์ (Jane Findlay) จากหอศิลป์ดัลวิช (Dulwich Picture Gallery) คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่าหอศิลป์จะทำให้ผู้คนเข้ามาเยี่ยมชมได้มากขึ้นอย่างไร แต่คือจะทำอย่างไรให้ผู้คนรู้สึกว่า ศิลปะและพื้นที่แห่งนี้ยังเชื่อมโยงกับชีวิตของตนเอง การบรรยายของเธอจึงค่อย ๆ พาผู้ฟังออกจากภาพจำของหอศิลป์ในฐานะพื้นที่จัดแสดง ไปสู่การทำงานที่เริ่มต้นจากการรับฟังผู้คนในชุมชน การทำวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม การทำงานร่วมกับนักวิจัยชุมชนต่างวัย ตลอดจนการเชื่อมโยงศิลปะเข้ากับสุขภาวะ ความสัมพันธ์ และชีวิตประจำวันของผู้คนในเมืองลอนดอน
หอศิลป์ดัลวิชเป็นหอศิลป์สาธารณะที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของอังกฤษ ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของกรุงลอนดอน และรายล้อมด้วยชุมชนที่มีความหลากหลายทั้งทางชาติพันธุ์ ช่วงวัย และฐานะทางเศรษฐกิจ แต่สำหรับ เจน ฟินด์เลย์ และทีมงาน คำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่จำนวนผู้เข้าชมเพียงอย่างเดียว หากคือเหตุใดผู้คนจำนวนมากที่อาศัยอยู่รอบหอศิลป์กลับไม่รู้สึกว่า พื้นที่แห่งนี้เกี่ยวข้องกับชีวิตของตนเอง
เจนอธิบายว่า แม้หอศิลป์จะมีโครงการด้านการศึกษาและกิจกรรมสาธารณะมาอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อมองลึกลงไปในข้อมูลผู้เข้าชม กลับพบความไม่สอดคล้องระหว่างผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ กับผู้คนที่เดินเข้ามาใช้พื้นที่จริง หลายชุมชน โดยเฉพาะผู้สูงวัย คนเชื้อสายผู้อพยพ หรือผู้ที่เผชิญภาวะโดดเดี่ยวทางสังคม ยังรู้สึกว่าหอศิลป์เป็นพื้นที่ที่ห่างไกลจากชีวิตประจำวัน ทั้งในเชิงวัฒนธรรม ภาษา ประสบการณ์ชีวิต และความมั่นใจในการเข้าถึงพื้นที่ทางศิลปะ
แทนที่จะเริ่มต้นจากคำถามว่า “จะจัดกิจกรรมอะไรให้คนเข้ามา” ทีมงานจึงเริ่มต้นใหม่ด้วยการรับฟังผู้คนในชุมชน ผ่านกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้คนในพื้นที่เข้ามามีบทบาทเป็น “นักวิจัยชุมชน” ไม่ใช่เพียงผู้ตอบแบบสอบถามหรือผู้เข้าร่วมกิจกรรมเท่านั้น กระบวนการดังกล่าวเปิดรับผู้คนหลากหลายช่วงวัย ตั้งแต่วัยยี่สิบไปจนถึงผู้สูงอายุ โดยทีมงานให้ความสำคัญกับการสร้างกลุ่มที่สะท้อนความหลากหลายของพื้นที่จริง ทั้งด้านชาติพันธุ์ ประสบการณ์ชีวิต และภูมิหลังทางสังคม นักวิจัยชุมชนเหล่านี้ร่วมกันตั้งคำถาม ออกแบบวิธีการพูดคุย และลงพื้นที่ไปยังศูนย์ชุมชน ห้องสมุด ร้านค้า โบสถ์ และพื้นที่สาธารณะอื่น ๆ เพื่อรับฟังว่า ผู้คนมองหอศิลป์อย่างไร และอะไรคือสิ่งที่ทำให้พวกเขารู้สึกว่า “พื้นที่นี้ไม่ใช่ของตน”

แผนภาพสรุปกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) ของ หอศิลป์ดัลวิช ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ผู้คนจากชุมชนต่าง ๆ ในลอนดอนร่วมกันสะท้อนว่า หอศิลป์จะเชื่อมโยงกับชีวิตร่วมสมัยของผู้คนได้อย่างไร ผ่านประเด็นด้านอัตลักษณ์ ความเท่าเทียม สุขภาวะ การเข้าถึง และความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ทางศิลปะ โดยผู้เข้าร่วมไม่ได้ทำหน้าที่เพียง “ผู้ให้ข้อมูล” แต่มีบทบาทเป็นนักวิจัยชุมชนที่ร่วมตั้งคำถาม วิเคราะห์ และออกแบบทิศทางการทำงานของหอศิลป์ร่วมกัน (Findlay, J. (2026, April 29). The Past for the Present: Community Action Research at Dulwich Picture Gallery [Presentation slide]. Lecture presented at the workshop “Creative Ageing in Contemporary Museum Practice 2026”, Museum Siam, Bangkok, Thailand.)
