ศูนย์วิทย์ฯ ในกระติ๊บข้าวเหนียว

ศูนย์วิทย์ฯ ในกระติ๊บข้าวเหนียว

 

 

 

สมัยเด็ก ๆ เราอาจจะเคยชินกับการเรียนหนังสือแยกเป็นรายวิชา เก้าโมงเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ สิบโมงเรียนภาษาไทย สิบเอ็ดโมงเรียนสังคมศึกษา เนื้อหาในรายวิชามักแยกขาดจากกัน แต่ที่ “ศูนย์วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมเพื่อการศึกษาร้อยเอ็ด” ไม่ได้มองว่า “วิทยาศาสตร์” นั้นแยกขาดจาก “สังคมศึกษา” หากแต่มองว่า “วิทยาศาสตร์” และ “วัฒนธรรม” เป็นสิ่งที่เกื้อหนุนและไปด้วยกันได้เป็นอย่างดี ศูนย์วิทยาศาสตร์แห่งนี้จึงทำหน้าที่เป็นทั้งพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ที่ให้ความรู้และจัดการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ให้เด็กและประชาชนทั่วไป ขณะเดียวกันก็สอดแทรกเนื้อหาอันเนื่องด้วย “วัฒนธรรม” โดยเฉพาะวัฒนธรรมถิ่นอีสานเข้าไปในนิทรรศการด้วย

 

สถาปัตยกรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก “กระติ๊บข้าวเหนียว” ตั้งตระหง่านต้อนรับผู้มาเยือนอยู่ด้านหน้า ขนาบข้างด้วยอาคาร “บั้งไฟทาวเวอร์” ที่สร้างตามแบบบั้งไฟพญานาค ถัดเข้าไปเป็นอาคารนิทรรศการหลักที่สร้างด้วยรูปทรงตามแบบ “หน้าบันสิมอีสาน” หรือประทุนเกวียนของคนอีสาน ตั้งอยู่เคียงคู่กับอาคารทรง “หวดข้าวนึ่ง” อันเป็นที่ตั้งของท้องฟ้าจำลองที่ได้ชื่อว่าเป็น “ท้องฟ้าจำลองที่ทันสมัยที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” นอกจากจะมีท้องฟ้าจำลองที่ทันสมัยและผู้บรรยายเสียงหวานที่คอยสอดแทรกเรื่องราววัฒนธรรมอีสานเข้าไปในบทบรรยายแล้ว ศูนย์วิทย์ฯ แห่งนี้ยังมีนิทรรศการวิทยาศาสตร์ที่ให้ความรู้ด้านต่าง ๆ อย่างครบถ้วน ทั้งนิทรรศการดาราศาสตร์และอวกาศ นิทรรศการโลกล้านปี นิทรรศการเทคโนโลยีชีวภาพ และนิทรรศการสุดคลาสสิคประจำศูนย์วิทย์ฯ ทั่วประเทศไทยอย่างนิทรรศการวิทยาศาสตร์พื้นฐาน ที่สอดแทรกเอกลักษณ์เฉพาะเอาไว้ด้วยการนำโปงลางมาเป็นสื่อในการสอนเรื่อง “เสียง” และบั้งไฟพญานาคมาสอนหลักวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง

 

“จริง ๆ แล้วการดำเนินชีวิตของคนเรา ด้วยวิถีวัฒนธรรม จารีตประเพณี มันก็จะเกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ไปโดยปริยาย แต่เราเพียงแค่ว่าจะชี้ให้เห็นว่าอันนี้เป็นวัฒนธรรม วัฒนธรรมมันจะเกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ยังไง เราก็ต้องชี้ให้เขาเห็น” รอง ผอ. ศูนย์วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมเพื่อการศึกษาร้อยเอ็ดบอกกับเรา “เราจะมีทั้งเรื่องของวิทยาศาสตร์ เรื่องของวัฒนธรรม ที่สอดคล้องกัน อย่างนิทรรศการเทคโนโลยีชีวภาพ biotech มันก็จะมีเรื่องของวิทยาศาสตร์ด้วย เรื่องของวัฒนธรรมด้วย ก็คือเรื่องของการหมัก การทำปลาร้า มันก็เป็นวิถีวัฒนธรรมของคนอีสานที่เขาทำ ถนอมอาหารโดยการหมัก ทำปลาร้าไว้ทาน แต่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ก็คือเรื่องของการหมัก มันจะเอาเรื่องที่ใกล้ตัวกับเขาเข้ามา ซึ่งวิทยาศาสตร์มันก็จะเกี่ยวพันกับวัฒนธรรม”

 

