สำหรับผูสูงอายุ
คำแนะนำการใช้งาน
ขยายขนาดตัวอักษร
เพิ่มระยะห่างตัวอักษร
เพิ่มขนาดลูกศรชี้
ตำแหน่ง
เส้นช่วยในการอ่าน
เน้นการเชื่อมโยง
ปรับชุดสี
เปิดการใช้งาน
ปิดการใช้งาน
คำแนะนำการใช้งาน
เริ่มต้นใช้งาน
Text Size

การขยายขนาดตัวอักษร

สามารถเลือกปรับขนาดตัวอักษรได้ 3 ระดับ คือ 20% 30% และ 40% จากขนาดมาตรฐาน

Text Spacing

การเพิ่มระยะห่างตัวอักษร

การปรับระยะห่างของตัวอักษร และช่องว่างระหว่างบรรทัด สามารถปรับได้ 3 ระดับ เพื่อให้อ่านข้อมูลต่างๆ ได้ง่ายขึ้น

Large Cursor

การเพิ่มขนาดลูกศรชี้ตำแหน่ง

ขยายขนาดของลูกศรชี้ตำแหน่ง (Cursor) ให้ใหญ่ขึ้นถึง 400%


Reading Guide

เส้นช่วยในการอ่าน

จะมีเส้นปรากฏขึ้น พร้อมกับการเลื่อนลูกศรชี้ตำแหน่ง เพื่อให้ผู้อ่านสามารถโฟกัสข้อความที่ต้องการอ่านได้สะดวกขึ้น

Highlight Links

เน้นการเชื่อมโยง

ช่วยเน้นและแยกส่วนของลิงค์หรือปุ่มต่างๆ ออกจาก เนื้อหาภายในเว็บไซต์ เพื่อให้สามารถมองเห็นปุ่มได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

Change Color

เลือกปรับชุดสี

สามารถเลือกปรับชุดสีของเว็บไซต์ได้ 4 แบบตัวอักษรและปุ่มต่างๆ มีสีเข้มคมชัด มองเห็นได้ชัดเจน

Covid-19 and Museum


Covid-19 and Museum: Ama Museum

แกลเลอรี

ผลลัพธ์ : 1-6 รูป จากทั้งหมด 6 รูป

Covid-19 and Museum: Ama Museum


       เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNESCO และ สภาการพิพิธภัณฑ์ระหว่างชาติ หรือ ICOM ได้เปิดเผยว่า ในช่วงวิกฤติโควิด-19 นั้น 90% ของพิพิธภัณฑ์ที่มีทั่วโลกต้องปิดประตูบ้าน ไม่สามารถให้บริการแบบเห็นหน้าเห็นตากันได้ และประมาณการว่าเมื่อสถานการณ์ดีขึ้นแล้ว ก็อาจจะมีพิพิธภัณฑ์ถึง 13% ที่มีความเสี่ยงว่าจะต้องปิดตัวเองตลอดไป เนื่องจากไม่สามารถกอบกู้ความเสียหายทางการเงินที่เกิดขึ้นในขณะที่ปิดไปได้ รวมถึงอาจจะไม่สามารถสร้างรายได้อันเป็นผลจากการภาวะการท่องเที่ยวที่ซบเซาอย่างต่อเนื่อง

       การระบาดของไวรัสโคโรนาส่งผลกระทบต่อสถาบันด้านวัฒนธรรมทั่วโลกมากน้อยต่างกัน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าองค์กรเอกชน องค์กรขนาดเล็กที่ไม่ใช่องค์กรภาครัฐนั้นได้รับผลกระทบมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรพิพิธภัณฑ์ที่จุดสนใจไม่ได้เป็นเรื่องวัตถุหรือประวัติศาสตร์ของคนชั้นนำหรือวัฒนธรรมชั้นสูงหรืออารยธรรมโบราณ หากเป็นองค์กรที่สนใจประวัติศาสตร์ของผู้คนธรรมดาที่ไร้สิทธิไร้เสียง ซึ่งการดำรงอยู่นั้นพึ่งพิงรายได้จากค่าเข้าชมและเงินบริจาคของประชาชน และหนึ่งในประเภทของพิพิธภัณฑ์ดังกล่าวที่กำลังจะปิดตัวลงเซ่นพิษโควิด คือ Ama Museum ที่ไทเป ไต้หวัน

Ama Museum: พิพิธภัณฑ์ว่าด้วยอาม่า ที่ไม่ใช่แค่อาม่าธรรมดาๆ


      Ama หรืออาม่า เป็นคำในภาษาจีนที่เราคุ้นเคยกันดีหมายถึงยายหรือย่า นอกเหนือจากคำเรียกธรรมดานี้แล้ว อาม่า ยังเป็นชื่อพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่งในกรุงไทเป ไต้หวันอีกด้วย
      Ama Museum เปิดในเดือนธันวาคม ปี ค.ศ.2016 เพื่อบอกเล่าถึงชีวิตของผู้หญิงไต้หวันในช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ นั่นคือช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งว่ากันว่า มีผู้หญิงไต้หวันราว 2000 คน ที่ถูกบังคับให้เป็น comfort woman หรือหญิงบำเรอ ให้กับทหารญี่ปุ่น