ตลอดกระบวนการ ทีมงานจัดวงสนทนาและกิจกรรมรับฟังความคิดเห็นมากกว่า 20 ครั้ง และพูดคุยกับผู้คนกว่า 200 คน สิ่งที่ปรากฏขึ้นไม่ได้มีเพียงข้อเสนอเรื่องกิจกรรมหรือการสื่อสาร หากรวมถึงความรู้สึกที่ลึกกว่านั้น หลายคนไม่เคยคิดว่าตนเอง “มีสิทธิ” ที่จะเดินเข้าไปในหอศิลป์ บางคนรู้สึกว่าศิลปะเป็นเรื่องของคนอีกชนชั้นหนึ่ง ขณะที่บางคนมองว่าพื้นที่เช่นนี้ไม่เคยสะท้อนประสบการณ์ชีวิตของตนเลย
สำหรับเจน สิ่งสำคัญของกระบวนการนี้จึงไม่ใช่เพียงการเก็บข้อมูลเพื่อพัฒนาโครงการใหม่ แต่คือการทำให้หอศิลป์มองเห็นว่า ยังมีผู้คนอีกจำนวนมากที่ไม่เคยรู้สึกว่า พื้นที่ทางศิลปะเปิดรับประสบการณ์ชีวิตของพวกเขาอย่างแท้จริง และหากสถาบันศิลปะต้องการเชื่อมโยงกับสังคมร่วมสมัยมากขึ้น การรับฟังผู้คนตั้งแต่จุดเริ่มต้นอาจสำคัญกว่าการออกแบบกิจกรรมเพื่อดึงผู้คนเข้ามาในภายหลัง
หลังจากกระบวนการรับฟังและการทำวิจัยร่วมกับชุมชน หอศิลป์ดัลวิชเริ่มมองเห็นชัดขึ้นว่า ผู้คนจำนวนมากไม่ได้กำลังมองหากิจกรรมทางศิลปะเพียงอย่างเดียว หากกำลังมองหาพื้นที่ที่ทำให้ตนรู้สึกเชื่อมโยงกับผู้อื่นอีกครั้ง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ชีวิตเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ความโดดเดี่ยว หรือภาระในการดูแลคนรอบตัว
สิ่งนี้ทำให้ทีมงานเริ่มขยายการทำงานออกไปนอกพื้นที่หอศิลป์ และร่วมมือกับ ศูนย์สุขภาพเทสซา โจเวลล์ (Tessa Jowell Health Centre) ซึ่งเป็นศูนย์สุขภาพในพื้นที่ทางตอนใต้ของลอนดอน ศูนย์สุขภาพแห่งนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่เผชิญความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาวะอย่างชัดเจน และมีผู้คนจำนวนมากเข้ามาใช้บริการในชีวิตประจำวัน ทั้งผู้สูงวัย ผู้ดูแลคนในครอบครัว และผู้ที่กำลังเผชิญปัญหาสุขภาพระยะยาว สำหรับทีมงานของหอศิลป์ พื้นที่เช่นนี้จึงไม่ใช่เพียงสถานที่ทางการแพทย์ แต่เป็นพื้นที่ที่สะท้อนความเป็นจริงและความเปราะบางของผู้คนในชุมชน

ผู้เข้าร่วมกิจกรรมสร้างสรรค์ด้านสุขภาวะระหว่าง หอศิลป์ดัลวิช และ ศูนย์สุขภาพเทสซา โจเวลล์ ร่วมทำกิจกรรมศิลปะและการพูดคุยภายในพื้นที่ศูนย์สุขภาพในกรุงลอนดอน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาแผนงานที่เชื่อมโยงศิลปะ ความสัมพันธ์ และสุขภาวะเข้ากับชีวิตประจำวันของผู้คน (ภาพจาก Turner, G. (Photographer). (n.d.). Tessa Jowell Health Centre, Dulwich Picture Gallery creativity and wellbeing workshops [Photograph]. https://londonplus.org/creative-health-project-dulwich-picture-gallery)