ครูบ๊อบ เสริมขึ้นว่า “แม้กระทั่งวิทยาศาสตร์พื้นฐาน ของเราที่มีเรื่องแสง เสียง แรง แม่เหล็ก เรื่องแรง เราก็มีในเรื่องของวัฒนธรรมเกี่ยวกับการจุดบั้งไฟ เข้ามาด้วย เพื่ออธิบายให้เห็นภาพชัดเจนว่าวิทยาศาสตร์มันไปสัมพันธ์กับวัฒนธรรมอย่างไร”รอง ผอ. กล่าวต่อไปอีกว่า “อย่างจุดบั้งไฟที่ครูบ๊อบว่า บั้งไฟจุดได้ยังไง มันก็จะมีส่วนประกอบในการทำ เพื่อที่จะติดไฟ เพื่อที่มันจะพุ่ง มันจะเคลื่อนที่ไปได้ แต่จริง ๆ ชาวบ้านที่เขาทำไป บางครั้งเขาก็ไม่รู้หรอกว่าหลักการทางวิทยาศาสตร์มันมีปฏิกิริยายังไง แต่เขาบอกว่าเขาอาศัยประสบการณ์หรือว่าการทำต่อ ๆ กันมาว่าส่วนผสมในการทำบั้งไฟ ต้องมีอันนี้ ๆ อย่างนี้”

 

ทุก ๆ นิทรรศการของศูนย์วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมเพื่อการศึกษาร้อยเอ็ดจึงมีส่วนผสมของวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมอยู่ด้วยกันเสมอ ไม่ใช่เพียงนิทรรศการวิทย์ ๆ อย่างเรื่องเทคโนโลยีชีวภาพหรือวิทยาศาสตร์พื้นฐานที่มีการแทรกเรื่องวัฒนธรรมเข้าไป แต่นิทรรศการที่มุ่งจะถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับวัฒนธรรมเป็นหลัก ก็มีสอดแทรกวิทยาศาสตร์เข้าไปด้วยเช่นกัน เช่น นิทรรศการ “นิทานจักรวาล” ซึ่งเป็นผลจากการร่วมมือกันระหว่างศูนย์วิทย์ฯ กับสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ หรือนิทรรศการ  “ศูนย์การศึกษาข้าวหอมมะลิโลก” ที่เกิดความร่วมมือระหว่างศูนย์วิทย์ฯ กับเกษตรจังหวัด

 

“นิทานจักรวาล” เป็นนิทรรศการที่ว่าด้วยคติ “ไตรภูมิ” อันเป็นคติที่อธิบายเรื่องโลกสันฐาณและภูมิจักรวาลในความเข้าใจของพุทธและฮินดู ไตรภูมิที่มีเรื่องราวของนรกและสวรรค์จึงมิใช่เพียงเนื้อหาสำหรับการสอนเรื่องความดี-ความชั่วหรือเรื่องบาปบุญคุณโทษเท่านั้น แต่ยังมีลักษณะเป็นดาราศาสตร์แบบไทย ๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อเรื่องราหูอมจันทร์ ที่เปรียบได้กับปรากฏการณ์จันทรุปราคา หรือเรื่องวงโคจรของดวงอาทิตย์รอบ ๆ เขาพระสุเมรุ



“โดยภาพรวม สิ่งที่เราอยากให้เกิดคือ การอธิบายที่มันมีหลักการทางวิทยาศาสตร์ทั่วไป แล้วก็ให้เขาถ่ายทอดเรื่องที่เป็นเรื่องของความเชื่อออกมาให้เห็น เช่น โดยวิทยาศาสตร์ มันคือเรื่องสุริยุปราคา หรือจันทรุปราคา กบกินเดือน กบกินตะวัน เราก็ถ่ายทอดมา แล้วเอาความรู้ด้านวัฒนธรรมเข้ามา เช่น ตีฆ้องหรือตีกะลอเพื่อให้กบมันออก เพื่อให้ราหูที่อมจันทร์มันคลาย ก็คือถ่ายทอดความรู้วิทยาศาสตร์ด้วย แต่ว่านำเสนอในรูปแบบของความเชื่อ แต่มันก็มีหลักวิทยาศาสตร์อยู่ในนั้น

 

เราก็อ้างอิงว่าอยากให้มีหลักการหรือแนวทางที่เกี่ยวกับด้านวิทยาศาสตร์ ก็คือเอามาผสมผสานกับความเชื่อที่อย่างที่ขึ้นไปชม ก็จะได้เห็นป้ายที่เป็นขนาดต่าง ๆ มีการวัดขนาดของครุฑ มีการวัดขนาดของปลา ตอนนั้นที่มาคุยกัน เราก็เลยขอไปว่า ถ้ามันมีขนาดของตัวนี้แล้ว เราก็อยากเอาขนาดของโลกเข้าไปเทียบบ้างว่ามันต่างจากโลกขนาดไหน หรือขนาดของดวงจันทร์ ขนาดของดวงอาทิตย์อะไรก็ได้ เพราะว่าความเชื่อคือราหูมาอมจันทร์ ดังนั้นตัวราหูมันก็ต้องใหญ่กว่าดวงจันทร์ ดังนั้น ก็เลยเอ้อคุณมีขนาดอยู่แล้วว่ากี่โยชน์ ๆ ก็ลองเทียบให้ดูหน่อย เทียบให้เห็นเป็นสัดส่วนหน่อย

 

