Muse Around The World
เมื่อหอศิลป์กลายเป็นพื้นที่ของการรับฟัง
Muse Around The World
18 พ.ค. 69 17

ผู้เขียน : ชีวสิทธิ์ บุณยเกียรติ

บทความนี้เรียบเรียงจากการบรรยายของรูธ เอ็ดสัน จากแมนเชสเตอร์ อาร์ต แกลเลอรี ภายใต้การอบรมเชิงปฏิบัติการ “การพัฒนาแผนงานพิพิธภัณฑ์เพื่อรองรับสังคมสูงวัย” ซึ่งจัดโดย สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (สพร.) ร่วมกับ บริติช เคานซิล ประเทศไทย เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 เนื้อหาการบรรยายถ่ายทอดประสบการณ์การทำงานในโครงการ “Uncertain Futures” ซึ่งพัฒนาร่วมกับศิลปิน นักวิจัย และผู้หญิงในเมืองแมนเชสเตอร์ เพื่อสำรวจประเด็นความไม่มั่นคงด้านการทำงาน ความเหลื่อมล้ำ และการมองข้ามผู้หญิงสูงวัยในสังคมร่วมสมัย

สำหรับรูธ เอ็ดสัน พิพิธภัณฑ์และหอศิลป์อาจไม่ได้ทำหน้าที่เพียงจัดแสดงผลงานศิลปะ หากยังสามารถเป็นพื้นที่สาธารณะที่เปิดให้ผู้คนได้พูดถึงประสบการณ์ชีวิต ความเปราะบาง และปัญหาทางสังคมที่มักไม่กล่าวถึงในชีวิตประจำวัน การทำงานในโครงการ “Uncertain Futures” จึงไม่ได้เริ่มจากการสร้างนิทรรศการ หากเริ่มจากคำถามว่า “อะไรคือสิ่งที่ควรทำให้มองเห็น” โดยเฉพาะประสบการณ์ของผู้หญิงสูงวัยที่ต้องเผชิญทั้งความไม่มั่นคงด้านการทำงาน ความเปลี่ยนแปลงของระบบบำนาญ และความเหลื่อมล้ำที่ซ้อนทับกัน ทั้งเรื่องอายุ เพศ เชื้อชาติ และการย้ายถิ่นฐาน

เมื่อนิทรรศการเริ่มต้นจากคำถามทางสังคม

จุดเริ่มต้นของโครงการ “Uncertain Futures” เกิดขึ้นเมื่อ ค.ศ. 2019 เมื่อหอศิลป์แมนเชสเตอร์มีแผนทำงานร่วมกับ ซูซาน เลซี (Suzanne Lacy) ศิลปินชาวอเมริกันผู้บุกเบิกแนวทางการสร้างงานศิลป์ด้วยกระบวนการทางสังคม (socially engaged practice) ซึ่งทำงานเชื่อมโยงศิลปะเข้ากับประเด็นทางสังคมมาอย่างยาวนานกว่า 40 ปี รูธ เอ็ดสัน อธิบายว่า ผลงานของเลซีไม่ได้มุ่งเพียงการสร้างงานศิลปะในฐานะ “ผลลัพธ์สุดท้าย” หากยังให้ความสำคัญกับกระบวนการทำงาน การรวมตัวของผู้คน และประเด็นสาธารณะที่ใช้ศิลปะโน้มน้าวให้ผู้คนหันกลับมาพิจารณาอีกครั้ง

เมื่อเลซีได้รับเชิญให้พัฒนาโครงการใหม่สำหรับเมืองแมนเชสเตอร์ คำถามสำคัญที่เธอตั้งขึ้นคือ “ประเด็นใดที่ควรหยิบยกมาทำงานเมื่อกล่าวถึงผู้หญิงสูงวัยในแมนเชสเตอร์ คำถามดังกล่าวกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการสำรวจปัญหาทางสังคมที่ผู้หญิงจำนวนมากกำลังเผชิญ ทั้งความไม่มั่นคงด้านการทำงาน การว่างงาน และการเปลี่ยนแปลงของระบบบำนาญในสหราชอาณาจักร เนื่องจากอายุเกษียณของผู้หญิงที่ปรับเพิ่มจากจาก 60 ปี เป็น 66 ปี ส่งผลให้ผู้หญิงจำนวนมากที่เคยคาดหวังว่าจะสามารถเกษียณหรือพึ่งพาระบบบำนาญได้ในวัย 60 ปี ต้องเผชิญความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการทำงานต่อไปอีกหลายปี

