สำหรับผูสูงอายุ
คำแนะนำการใช้งาน
ขยายขนาดตัวอักษร
เพิ่มระยะห่างตัวอักษร
เพิ่มขนาดลูกศรชี้
ตำแหน่ง
เส้นช่วยในการอ่าน
เน้นการเชื่อมโยง
ปรับชุดสี
เปิดการใช้งาน
ปิดการใช้งาน
คำแนะนำการใช้งาน
เริ่มต้นใช้งาน
Text Size

การขยายขนาดตัวอักษร

สามารถเลือกปรับขนาดตัวอักษรได้ 3 ระดับ คือ 20% 30% และ 40% จากขนาดมาตรฐาน

Text Spacing

การเพิ่มระยะห่างตัวอักษร

การปรับระยะห่างของตัวอักษร และช่องว่างระหว่างบรรทัด สามารถปรับได้ 3 ระดับ เพื่อให้อ่านข้อมูลต่างๆ ได้ง่ายขึ้น

Large Cursor

การเพิ่มขนาดลูกศรชี้ตำแหน่ง

ขยายขนาดของลูกศรชี้ตำแหน่ง (Cursor) ให้ใหญ่ขึ้นถึง 400%


Reading Guide

เส้นช่วยในการอ่าน

จะมีเส้นปรากฏขึ้น พร้อมกับการเลื่อนลูกศรชี้ตำแหน่ง เพื่อให้ผู้อ่านสามารถโฟกัสข้อความที่ต้องการอ่านได้สะดวกขึ้น

Highlight Links

เน้นการเชื่อมโยง

ช่วยเน้นและแยกส่วนของลิงค์หรือปุ่มต่างๆ ออกจาก เนื้อหาภายในเว็บไซต์ เพื่อให้สามารถมองเห็นปุ่มได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

Change Color

เลือกปรับชุดสี

สามารถเลือกปรับชุดสีของเว็บไซต์ได้ 4 แบบตัวอักษรและปุ่มต่างๆ มีสีเข้มคมชัด มองเห็นได้ชัดเจน

museumgoer คนชอบเที่ยวพิพิธภัณฑ์


"พิพิธภัณฑ์มีชีวิต" กับการจำคนที่อยากลืม

ประเทศอิตาลี

แกลเลอรี

ผลลัพธ์ : 1-3 รูป จากทั้งหมด 3 รูป

 

 

ภาพ: จุดที่ เบนิโต มุสโซลินี ถูกยิงเป้าพร้อมภรรยาน้อย
สถานที่: Mezzegra City, เหนือทะเลสาบโคโม ประเทศอิตาลี

 

หลังจากที่ได้ไปเยือนที่นั่นโน่นนี่ที่เขาร่ำลือกันว่า "สวย" มามากมายหลายร้อยแห่งในรอบสามสิบปีที่ผ่านมา ผู้เขียนคิดว่าวันนี้พอจะแยกแยะออกแล้วระหว่าง "เมืองที่มีชีวิต" กับ "เมืองที่แสร้งมีชีวิต"

 

“เมืองที่มีชีวิต” ในนิยามบ้านๆ ของตัวเอง หมายถึงเมืองที่มีคนอยู่จริงๆ ใช้ชีวิตของตัวเอง ยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยว แต่ไม่ถึงขนาดลงทุนเปลี่ยนแปลงหรืออำพรางอัตลักษณ์ของท้องถิ่นเพื่อล่อหลอกให้นักท่องเที่ยวไปเยือน

 

ถ้าจะอนุรักษ์วัฒนธรรมหรือสถานที่ทางประวัติศาสตร์อะไรไว้ ก็ทำเพราะคนในชุมชนเห็นคุณค่าเป็นหลัก ไม่ใช่เพราะว่ามองเห็นเม็ดเงินจากคนต่างถิ่นเป็นสรณะ

 

“เมืองที่แสร้งมีชีวิต” คือเมืองที่แตกต่างจากเมืองข้างต้นชนิดแทบเป็นขาวกับดำ แม้จะสวยก็เป็นความสวยแบบผิวเผินหรือสตัฟฟ์เอาไว้ สวยเฉพาะเวลามองผ่านเลนส์กล้อง ราวกับต้องมองเฉพาะหน้าฉากเหมือนอยู่ในโรงละคร

 

ใครเผลอเดินขึ้นเวทีไปแอบดูหลังฉากต้องพบกับความผิดหวัง เมื่อพบว่าหลังฉากไม่มีอะไรเลย

 

