Muse Around The World
อัตลักษณ์ใต้เงาสงคราม
Muse Around The World
15 พ.ค. 69 46

ผู้เขียน : ชีวสิทธิ์ บุณยเกียรติ

เดือนมิถุนายน คือ Pride Month ที่ผู้คนทั่วโลกออกมาเฉลิมฉลองความหลากหลายทางเพศและเสรีภาพในการเป็นตัวของตัวเอง ประวัติศาสตร์อีกด้านหนึ่งของชุมชน LGBTQ+ ก็ยังควรค่าแก่การย้อนมอง โดยเฉพาะช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 เมื่อสังคมยุโรปเริ่มเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งความเป็นสมัยใหม่ การขยายอำนาจรัฐ และบรรยากาศทางสังคมที่กำลังเคลื่อนไปสู่ยุคสงคราม

เรื่องราวของผู้คนหลากหลายอัตลักษณ์ในช่วงเวลานั้นปรากฏในวัตถุธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นรายงานตำรวจ เอกสารทางการแพทย์ หรือเครื่องหมายบนเครื่องแบบนักโทษ แม้วัตถุเหล่านี้จะลักษณะสามัญ แต่กลับสะท้อนให้เห็นว่า อัตลักษณ์ทางเพศและเพศสภาพค่อย ๆ ถูกจับตามอง อธิบาย และจำแนกอย่างเป็นระบบในสังคมยุโรปสมัยใหม่อย่างไร บทความนี้จึงชวนสำรวจวัตถุทางประวัติศาสตร์สามชิ้น ซึ่งเผยให้เห็นพัฒนาการของการมองผู้คนที่มีอัตลักษณ์หลากหลาย

อัตลักษณ์ภายใต้การเฝ้าระวัง

ค.ศ. 1918 ผู้กำกับตำรวจตองกี (Police Commissioner Tanguy) แห่งสำนักงานตำรวจปารีส ประเทศฝรั่งเศส จัดทำรายงานการเข้าตรวจค้นโรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงปารีส หลังถูกสงสัยว่าเป็นสถานที่พบปะของชายรักชาย รายงานดังกล่าวบันทึกชื่อ อายุ ที่อยู่ และพฤติกรรมของผู้คนภายในสถานที่อย่างละเอียด พร้อมใช้ถ้อยคำที่สะท้อนมุมมองของรัฐต่อความหลากหลายทางเพศในเวลานั้น เช่น การเชื่อมโยงผู้คนเหล่านี้เข้ากับ “ความเสื่อมทราม” และ “ภัยต่อศีลธรรม”

เอกสารรับรองทางการแพทย์พิมพ์ดีดบนกระดาษทางการ ลงวันที่ 23 พฤศจิกายน ค.ศ. 1928 พร้อมลายเซ็นของมักนุส เฮิร์ชเฟลด์ หมึกที่ซีดจาง รอยพับ และพื้นผิวกระดาษที่ผ่านกาลเวลา เผยให้เห็นร่องรอยของชีวิตซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกบันทึกไว้ในระบบราชการ (ภาพจาก Magnus-Hirschfeld Gesellschaft. (1928, November 23). Transvestite certificate for Eva Katter [Photograph]. United States Holocaust Memorial Museum. https://collections.ushmm.org/iiif-b/assets/698681)

แม้ปารีสในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 จะมีชื่อเสียงในฐานะเมืองแห่งศิลปะ คาบาเรต์ และวัฒนธรรมสมัยใหม่ แต่เอกสารชิ้นนี้สะท้อนว่า ชีวิตของผู้คน LGBTQ+ ยังคงอยู่ภายใต้การสอดส่องจากรัฐอย่างใกล้ชิด พื้นที่อย่างโรงแรม บาร์ หรือสถานที่เต้นรำ ซึ่งเป็นพื้นที่พบปะและสร้างเครือข่ายทางสังคมของผู้คนที่มีอัตลักษณ์หลากหลาย อาจกลายเป็นเป้าหมายของการตรวจค้นได้ทุกเมื่อ