แทนที่จะมองศิลปะในฐานะกิจกรรมเสริม ทีมงานเริ่มตั้งคำถามใหม่ว่า ศิลปะจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาวะในชีวิตประจำวันได้อย่างไร โดยเฉพาะสำหรับผู้คนที่อาจไม่เคยรู้สึกว่า “หอศิลป์” เป็นพื้นที่ของตนมาก่อน หนึ่งในกิจกรรมสำคัญคือ กิจกรรมสร้างสรรค์ในทุกวันจันทร์ (Creative Mondays) ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ผู้คนเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมอย่างหลากหลาย ทั้งการเคลื่อนไหวร่างกาย การร้องเพลง งานศิลปะ และกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้คนได้พัก พูดคุย และใช้เวลาร่วมกัน บางคนเข้าร่วมเพราะกำลังเผชิญภาวะโดดเดี่ยวทางสังคม บางคนเป็นผู้ดูแลคนในครอบครัว ขณะที่บางคนกำลังรับมือกับความเหนื่อยล้าทางร่างกายและอารมณ์จากชีวิตประจำวัน
เจนยกตัวอย่างโครงการที่ทำงานร่วมกับผู้มีอาการปวดเรื้อรัง ซึ่งใช้การเคลื่อนไหวร่างกายและกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อช่วยให้ผู้เข้าร่วมกลับมารับรู้ร่างกายของตนเองในรูปแบบใหม่ มากกว่าการมุ่งสร้างผลงานศิลปะเพื่อนำไปจัดแสดง กิจกรรมจำนวนมากจึงให้ความสำคัญกับประสบการณ์ระหว่างผู้คน ไม่ว่าจะเป็นการนั่งพูดคุย การเคลื่อนไหวร่วมกัน หรือการได้ใช้เวลาอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ถูกคาดหวังให้ต้องอธิบายตัวเองตลอดเวลา
สำหรับทีมงาน ผลลัพธ์สำคัญของกิจกรรมเหล่านี้ไม่ได้อยู่ที่จำนวนผู้เข้าร่วมหรือชิ้นงานที่เกิดขึ้นเพียงอย่างเดียว หากอยู่ที่ความรู้สึกที่ค่อย ๆ เกิดขึ้นในกลุ่มของผู้ร่วมกิจกรรม หลายคนอธิบายว่าตนรู้สึก “เบาขึ้น” “ผ่อนคลายขึ้น” หรือ “กลับมารู้สึกมีพลังอีกครั้ง” หลังจบกิจกรรม ทำให้หอศิลป์มองเห็นว่า บางครั้งสิ่งสำคัญที่สุดของประสบการณ์ทางศิลปะอาจไม่ใช่การยืนมองผลงานบนผนัง หากคือช่วงเวลาที่ผู้คนรู้สึกว่าตนยังเชื่อมโยง มีความหมาย และรับรู้ถึงการมีอยู่ของผู้อื่นรอบตัว
สิ่งสำคัญของการทำงานด้านการมีส่วนร่วมสำหรับเจน อาจไม่ใช่เพียงการทำให้แผนงานหนึ่งประสบความสำเร็จ หรือการสร้างกิจกรรมที่มีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก หากคือการทำให้ความสัมพันธ์ วิธีคิด และประสบการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างผู้คนยังคงเดินหน้าต่อไปได้ แม้ช่วงเวลาของแผนงานจะสิ้นสุดลงแล้วก็ตาม
เธออธิบายว่า หลายครั้งวงการศิลปะและวัฒนธรรมมักกล่าวถึง “ความยั่งยืน” ในฐานะการรักษาแผนงานเดิมไว้ให้ดำเนินต่อไป แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่สำคัญกว่าอาจเป็นการทำให้วิธีทำงานแบบมีส่วนร่วมค่อย ๆ ฝังตัวอยู่ในวัฒนธรรมขององค์กร และยังคงส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในระยะยาว

แผนภาพสรุปผลลัพธ์ของความร่วมมือด้านศิลปะและสุขภาวะระหว่าง หอศิลป์ดัลวิช และ ศูนย์สุขภาพเทสซา โจเวลล์ ซึ่งสะท้อนผลกระทบของกิจกรรมสร้างสรรค์ต่อสุขภาวะทางอารมณ์ ความรู้สึกเชื่อมโยงกับผู้คน และคุณภาพชีวิตของผู้เข้าร่วม ทั้งในกลุ่มผู้ใช้บริการ บุคลากรทางสุขภาพ และผู้ปฏิบัติงานด้านศิลปะ (ภาพจาก Dulwich Picture Gallery & Tessa Jowell Health Centre (NHS). (2026, April 29). Creative Arts Partnership [Infographic]. Presentation material from the workshop “Creative Ageing in Contemporary Museum Practice 2026”, Museum Siam, Bangkok, Thailand.)