รูธเล่าว่า ในช่วงแรกของโครงการ ทีมงานเริ่มต้นจากการพูดคุยกับกลุ่มชุมชน ผู้แทนท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ของเมือง และผู้คนจากหลากหลายภาคส่วนในแมนเชสเตอร์ ก่อนจะพบว่าประเด็นเรื่อง “งาน” และ “ความเหลื่อมล้ำ” ได้รับกล่าวถึงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงสูงวัยที่ยังต้องทำงานต่อไปภายใต้สภาพเศรษฐกิจที่ไม่มั่นคง ขณะเดียวกัน ทีมงานยังเริ่มทำงานร่วมกับนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยในเมืองแมนเชสเตอร์ ทั้ง ซาราห์ แคมป์เบลล์ (Sarah Campbell) ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพและการดูแลผู้สูงวัย และ เอเลน ดิวเฮิร์สต์ (Elaine Dewhurst) นักวิชาการด้านกฎหมายแรงงานและความเหลื่อมล้ำในที่ทำงาน เพื่อช่วยพัฒนาโครงการในมิติการวิจัยควบคู่ไปกับการทำงานศิลปะ

ศิลปะ การวิจัย และการทำงานร่วมกับผู้คน

หลังจากเริ่มต้นตั้งคำถามเกี่ยวกับชีวิตและการทำงานของผู้หญิงสูงวัยในแมนเชสเตอร์ ทีมงานของโครงการ “Uncertain Futures” ใช้กระบวนการพูดคุยและการทำงานร่วมกับผู้คนในเมืองอย่างต่อเนื่อง รูธ เอ็ดสัน เล่าว่า ทีมงานจัดกิจกรรมปรึกษาหารือกับกลุ่มชุมชน ผู้แทนท้องถิ่น และผู้หญิงจากพื้นเพที่หลากหลาย เพื่อทำความเข้าใจว่าประเด็นใดกำลังส่งผลต่อชีวิตของผู้คนจริง ๆ ก่อนที่การระบาดของโรคโควิด-19 จะทำให้กิจกรรมทั้งหมดต้องย้ายไปสู่รูปแบบออนไลน์ในเวลาต่อมา

ในช่วงการระบาด ทีมงานเริ่มพบปะกันทุกสัปดาห์ผ่านระบบออนไลน์ และค่อย ๆ ก่อตั้ง “คณะที่ปรึกษา” ซึ่งประกอบด้วยผู้หญิงจำนวน 14 คนจากหลากหลายชุมชนในแมนเชสเตอร์ รูธอธิบายว่า กลุ่มนี้มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อโครงการ เพราะไม่ได้เป็นเพียง “ผู้ให้ข้อมูล” หากร่วมกำหนดทิศทางทั้งในด้านการวิจัย กระบวนการทำงาน และการพัฒนางานศิลปะ สมาชิกหลายคนเป็นผู้นำชุมชนและมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้คนในพื้นที่ ทำให้พวกเธอสามารถช่วยสร้างความไว้วางใจและร่วมคัดเลือกผู้หญิงอีก 100 คนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงการได้อย่างระมัดระวัง

สมาชิกคณะที่ปรึกษา (Advisory Group) ของโครงการ “Uncertain Futures” ซึ่งประกอบด้วยผู้หญิงจากหลากหลายชุมชนในเมืองแมนเชสเตอร์ และมีบทบาทร่วมในการกำหนดทิศทางการวิจัยและการทำงานศิลปะของโครงการ
ที่มา: Lacy, S. (n.d.). Uncertain futures: Women, work and aging (2019–2024). Suzanne Lacy. https://www.suzannelacy.com/uncertain-futures-main-project-page

รูธเน้นว่า ทีมงานพยายามทำให้การมีส่วนร่วมในโครงการนี้เป็น “การทำงานร่วมกัน” มากกว่าการดึงข้อมูลจากผู้คนไปใช้ในการวิจัยหรือการจัดแสดง สมาชิกของคณะที่ปรึกษาทุกคนได้รับค่าตอบแทนในแต่ละช่วงของการทำงาน และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจร่วมกับทีมงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งในการออกแบบกิจกรรม การอ่านและวิเคราะห์บทสัมภาษณ์ ตลอดจนการร่วมพัฒนาแถลงการณ์ (manifesto) และเอกสารเผยแพร่ต่าง ๆ ของโครงการ