สิ่งสำคัญคือ รายงานฉบับนี้เกิดขึ้นก่อนการขึ้นสู่อำนาจของพรรคนาซี และก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 จะเริ่มต้นขึ้น นั่นทำให้เอกสารชิ้นนี้ช่วยอธิบายว่า การเฝ้าระวังผู้คนที่มีอัตลักษณ์แตกต่างจากสังคมส่วนใหญ่ มิได้เกิดขึ้นฉับพลันในยุคสงคราม หากค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในระบบของทางการมาก่อนแล้ว

อัตลักษณ์ที่ต้องได้รับการรับรอง

ในอีกมุมหนึ่ง สังคมยุโรปเริ่มอธิบายอัตลักษณ์ทางเพศด้วยภาษาทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ หนึ่งในหลักฐานสำคัญคือ “ใบรับรองทรานส์เวสไทต์” (Transvestitenschein) ของเอวา คัทเทอร์ (Eva Katter) ซึ่งออกโดยสถาบันเพศศาสตร์ (Institut für Sexualwissenschaft) กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนีเมื่อ ค.ศ. 1928

สถาบันแห่งนี้ก่อตั้งโดยมักนุส เฮิร์ชเฟลด์ (Magnus Hirschfeld) แพทย์และนักเพศวิทยาชาวเยอรมันผู้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันความเข้าใจเรื่องเพศและอัตลักษณ์ทางเพศในยุโรปช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ตัวเอกสารระบุว่า ผู้ถือเอกสารเป็น “transvestite” ในทางการแพทย์ และควรได้รับอนุญาตให้สวมเครื่องแต่งกายของเพศชาย เพื่อสุขภาวะทางจิตและความสามารถในการใช้ชีวิตและทำงาน

รายงานตำรวจภาษาฝรั่งเศสจากกรุงปารีส พิมพ์บนกระดาษราชการพร้อมตราประทับและลายมือกำกับ รายละเอียดที่เรียงต่อกันอย่างเป็นระเบียบ ทั้งชื่อ อายุ และคำให้การ ทำให้เอกสารธรรมดาชิ้นนี้เต็มไปด้วยบรรยากาศของการจับตามองในเมืองใหญ่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 (ภาพจาก Mémorial de la Shoah. (1918, January 19). Report by Police Commissioner Tanguy, Criminal Investigation Department [Archival document]. https://minisites.memorialdelashoah.org/wp-content/uploads/sites/20/2021/06/rapport-t-990x990.png และ  https://minisites.memorialdelashoah.org/wp-content/uploads/sites/20/2021/06/rapport-t-2-990x990.png)

ในช่วงสาธารณรัฐไวมาร์ กรุงเบอร์ลินถือเป็นหนึ่งในศูนย์กลางของวัฒนธรรมเควียร์ในยุโรป ทั้งบาร์ คาบาเรต์ และเครือข่ายทางสังคมของผู้คนหลากหลายอัตลักษณ์เริ่มเติบโตขึ้น อย่างไรก็ตาม เอกสารชิ้นนี้ก็สะท้อนอีกด้านหนึ่งของสังคมสมัยใหม่ เพราะแม้ผู้คนที่มีอัตลักษณ์หลากหลายจะได้รับการ “มองเห็น” มากขึ้น แต่การใช้ชีวิตตามอัตลักษณ์ของตนเองยังต้องได้รับการรับรองจากผู้เชี่ยวชาญและสถาบันทางการแพทย์ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจับกุมหรือคุกคามจากตำรวจ

หลังพรรคนาซีขึ้นสู่อำนาจ ค.ศ. 1933 สถาบันของเฮิร์ชเฟลด์ถูกบุกทำลาย หนังสือจำนวนมากถูกเผา และข้อมูลของผู้คนที่มีอัตลักษณ์หลากหลายจำนวนมากถูกยึด เอกสารนี้จึงกลายเป็นทั้งหลักฐานทางการแพทย์ และร่องรอยของช่วงเวลาสั้น ๆ ที่สังคมยุโรปเคยพยายามเปิดพื้นที่ให้กับความหลากหลายทางเพศ ก่อนจะเข้าสู่ยุคแห่งการกดทับอย่างเข้มข้น