นักวิจัยชุมชนหลายคนยังคงทำงานร่วมกับหอศิลป์ในบทบาทใหม่ บางคนช่วยประสานงานกิจกรรมด้านสุขภาวะ บางคนเชื่อมโยงผู้คนกลุ่มใหม่เข้าสู่พื้นที่การเรียนรู้ ขณะที่ทีมงานของหอศิลป์เองก็เริ่มนำวิธีคิดจากการทำงานครั้งนี้ไปใช้กับการออกแบบแผนงานอื่น รวมถึงการสร้างความร่วมมือกับองค์กรขนาดเล็ก และการพัฒนาพื้นที่ที่เปิดรับผู้คนหลากหลายมากขึ้น
สิ่งเหล่านี้ทำให้เจนมองว่า การมีส่วนร่วมไม่ควรถูกแยกออกเป็นเพียง “แผนงานพิเศษ” ที่เกิดขึ้นชั่วคราว หากควรกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิธีคิดพื้นฐานในการทำงานของสถาบันศิลปะเอง เพราะท้ายที่สุดแล้ว ผู้คนอาจไม่ได้จดจำหอศิลป์จากนิทรรศการที่เคยจัดขึ้นเพียงอย่างเดียว หากจดจำจากช่วงเวลาที่พวกเขารู้สึกว่า ตนเองได้รับการรับฟัง เชื่อมโยงกับผู้อื่น และมีความหมายต่อพื้นที่แห่งนั้นจริง ๆ
Baring Foundation. (2023, February 27). Museums supporting mental health: Dulwich Picture Gallery. https://baringfoundation.org.uk/blog-post/museums-supporting-mental-health-dulwich-picture-gallery/
Camic, P. M., & Chatterjee, H. J. (2013). Museums and art galleries as partners for public health interventions. Perspectives in Public Health, 133(1), 66–71.
Chatterjee, H. J., & Camic, P. M. (2015). The health and well-being potential of museums and art galleries. Arts & Health, 7(3), 183–186. https://doi.org/10.1080/17533015.2015.1065594
Chatterjee, H. J., & Thomson, L. (2015). Museums and social prescribing. In H. L. Robertson (Ed.), The caring museum: New models of engagement with ageing (pp. 304–341). MuseumsEtc.
Dulwich Picture Gallery. (n.d.). Community work at Dulwich Picture Gallery. https://www.dulwichpicturegallery.org.uk/learning/community-work/
Dulwich Picture Gallery. (n.d.). What impact does art have on wellbeing? https://www.dulwichpicturegallery.org.uk/explore/news-stories/what-impact-does-art-have-on-wellbeing/
Lifetime Arts. (n.d.). Good Times: Art for older people at Dulwich Picture Gallery. https://creativeagingresource.lifetimearts.org/resource/this-is-living-good-times-art-for-older-people-at-dulwich-picture-gallery/
Lifetime Arts. (2022). Participatory arts programming for older adults in museums: Trends in Europe, the UK, and Canada. https://creativeagingnews.substack.com/p/participatory-arts-programming-for
London Plus. (n.d.). Creative health project: Dulwich Picture Gallery. https://londonplus.org/creative-health-project-dulwich-picture-gallery/
Mental Health Foundation & Baring Foundation. (2011). An evidence review of the impact of participatory arts on older people. https://baringfoundation.org.uk/wp-content/uploads/2011/04/EvidenceReview.pdf
Museums Association. (2022). Creatively minded at the museum. https://media.museumsassociation.org/app/uploads/2022/12/11075950/BF_Creatively-minded-at-the-museum_WEB_mr.pdf
Oxford Institute of Ageing. (2010). Art for older people at Dulwich Picture Gallery. https://www.ageing.ox.ac.uk/download/183
Thomson, L., Chatterjee, H. J., & Camic, P. M. (2015). Museums and health and wellbeing. In H. J. Chatterjee & G. Noble (Eds.), Museums, health and wellbeing. Routledge.