หนึ่งในแนวคิดสำคัญที่รูธกล่าวถึงคือ “participatory research” หรือการวิจัยแบบมีส่วนร่วม ซึ่งพยายามทำให้การวิจัยเกิดขึ้น “ร่วมกับ” ผู้คน มากกว่าศึกษาผู้คนจากมุมมองของนักวิจัยเพียงฝ่ายเดียว เธอยกคำพูดของสมาชิกคนหนึ่งในคณะที่ปรึกษาซึ่งกล่าวว่า กระบวนการนี้เป็น “ความสัมพันธ์ ไม่ใช่การดึงข้อมูลออกมา” (relational, not extraction) เพราะสิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่การเก็บข้อมูลให้มากที่สุด แต่คือการสร้างพื้นที่ที่ผู้คนรู้สึกไว้วางใจ ปลอดภัย และสามารถพูดถึงประสบการณ์ชีวิตของตนเองได้อย่างมีความหมาย

จากนิทรรศการสู่การสร้างบทสนทนาสาธารณะ

ตลอดระยะเวลาหลายปีของโครงการ “Uncertain Futures” การทำงานไม่ได้สิ้นสุดลงที่การเก็บข้อมูลหรือการสัมภาษณ์ผู้เข้าร่วม หากค่อย ๆ พัฒนาไปสู่กิจกรรมสาธารณะ นิทรรศการ และพื้นที่สนทนาที่เปิดให้ผู้คนทั่วไปเข้ามามีส่วนร่วมกับประเด็นเรื่องงาน ความเหลื่อมล้ำ และชีวิตของผู้หญิงสูงวัยในเมืองแมนเชสเตอร์ รูธ เอ็ดสัน เล่าว่า ตลอดสามปีที่ผ่านมา แมนเชสเตอร์ อาร์ต แกลเลอรี ได้พัฒนานิทรรศการออกมา 3 รูปแบบ โดยใช้พื้นที่ของหอศิลป์ซึ่งมีผู้เข้าชมจำนวนมากเป็นพื้นที่สาธารณะสำหรับการตั้งคำถามและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

นิทรรศการช่วงแรกเปิดพื้นที่ให้เกิดการสัมภาษณ์ผู้หญิงกว่า 100 คนภายในบูทสัมภาษณ์ที่ตั้งอยู่ในหอศิลป์ ก่อนจะพัฒนาไปสู่การจัดแสดงข้อมูลวิจัย ภาพยนตร์ และเอกสารที่เกิดขึ้นจากโครงการ หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญคือภาพยนตร์ “Stories of Women, Work and Uncertain Futures” ซึ่งสร้างขึ้นจากบทสัมภาษณ์ของผู้หญิงในโครงการ และต่อมาถูกนำไปจัดแสดงต่อที่ Wellcome Collection ในกรุงลอนดอน รูธอธิบายว่า สิ่งสำคัญของงานชิ้นนี้ไม่ใช่เพียงการบันทึกเรื่องราวส่วนตัว แต่คือการทำให้ประสบการณ์ชีวิตของผู้หญิงสูงวัยกลายเป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนาสาธารณะร่วมสมัย

นอกจากนิทรรศการ ทีมงานยังจัดกิจกรรมพูดคุยและการพัฒนาทักษะในรูปแบบไม่เป็นทางการ เช่น “Chai and Chat” ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ผู้หญิงจากหลากหลายพื้นเพได้พูดคุยเรื่องการทำงาน วัยหมดประจำเดือน ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การทำงานอิสระ และความมั่นใจในชีวิต รูธเล่าว่า กิจกรรมลักษณะนี้ช่วยให้ผู้คนเริ่มรู้สึกว่าปัญหาที่ตนเองเผชิญไม่ได้เป็นเรื่องส่วนตัวเพียงลำพัง หากเชื่อมโยงกับโครงสร้างทางสังคมที่ผู้คนจำนวนมากกำลังเผชิญร่วมกัน