อัตลักษณ์ที่ถูกตีตรา

เมื่อพรรคนาซีขึ้นสู่อำนาจในเยอรมนีช่วงทศวรรษ 1930 รัฐเริ่มผลักดันแนวคิดเรื่อง “สังคมบริสุทธิ์” และความเป็นระเบียบของชาติ ผ่านการจำแนกผู้คนออกเป็นกลุ่มต่าง ๆ ตามเชื้อชาติ ความเชื่อ และพฤติกรรมที่ถูกมองว่า “เป็นภัย” ต่อสังคม ภายใต้นโยบายดังกล่าว ผู้คนจำนวนมาก ตั้งแต่ชาวยิว นักโทษการเมือง ไปจนถึงผู้ที่มีอัตลักษณ์ทางเพศแตกต่างจากสังคมส่วนใหญ่ ถูกจับกุม ควบคุม และส่งเข้าสู่ค่ายกักกัน

หนึ่งในเครื่องมือสำคัญของการควบคุมดังกล่าวคือ “พารากราฟ 175” (Paragraph 175) มาตราหนึ่งในประมวลกฎหมายอาญาของเยอรมนี ซึ่งเริ่มใช้มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1871 เพื่อดำเนินคดีกับความสัมพันธ์ระหว่างผู้ชาย แม้กฎหมายนี้จะมีมาก่อนยุคนาซี แต่หลัง ค.ศ. 1935 รัฐได้ขยายความและบังคับใช้อย่างเข้มงวดมากขึ้น จนทำให้ผู้ชายหลายหมื่นคนถูกจับกุมจากข้อกล่าวหาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเพศเดียวกัน และจำนวนมากถูกส่งเข้าสู่ค่ายกักกัน เช่น ดาเคา (Dachau) ซัคเซินเฮาเซิน (Sachsenhausen) และบูเคินวัลท์ (Buchenwald)

ภายในค่ายกักกัน เจ้าหน้าที่เอสเอส (SS) หรือหน่วยกึ่งทหารภายใต้พรรคนาซี เริ่มใช้ระบบสัญลักษณ์สีบนเครื่องแบบนักโทษเพื่อแบ่งแยกผู้คนแต่ละกลุ่มอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1930 เป็นต้นมา นักโทษชายที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นกลุ่มรักคนเพศเดียวกันถูกบังคับให้คิดเครื่องหมาย “สามเหลี่ยมสีชมพู” บนเครื่องแต่งกายของตน สัญลักษณ์ชิ้นเล็กนี้จึงไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อการจำแนกภายในค่าย หากยังเป็นเครื่องมือในการตีตราและลดทอนความเป็นมนุษย์ของผู้คน ด้วยการทำให้ร่างกายที่จัดประเภท “มองเห็น” ได้ตลอดเวลา

ชิ้นผ้าสามเหลี่ยมสีชมพูกลับหัว ตัดเย็บอย่างเรียบง่าย พร้อมตัวอักษร “T” สีดำตรงกลาง พื้นผ้าเก่าซีดและขอบที่เริ่มหลุดลุ่ยเผยให้เห็นร่องรอยการใช้งานจริงบนเครื่องแบบนักโทษในค่ายกักกันช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 (ภาพจาก United States Holocaust Memorial Museum. (1945). Pink triangle prisoner badge from Langenstein-Zwieberge concentration camp [Artifact]. https://publichistory.humanities.uva.nl/wp-content/uploads/2022/09/1991.198.7_001.800x800-1.jpg)

ในช่วงเวลานี้ อัตลักษณ์ของกลุ่มเพศที่หลากหลายนั้นถูกตีตราในรูปแบบของสัญลักษณ์บนร่างกายโดยตรง นักโทษที่ติดสามเหลี่ยมสีชมพูมักเผชิญการเลือกปฏิบัติอย่างรุนแรง ทั้งจากเจ้าหน้าที่ค่ายและนักโทษกลุ่มอื่นภายในระบบลำดับชั้นของค่ายกักกัน