หรือตอนที่กำหนดขอบเขตงานของนิทรรศการกัน เราก็รู้แล้วว่าดวงดาวต่าง ๆ มันจะอยู่ในสวรรค์ ประมาณชั้นที่ 1 จตุมหาราชิกาเนี่ย เราก็บอกว่างั้นก็ทำเป็นวงโคจรให้ได้ไหม ให้เห็นว่าดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ หรืออะไรที่มันหมุนอยู่รอบเนี่ย (เพื่อ) ให้มันดูเป็นวิทยาศาสตร์ ก็เลยได้วิธีการ ได้แนวทางออกมาเป็นแบบนี้”

 

แม้กระทั่งอีกนิทรรศการที่จัดร่วมกับเกษตรจังหวัดและฟังแวบแรกไม่คิดว่าจะมีเรื่องราวของหลักการทางวิทยาศาสตร์สอดแทรกเข้าไป ก็คือ “ศูนย์การศึกษาข้าวหอมมะลิโลก” ก็ยังมีการสอดแทรกเนื้อหาวิทยาศาสตร์เข้าไปเช่นกัน “มีส่วนของนิทรรศการด้านวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม เช่น โซนที่หนึ่งเราบอกว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับทุ่งกุลาร้องไห้ ก็จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับงานพื้นถิ่น โซนที่สองจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับวัฒนธรรมของจังหวัดร้อยเอ็ด ประเพณีที่เกี่ยวข้องกับข้าว ส่วนที่สามก็จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับหลักการทางวิทยาศาสตร์ของข้าวหอมมะลิที่เขามีการทดลอง มีการวิจัย ทำไมข้าวหอมมะลิปลูกที่ทุ่งกุลามันถึงได้ผลผลิตดี ทำไมมันถึงได้ความหอม มันมีสารอะไร ก็อธิบายไป แล้วทำไมมันเกิดเป็นข้าวหอมมะลิขึ้นมาได้ เขาทดลองยังไง โซนต่อมาก็จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจ การส่งออกข้าวหอมมะลิ งานข้าวหอมมะลิโลก โซนที่ห้า จะเป็นโซนข้าวกับพระมหากษัตริย์ ข้าวกับพระราชา เช่น รัชกาลที่ 5 กับรัชกาลที่ 9 แล้วโซนสุดท้ายจะอยู่ด้านนอก เป็นเกี่ยวกับวิถีชีวิตของชาวนา เครื่องมือเครื่องใช้ ก็คือด้านวัฒนธรรมก็เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย มันจะมีการผสมผสาน”

 

การเชื่อมโยงวิทยาศาสตร์ให้เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หรือมาเพิ่มคำว่าวัฒนธรรมเข้าไปทีหลัง หากแต่เกิดจากความตั้งใจของผู้บริหารมาตั้งแต่เริ่มแรก “อดีตท่านเลขาธิการ กศน. ท่านชาติชาตรี โยสีดา ท่านเป็นคนอีสานแล้วท่านก็อยากให้คนภาคอีสานมีแหล่งเรียนรู้ที่เป็นวิทยาศาสตร์ แต่ว่าเราก็จะไม่ทิ้งรากเหง้าของเราก็คือวัฒนธรรม เพิ่นก็เลยให้ตั้งศูนย์นี้เป็นศูนย์วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม ศูนย์วิทย์ฯ ทั้งประเทศ มีทั้งหมด 20 แห่งก็เป็นศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาแค่นั้น แต่ของเรามีวัฒนธรรมพ่วงด้วย”

 

การตั้งศูนย์การศึกษาอันประกอบด้วยส่วนผสมที่ไม่เคยมีมาก่อน อาจไม่เกิดขึ้นหากไม่เคยมีโครงการศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาแห่งชาติและเครือข่ายที่ตั้งเป้าจะสร้างศูนย์วิทยาศาสตร์ให้กับจังหวัดและเขตพื้นที่การศึกษาต่าง ๆ ที่เป็นพื้นฐานมาก่อนตั้งแต่ปี 2537 และไม่ได้รับแรงเสริมจากกระแสการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมไทยที่เข้มข้นขึ้นตั้งแต่ทศวรรษ 2540 เป็นต้นมา ทำให้มีการยกฐานะ “กองวัฒนธรรม” กลับมาเป็น “กระทรวงวัฒนธรรม” ในปี 2545 รวมถึงมีการผลักดันให้เกิดแผนแม่บทวัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2550-2559 ศูนย์วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมเพื่อการศึกษาแห่งนี้จึงได้ถือกำเนิดขึ้นและเปิดให้บริการในปี 2551 ด้วยปณิธานของคุณชาติชาตรี โยสีดา ที่ท่านรองผู้อำนวยการเล่าว่า “เพิ่นอยากให้ภาคอีสานหรือว่าศูนย์วิทย์ร้อยเอ็ดเนี่ยเป็น UNESCO เมืองไทย ที่มีทั้งการศึกษา มีวิทยาศาสตร์ด้วย วัฒนธรรมด้วย”

 

 

นลิน สินธุประมา