ส่วนหนึ่งของนิทรรศการ “Uncertain Futures” ภายในหอศิลป์แมนเชสเตอร์ ซึ่งใช้บทสัมภาษณ์ งานวิจัย และพื้นที่สนทนา เพื่อเปิดประเด็นเรื่องงาน ความเหลื่อมล้ำ และชีวิตของผู้หญิงสูงวัยในเมืองแมนเชสเตอร์ © Michael Pollard
ที่มา: Uncertain Futures Project. (n.d.). Art / Exhibition 2. https://uncertainfuturesproject.co.uk/art/exhibition-2

อีกเหตุการณ์หนึ่งที่รูธกล่าวถึงด้วยความประทับใจคือ “thank you dinner” ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเชิญผู้หญิงทั้ง 100 คนกลับมาพบกันอีกครั้งหลังจบกระบวนการสัมภาษณ์ ซูซาน เลซี ยืนยันว่ากิจกรรมนี้ควรเป็น “งานเลี้ยงอาหารค่ำ” อย่างจริงจัง มากกว่าการพบปะอย่างไม่เป็นทางการ เพราะเธอมองว่าการเฉลิมฉลอง การดูแล และการทำให้ผู้คนรู้สึกว่าประสบการณ์ของพวกเธอมีคุณค่า เป็นส่วนสำคัญของกระบวนการทำงานไม่ต่างจากงานศิลปะหรือการวิจัยเอง รูธเล่าว่า ในคืนนั้น ผู้หญิงทุกคนถือดอกกุหลาบสีเหลืองร่วมกัน และภาพถ่ายจากกิจกรรมดังกล่าวกลายเป็นภาพแทนของความสุข ความสัมพันธ์ และความรู้สึกของการดูแลซึ่งกันและกันที่เกิดขึ้นตลอดโครงการ

ผลลัพธ์ของโครงการจึงไม่ได้อยู่เพียงในรูปแบบนิทรรศการหรือกิจกรรมศิลปะ หากยังรวมถึงการจัดทำแถลงการณ์ร่วม (manifesto) รายงานวิชาการ และเอกสารเผยแพร่ที่ถูกส่งต่อไปยังนักวิจัย ผู้กำหนดนโยบาย และองค์กรต่าง ๆ ที่ทำงานเกี่ยวกับแรงงานและผู้สูงวัย รูธมองว่า สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าศิลปะและการวิจัยสามารถทำงานร่วมกันเพื่อสร้างบทสนทนาสาธารณะ และอาจมีส่วนในการผลักดันการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายได้ในระยะยาว

การทำงานร่วมกับผู้คนที่ต้องใช้เวลา ความยืดหยุ่น และความไว้วางใจ

สำหรับรูธ เอ็ดสัน การทำงานในโครงการ “Uncertain Futures” ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างงานศิลปะหรือการจัดนิทรรศการ แต่ยังเป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันที่ต้องอาศัยเวลา ความยืดหยุ่น และการทำงานกับผู้คนอย่างต่อเนื่อง เธออธิบายว่า การทำงานด้วยกระบวนการทางสังคมไม่สามารถวางแผนทุกอย่างล่วงหน้าได้อย่างตายตัว เพราะทีมงานจำเป็นต้องตอบสนองต่อสิ่งที่ผู้คนกำลังเผชิญ และพร้อมปรับเปลี่ยนทิศทางของโครงการอยู่เสมอ โดยเฉพาะในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งส่งผลให้ประเด็นเรื่องความเหลื่อมล้ำทางเชื้อชาติ แรงงาน และความไม่มั่นคงในชีวิตยิ่งปรากฏชัดขึ้นในสังคมอังกฤษ

รูธยอมรับว่า กระบวนการทำงานร่วมกันเช่นนี้ไม่ได้ราบรื่นเสมอไป แม้ทีมงานจะพยายามตัดสินใจร่วมกันและเปิดพื้นที่ให้ทุกคนมีส่วนร่วม แต่ก็มีช่วงเวลาของความเห็นไม่ตรงกัน ความตึงเครียด และความไม่แน่นอนเกิดขึ้นตลอดกระบวนการ เธอมองว่าสิ่งสำคัญคือการพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมา ใช้เวลาในการรับฟัง และสร้างพื้นที่ที่ปลอดภัยพอให้ผู้คนสามารถแสดงความคิดเห็นหรือความกังวลของตนเองได้