แต่โชคดีว่า โลกนี้มีหลายเมืองที่ทั้งสวยงาม ทั้งมีชีวิตชีวา เพราะคนท้องถิ่นเขาใช้ชีวิตกันจริงๆ จังๆ ไม่ใช่อยู่เพียงเพื่อรอรับเงินจากนักท่องเที่ยว ไปแล้วอยากกลับไปใหม่อีกหลายหน

 

หมู่บ้านหลายแห่งที่รายล้อมริมทะเลสาบโคโม่ (Como) ทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดและลึกที่สุดของประเทศอิตาลี เป็นหนึ่งในจำนวนนั้น

 

แม้สุสานประจำหมู่บ้านทุกหมู่บ้านยังประดับประดาด้วยดอกไม้นานาพรรณ นักท่องเที่ยวเห็นแล้วเป็นอดไม่ได้ที่จะเข้าไปถ่ายรูป และสังหรณ์ใจว่า นี่ขนาดสถานที่สำหรับคนตาย คนที่ยังหายใจยังดูแลเอาใจใส่จนสวยงามขนาดนี้

 

แสดงว่าคนในชุมชนต้องอาศัยอยู่จริงๆ ลงหลักปักฐานไม่คิดจะย้ายออกไปไหน

ด้วยความสวยงามและความเป็น “พิพิธภัณฑ์มีชีวิต” โคโม่ทั้งจังหวัดจึงต้อนรับนักท่องเที่ยวมากถึงปีละกว่าหนึ่งล้านคน ในจำนวนนี้ราวร้อยละ 70 เป็นชาวต่างชาติ การท่องเที่ยวเติบโตอย่างก้าวกระโดดหลังจากศตวรรษที่ 21 เปิดฉากเป็นต้นมา

 

แต่ถึงแม้จะมีนักท่องเที่ยวเป็นหลักล้านทุกปี และไม่มีทีท่าว่าจะลดลง โคโม่ก็ยังสามารถคงความสวยงามของทะเลสาบ สเน่ห์อันเรียบง่ายแบบชนบทอิตาลีของหมู่บ้านน้อยใหญ่ริมทะเลสาบและบนโขดเขา วิลล่าหรือคฤหาสน์หลังใหญ่ของมหาเศรษฐีเมื่อหลายร้อยปีก่อนตั้งเด่นเป็นสง่า อยู่ไม่ไกลจากบ้านเล็กบ้านน้อยและตรอกซอยซอย บางเส้นเป็นเส้นทางสัญจรตั้งแต่ยุคโรมันโบราณกว่าสองพันปีที่แล้ว

 

ไร้ซึ่งเงาของตึกระฟ้าสมัยใหม่ไฮโซ หรือรีสอร์ทห้าดาวขนาดยักษ์มาบดบังทัศนียภาพ

 

สภาพภูมิประเทศรอบทะเลสาบ ซึ่งพื้นที่ลุ่มมีอยู่ไม่มาก พื้นที่ริมทะเลสาบก็ไม่ค่อยมีใครอยากขาย อีกทั้งภูเขาใกล้เคียงก็เป็นป่าสงวน ยังไม่นับกฎระเบียบในการก่อสร้างซึ่งเข้มงวดพอควรสำหรับคนนอกชุมชน ทำให้ไม่ง่ายนักที่ใครจะมาสร้างสถานที่อะไรใหญ่โตเพื่อการท่องเที่ยว

 

นอกจากนี้ บริการสมัยใหม่อย่างเช่น แอร์บีเอ็นบี (Airbnb) ก็ทำให้เจ้าของบ้านหรืออพาร์ตเม้นท์ในชุมชนแถบทะเลสาบสามารถได้เงินจากนักท่องเที่ยวโดยตรง โดยเปิดบ้านเป็นห้องพักชั่วคราว และนักท่องเที่ยวก็มีทางเลือกราคาย่อมเยา

 

บรรยากาศ “ชิลล์ๆ” ริมทะเลสาบ ความสวยงามของภูเขาและท้องน้ำ สถานที่และความสำคัญทางประวัติศาสตร์ซึ่งสืบทอดยาวนานกว่าสองพันปี รวมทั้งความรักถิ่นฐานของชาวโคโม่ ทำให้ละแวกนี้เป็นจุดหมายยอดนิยมอันดับต้นๆ ของผู้ที่พิสมัยใน “การท่องเที่ยวแบบเนิบช้า” (slow tourism)

 

นักท่องเที่ยวแบบเนิบช้าจะเน้นการ “เดิน” แทนการขับหรือโดยสารรถที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก ใช้เวลาค่อยๆ ซึมซับความสวยงามของสถานที่ ไม่ใช่แชะรูปหรือเซลฟี่สิบห้าวินาทีแล้วก็จากไป