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ผู้ชายจำนวนมากที่เคยถูกจับกุมภายใต้พารากราฟ 175 ยังไม่ได้รับการยอมรับว่าเป็นเหยื่อของระบอบนาซี เนื่องจากกฎหมายดังกล่าวยังคงมีผลบังคับใช้ในเยอรมนีต่ออีกหลายทศวรรษ อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา สามเหลี่ยมสีชมพูได้รับการนำกลับมาใช้ใหม่โดยขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิ LGBTQ+ เพื่อเปลี่ยนสัญลักษณ์แห่งการกดขี่ให้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการจดจำและการต่อสู้ในเวลาต่อมา

วัตถุทั้งสามชิ้นในบทความนี้อาจมีขนาดเล็ก และดูเป็นเพียงเอกสารหรือสิ่งของจากอดีต แต่เมื่อพิจารณาร่วมกัน กลับสะท้อนพัฒนาการสำคัญของสังคมยุโรปในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ได้อย่างชัดเจน ตั้งแต่การเฝ้าระวังผู้คนในชีวิตประจำวัน การอธิบายอัตลักษณ์ผ่านภาษาทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ ไปจนถึงการตีตราและจำแนกผู้คนอย่างเป็นระบบภายใต้ระบอบนาซี เรื่องราวเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า อัตลักษณ์ทางเพศไม่เคยเป็นเพียงเรื่องส่วนบุคคล หากสัมพันธ์กับอำนาจของรัฐ กฎหมาย ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และบรรทัดฐานของสังคมในแต่ละยุคสมัย

ในอีกด้านหนึ่ง พิพิธภัณฑ์และหอจดหมายเหตุมีบทบาทสำคัญในการรักษาร่องรอยเหล่านี้เอาไว้ เพราะหากปราศจากการเก็บรักษา ตีความ และเชื่อมโยงวัตถุเข้ากับบริบททางสังคม เอกสารตำรวจ ใบรับรองทางการแพทย์ หรือสัญลักษณ์บนเครื่องแต่งกายของนักโทษ อาจเหลือเพียงสิ่งของที่ไร้ความหมายในคลังจัดเก็บ แต่เมื่อถูกนำกลับมาเล่าใหม่ วัตถุเหล่านี้กลับช่วยเผยให้เห็นชีวิต ความหวาดกลัว และประสบการณ์ของผู้คนซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกผลักออกจากเรื่องเล่ากระแสหลักของประวัติศาสตร์

แหล่งข้อมูล

Beachy, R. (2014). Gay Berlin: Birthplace of a modern identity. Vintage Books.

Jackson, J. G. (2009). Living in Arcadia: Homosexuality, politics, and morality in France from the Liberation to AIDS. University of Chicago Press.

Magnus-Hirschfeld Gesellschaft. (1928, November 23). Transvestite pass for Eva Katter [Medical certificate]. United States Holocaust Memorial Museum Collections. https://collections.ushmm.org/search/catalog/pa1136964

Mémorial de la Shoah. (n.d.). Homosexuals and lesbians in Nazi Europe. https://expo-homosexuels-lesbiennes.memorialdelashoah.org/en/exhibition.html

Plant, R. (1986). The pink triangle: The Nazi war against homosexuals. Henry Holt.

Tamagne, F. (2006). A history of homosexuality in Europe: Berlin, London, Paris 1919–1939. Algora Publishing.

United States Holocaust Memorial Museum. (n.d.). Gay men under the Nazi regime. https://encyclopedia.ushmm.org/content/en/article/gay-men-under-the-nazi-regime

United States Holocaust Memorial Museum. (n.d.). Persecution of homosexuals in the Third Reich. https://encyclopedia.ushmm.org/content/en/article/persecution-of-homosexuals-in-the-third-reich

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