หญิงบำเรอคือใคร

หญิงบำเรอ คือผู้หญิงที่ตกเป็นเหยื่อระบบทาสทางเพศที่สร้างและควบคุมโดยรัฐบาลญี่ปุ่นในช่วงปี ค.ศ.1932-ค.ศ.1945 ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่ญี่ปุ่น บุกและควบคุมหลายประเทศในเอเชียแปซิฟิก และได้สร้างสิ่งที่เรียกว่า “comfort station” (ในบริบทนี้หมายถึงสถานที่ให้บริการทางเพศ) ขึ้นในประเทศต่างๆ โดย comfort station แห่งแรกอยู่ที่เซี่ยงไฮ้ จากนั้นขยายไปเป็นวงกว้างคือที่ญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน เกาหลี ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย พม่า ติมอร์ตะวันออก ฮ่องกง มาเก๊า และอินโดจีน ผู้หญิงที่มีชีวิตที่นั่น ไม่ได้มาโดยความสมัครใจ แต่ถูกบังคับหรือล่อลวงมาจากประเทศต่างๆ จำนวนส่วนใหญ่มาจากเกาหลี ส่วนอื่นๆได้แก่ ผู้หญิงจีน ไต้หวัน และจากที่อื่นๆในเอเชียรวมถึงผู้หญิงญี่ปุ่น และผู้หญิงยุโรปที่อยู่ในดินแดนที่ญี่ปุ่นเข้าครอบครองด้วย เช่น ดัทช์ในอินโดนีเซีย เป็นต้น จำนวนของผู้หญิงที่เป็นเหยื่อของระบบทาสทางเพศนี้ยังไม่สามารถสรุปได้แน่นอน แต่มีการประมาณกันว่าอยู่ในราว 200,000 คนเป็นอย่างต่ำ เหตุที่ตัวเลขนี้เป็นตัวเลขประมาณการอย่างต่ำนั้นก็เนื่องจากผู้หญิงจำนวนมากเสียชีวิต และกว่าคนที่รอดชีวิตจะออกมาเปิดเผยตัวเองก็ล่วงเข้าปลายศตวรรษที่ 20 แล้ว

1990: coming out

ในช่วงระหว่างปีค.ศ. 1932-ค.ศ.1945 มีผู้หญิงจำนวนมากเสียชีวิตจากการถูกทำร้าย จากโรคติดต่อ จากการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ และจากการฆ่าทิ้งหลังสงครามจบลง คนที่เหลืออยู่ต่างใช้ชีวิตด้วยความอับอาย ความรู้สึกผิด และหลบซ่อนตัวอยู่ในประวัติศาสตร์ จนกระทั่งในปีค.ศ. 1990 จึงเกิด สภาเกาหลีเพื่อผู้หญิงที่ถูกบังคับเป็นทาสกามารมณ์ของทหารญี่ปุ่นขึ้น (Korean council for women drafted for military sexual slavery by japan) และในปีค.ศ. 1991 ก็ได้มีผู้หญิงเกาหลีคนแรกก้าวออกมาเปิดเผยว่าเคยถูกบังคับให้เป็นหญิงบำเรอในค่ายทหารญี่ปุ่น เมื่อเรื่องราวความทารุณโหดร้ายเปิดเผยขึ้น comfort women จึงกลายเป็นการเคลื่อนไหวระดับโลกเพื่อเรียกร้องค่าชดเชยและคำขอโทษจากรัฐบาลญี่ปุ่น การเคลื่อนไหวนี้ที่ขับเคลื่อนโดยผู้หญิงที่เป็นเหยื่อและจากประชาชนในหลายๆประเทศ รวมถึงจากองค์กรอย่างพิพิธภัณฑ์ด้วย

2000: บันทึก เรียนรู้ ส่งต่อบทเรียน เรียกร้องความเป็นธรรม

เรื่องราวของหญิงบำเรอถูกเก็บงำซ่อนเร้นไว้กับตัวเหยื่อยาวนานถึง 50 ปีกว่าโลกจะได้รับรู้ถึงความเจ็บปวดที่พวกเธอได้รับ แม้กระนั้น ก็ยังใช้เวลาอีกกว่า 10 ปี ที่ประสบการณ์ของพวกเธอจะถูกบันทึกอย่างเป็นทางการในฐานะประวัติศาสตร์ของสงครามโลกครั้งที่ 2
-Women’s Active Museum on War and Peace (WAM) ที่ประเทศญี่ปุ่น เป็นพิพิธภัณฑ์แรกที่นำเสนอเรื่องนี้ ในปีค.ศ. 2005
-War and Women’s Human Right Museum จัดตั้งขึ้นในปีค.ศ. 2012 ที่ประเทศเกาหลีใต้
-Nanjing Liji Lane Comfort Women Museum ที่ประเทศจีนเปิดในปีค.ศ. 2015
-Shanghai Normal University Chinese Comfort Women Museum, Shanghai เปิดในปีค.ศ. 2016 ที่เซี่ยงไฮ้
-และ Ama museum ในไต้หวันเปิดเมื่อเดือนธันวาคมปีค.ศ. 2016