 

เส้นทางเดินที่สนุกและสวยงามมากในละแวกทะเลสาบโคโม่มีหลายเส้น เส้นที่ผู้เขียนเดินแล้วชอบที่สุด และคิดว่าคนทั่วไป (ที่ไม่ใช่นักปีนเขา) เข้าถึงได้ง่ายที่สุด คือ “ทางเขียว” หรือ Green Way del Lago จากเมือง โคลอนโน (Colonno) ไปยังคาเดแนบเบีย (Cadenabbia)

 

ทางเดิน 10 กิโลเมตรเส้นนี้กว่าสองพันปีที่แล้วเคยเป็นทางเดินทัพของทหารโรมันโบราณ

 

ตัดผ่านหมู่บ้าน ตรอกซอกซอย หลังบ้านคน ตลาดชุมชน และโบสถ์เก่าใหม่หลายแห่ง ตลอดทางมีภูมิทัศน์ที่หลากหลาย ทำให้เดินได้ไม่เบื่อ

 

ทางบางช่วงค่อยๆ ไต่ขึ้นเขา มองเห็นวิวทะเลสาบสวยงาม บางช่วงเฉียดแนวป่าราวเขา บางตอนลาดลงไปเดินริมทะเลสาบ ผ่านหน้าวิลล่าเศรษฐีอายุหลายร้อยปี จะเลี้ยวเข้าไปเยี่ยมชมสวน แล้วค่อยออกมาเดินต่อก็ย่อมได้

 

ภูมิประเทศที่หลากหลาย ทางเดินสบายๆ ไม่ต้องปีนป่าย อากาศก็ดีมากเกือบทั้งปี (อุณหภูมิราว 8-15 องศาเซลเซียส) แถมยังมีความสะดวกสบายไม่ต้องทรหดมาก หมายความว่าเมื่อไรที่รู้สึกเหนื่อย ไม่ว่าจะอยู่จุดไหน เดินอีกไม่ถึง 10-15 นาทีก็ถึงป้ายรถเมล์ รอเรียกรถกลับที่พักได้ทันที

 

ทั้งหมดนี้ทำให้ Green Way เป็นทางเดินยอดฮิตเส้นหนึ่งในละแวกทะเลสาบโคโม

 

 

แต่ความดีความชอบทั้งหมดผู้เขียนคิดว่า ต้องยกให้ “ป้าย” บอกทางที่วางเป็นระยะๆ อย่างเหมาะสม และ "หินปูทาง" ที่แตกต่างจากทางเท้าทั่วไปอย่างชัดเจน ทำให้มองเห็นชัดว่าทางไหนเป็นส่วนหนึ่งของ Green Way โดยเฉพาะเวลาที่เดินขนาบข้างถนนใหญ่ ไม่ต้องกลัวว่าจะหลงทาง

 

ด้วยความที่ Green Way และทางเดินเส้นอื่นๆ แถบโคโมทำอย่างกลมกลืนไปกับสภาพภูมิประเทศ ทำให้คนเดินอาจพลาดสถานที่สำคัญไป – จุดที่เบนิโต มุสโสลินี (Benito Mussolini) ผู้ก่อตั้งระบอบเผด็จการฟาสซิสต์อิตาลี ถูกนำตัวมายิงเป้าพร้อมภรรยาน้อยระหว่างพยายามหนีข้ามพรมแดนสวิสเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 28 เมษายน ค.ศ. 1945

 

หนึ่งวันให้หลัง ศพของมุสโสลินี เมียน้อย และผู้นำฟาสซิสต์คนอื่นๆ ถูกแห่เข้าเมืองมิลาน ชักรอกห้อยหัวลงกลางลานสาธารณะ ประชาชนผู้แค้นเคืองแห่กันมาถ่มน้ำลายและโยนหินใส่

 

มุสโสลินีปกครองประเทศอย่างคลั่งชาติและกระหายสงคราม เขานำอิตาลีเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สอง ถูกโลกประณามว่า “จอมมาร” เคียงข้างอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) จอมทัพนาซี

 

มุสโสลินีกลายเป็นบุคคลที่ชาวอิตาลีอยากลืมแต่จำใจต้องจำ – ต้องจำเพื่อสอนคนรุ่นหลังสืบไปถึงความเลวร้ายของลัทธิฟาสซิสต์

 

ณ วันนี้จึงมีเพียงสัญลักษณ์กางเขนสีดำ ชื่อของเขาและวันตาย ณ จุดสังหาร