ทีมงานศิลปิน นักวิจัย และผู้ร่วมโครงการ “Stories of Women, Work and Uncertain Futures” ซึ่งทำงานร่วมกันตลอดห้าปี เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ของผู้หญิงสูงวัยผ่านภาพยนตร์ งานวิจัย และกระบวนการศิลปะเชิงสังคมที่เปิดพื้นที่ให้เรื่องเล่าส่วนบุคคลกลายเป็นบทสนทนาสาธารณะ © Meg Parnell
ที่มา: Uncertain Futures Project. (n.d.). Art / Exhibition 3: Stories of Women, Work and Uncertain Futures. https://uncertainfuturesproject.co.uk/art/exhibitio

อีกประเด็นหนึ่งที่รูธกล่าวถึงคือ การทำงานร่วมกับผู้คนจำเป็นต้องมี “ข้อตกลงร่วม” ที่ชัดเจน ในแต่ละช่วงของโครงการ ทีมงานจึงร่วมกันกำหนดบทบาท หน้าที่ และความคาดหวังของทุกฝ่าย ทั้งศิลปิน นักวิจัย หอศิลป์ และสมาชิกชุมชน เพื่อให้ทุกคนเข้าใจว่าตนเองกำลังมีส่วนร่วมในกระบวนการใด และสามารถทำงานร่วมกันได้บนพื้นฐานของความไว้วางใจ

รูธยังสะท้อนว่า การทำงานลักษณะนี้ต้องใช้เวลามากกว่ากระบวนการทำงานพิพิธภัณฑ์หรือหอศิลป์แบบทั่วไป เพราะการทำงานร่วมกับชุมชนและการสร้างกระบวนการแบบสร้างงานร่วมกัน (co-production) ไม่สามารถเร่งให้เกิดขึ้นได้ในระยะเวลาสั้น ๆ ขณะเดียวกัน หอศิลป์เองก็ต้องปรับวิธีคิดและวิธีทำงานขององค์กรไปพร้อมกัน โดยเฉพาะการมองบทบาทของหอศิลป์ในฐานะ “พื้นที่สาธารณะ” ที่มีความรับผิดชอบต่อชีวิตและปัญหาของผู้คนในเมือง

ท้ายที่สุด รูธมองว่า มรดกสำคัญของโครงการอาจไม่ได้อยู่เพียงในรูปแบบนิทรรศการ ภาพยนตร์ หรือเอกสารวิจัย แต่รวมถึงความสัมพันธ์ระยะยาวที่เกิดขึ้นระหว่างหอศิลป์กับชุมชน ผู้หญิงกว่า 100 คนที่เข้าร่วมโครงการ ตลอดจนเครือข่ายองค์กรและนักวิจัยที่ยังคงทำงานร่วมกันต่อไปหลังโครงการสิ้นสุดลง สำหรับเธอ การทำงานด้วยกระบวนการทางสังคมจึงไม่ใช่เพียงวิธีการสร้างงานศิลปะ หากยังเป็นกระบวนการที่ค่อย ๆ เปลี่ยนวิธีคิดของสถาบัน และเปิดให้หอศิลป์เรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกับผู้คนในฐานะ “หุ้นส่วน” มากกว่าผู้ชมเพียงฝ่ายเดียว

แหล่งข้อมูล

Campbell, S., & Dewhurst, E. (n.d.). Uncertain futures. Manchester Urban Ageing Research Group, The University of Manchester. https://www.humanities.manchester.ac.uk/muarg/research/current-projects/uncertain-futures/

Lacy, S. (n.d.). Stories of women, work and uncertain futures. Suzanne Lacy. https://www.suzannelacy.com/stories-of-women-work-and-uncertain-futures-manchester-art-gallery-2024-2025

Lacy, S. (n.d.). Uncertain futures: Women, work and aging (2019–2024). Suzanne Lacy. https://www.suzannelacy.com/uncertain-futures-main-project-page

Manchester Art Gallery. (2024). Suzanne Lacy: Uncertain futures. https://manchesterartgallery.org/event/suzanne-lacy-uncertain-futures/

Manchester Metropolitan University. (n.d.). Research: Uncertain futures. https://www.mmu.ac.uk/about-us/faculties/health-and-education/research/projects/uncertain-futures

Neuer Berliner Kunstverein. (2025). Suzanne Lacy. Uncertain futures. https://www.nbk.org/en/ausstellungen/suzanne-lacy

Uncertain Futures Project. (n.d.). Art. https://uncertainfuturesproject.co.uk/art

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