จุดร่วมของพิพิธภัณฑ์เหล่านี้คือการค้นหาข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์เรื่องความรุนแรงต่อผู้หญิงในสงคราม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิงที่ถูกบังคับให้เป็นหญิงบำเรอของทหารญี่ปุ่น จัดนิทรรศการ โปรแกรมการเรียนรู้ บันทึกจดหมายเหตุ และรณรงค์เคลื่อนไหวเรียกร้องค่าชดเชยและคำขอโทษ เพื่อที่จะป้องกันไม่ให้ความรุนแรงลักษณะนี้เกิดซ้ำขึ้นอีก รายได้ของพิพิธภัณฑ์เหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากค่าเข้าชม บริการต่างๆ ร้านค้า ความช่วยเหลือจากต่างประเทศ และการบริจาคของประชาชน

Ama Museum: พิพิธภัณฑ์ว่าด้วยอาม่า ที่ไม่ใช่แค่อาม่าธรรมดาๆ


พิพิธภัณฑ์อาม่าเป็นพิพิธภัณฑ์เล็กๆประกอบด้วยโถงนิทรรศการหลักสองส่วน ส่วนแรกแสดงภาพที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานีบริการทางเพศ และสื่อสารถึงบาดแผลเรื้อรังที่เหยื่อผู้รอดชีวิตต้องเผชิญตราบจนกระทั่งบั้นปลายชีวิต ส่วนที่สองแสดงให้เห็นว่าผู้หญิงเหล่านี้ไม่ใช่เหยื่อที่ไร้อำนาจ หากเป็นผู้นำในการรณรงค์ต่อต้านและริเริ่มกระบวนการทางกฏหมายให้เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น ผู้หญิงที่เป็นเหยื่อต้องการล้างมลทิน กู้คืนศักดิ์ศรีของตนกลับมา บรรดาอาม่าที่ปรากฏในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จึงไม่ใช่แค่ยายหรือย่าชราที่สิ้นหวัง แต่เป็นผู้หญิงที่ลุกขึ้นมาเปิดโปงประวัติศาสตร์ เสียงแห่งความกล้าหาญของอาม่าในวันนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงวิถีปฏิบัติที่ผู้ชายหรือรัฐมีต่อผู้หญิงในอนาคต

 

เริ่มต้นจากเหยื่อประวัติศาสตร์สงครามและจบที่เหยื่อประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ

 

เป็นความสูญเสียอย่างยิ่ง ที่ Ama Museum ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ผู้หญิงที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งต้องปิดตัวลงในเดือนพฤศจิกายนนี้ เพราะพิษเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากการระบาดของโควิด-19

การปิดตัวลงของพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่ง ไม่ได้หมายถึงแค่การหายไปของมูลค่าทางเศรษฐกิจ หากหมายถึงการสูญเสียโอกาสในการเรียนรู้เรื่องราวที่พิพิธภัณฑ์แห่งนั้นทุ่มเทค้นหาและเปิดเผยต่อสาธารณะ แน่นอนว่าการดำรงอยู่ของพิพิธภัณฑ์หนึ่งๆนั้นประกอบด้วยปัจจัยมากมาย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้ชมก็เป็นปัจจัยที่มีค่าและสำคัญยิ่งต่อการอยู่หรือจากไปของพิพิธภัณฑ์ ผู้เขียนได้แต่หวังว่าหากโอกาสเอื้ออำนวย ท่านผู้อ่านจะกลับไปเยี่ยมพิพิธภัณฑ์ที่ท่านเคยรัก หรือเคยไปท่องเที่ยว เพื่อที่พิพิธภัณฑ์เหล่านั้นจะยังคงสามารถเปิดดำเนินการต่อไปได้

เพราะ “ผู้ชมมีความสำคัญต่อพิพิธภัณฑ์ ไม่น้อยกว่าที่พิพิธภัณฑ์มีความสำคัญต่อสังคม”

อ่านเพิ่มเติมได้ที่
https://news.un.org/en/story/2020/05/1064362
https://news.ltn.com.tw/news/focus/breakingnews/3219988?fbclid=IwAR0qW4P78_C7A_D2YswXec20UL802blALuRlyP_ot1xuAW3mCxC509k4zto
https://worldforagirl.com/ama-museum-taipei-empowering-women-in-taiwan/
https://apjjf.org/2018/08/Ward.html
https://www.britannica.com/topic/comfort-women
ขอบคุณภาพประกอบจาก https://worldforagirl.com/ama-museum-taipei-empowering-women-in-taiwan/