Raw Materials


ดรุโณวาท: คำตักเตือนของคนหนุ่มในยุครัชกาลที่ ๕

ดรุโณวาท: คำตักเตือนของคนหนุ่มในยุครัชกาลที่ ๕

 

 

กระแสสังคมการเมืองในขณะนี้เรื่องของ ‘คนรุ่นใหม่’ ค่อนข้างมาแรง และมีแนวโน้มที่จะแสดงออกมากขึ้น ในประวัติศาสตร์ แม้ในราชสำนักไทยเอง ก็มีกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ลุกขึ้นมางัดข้อกับผู้ใหญ่ มีทำสื่อวิพากษ์วิจารย์ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองอย่างตรงไปตรงมา ในที่นี้ขอยกหนังสือพิมพ์ ‘ดรุโณวาท’ ที่คนหนุ่มลุกขึ้นมาให้โอวาท และวิจารณ์ผู้ใหญ่พร้อมกับนำเสนอสิ่งใหม่ ๆ ซึ่งขัดกับบุคลิกของคนหนุ่ม ที่โดยปกติต้องรับโอวาทจากผู้ใหญ่ อีกทั้ง ‘ดรุโณวาท’ นับได้ว่าเป็นสื่อสิ่งพิมพ์รุ่นแรก ๆ ของสังคมไทยที่มีคนไทยเป็นเจ้าของ โดยมีพระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าเกษมสันต์โสภาคย์ ทรงเป็นต้นดำริในการพิมพ์

 

“ดรุโณวาทเปนหนังสือจดหมายเหตุรวบรวมข่าวในกรุงแลต่างประเทศ แลหนังสือวิชาการช่างต่าง ๆ ภอเปนที่ประดับปัญญาคนหนุ่ม ตีพิมพ์ออกอังคารละหน”

 

‘ดรุโณวาท’ แปลว่า ‘คำสอนของคนหนุ่ม’ มีหลักฐานบ่งชี้ว่าราชสำนักให้การอุปถัมภ์แก่สิ่งพิมพ์ฉบับนี้ เนื้อหาส่วนใหญ่ในดรุโณวาทเกี่ยวข้องกับข่าวสารบ้านเมืองและเรื่องราวของโลกตะวันตก รวมถึงเรื่องบันเทิงคดีต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมีการวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มบุคคลชั้นสูงที่ออกมาในรูปแบบของเรื่องสั้น ซึ่งน่าจะถือได้ว่าดรุโณวาทเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ฉบับแรกที่กล้าแสดงความเห็นในทางวิพากษ์วิจารณ์

 

ในบทบรรณาธิการของหนังสือดรุโณวาท “แจ้งความแสดงวัตถุประสงค์” ของหนังสือ ‘ดรุโณวาท’ ฉบับแรกทรงชี้แจงว่า

 

“หนังสือราชกิจจานุเบกษา ซึ่งท่านผู้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพนักงานพิมพ์ในโรงพิมพ์ในพระบรมมหาราชวัง แล้วจำหน่ายไปก่อนแก่พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยและคนต่าง ๆ นั้นเป็นคุณประโยชน์แก่ชนเป็นอันมาก แต่ราชกิจจานุเบกษาคำนี้ แปลว่าเพ่งดูตามราชการใหญ่น้อย ก็ซึ่งจะเอาเรื่องนอกราชการคือข่าวต่างประเทศ และข่าวบอกราคาสินค้าแลการเลหลังเป็นต้น มาลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาของหลวงนั้นหาสมควรไม่ เพราะจะผิดจากคำแปลของราชกิจจานุเบกษานั้นไป ข้าพเจ้าจึงพร้อมใจกับพระองค์เจ้าพี่ พระองค์เจ้าน้อง และข้าราชการที่ได้หารือกัน คิดทำหนังสือพิมพ์ขึ้นอีกอย่างหนึ่งให้ชื่อว่า “ดรุโณวาท” แปลว่าคำสอนของคนหนุ่ม ให้เป็นฉบับอนุโลมตามราชกิจจานุเบกษาขึ้นอีกเรื่องหนึ่ง”

 

หนังสือดรุโณวาทยังลงบทความและนิทานการเมืองอีกหลายบท นอกเหนือไปจากการรายงานข่าวทำนองธรรมดาสามัญ พิจารณาบทความต่าง ๆ ออกไปในทางที่เชียร์สถาบันใหม่ ๆ ส่วนนิทานการเมืองก็มุ่งกระแนะกระแหน ติเตียน ผู้แก่เฒ่าซึ่งอยู่ในตำแหน่งข้าราชการสูงมานานแล้ว ว่าควรจะรามือออกไปหาความสุขตามประสาคนแก่เสียที ยกตัวอย่างเช่น การตั้งปรีวีเคาน์ซิล (Privy Council) หรือที่ปรึกษาส่วนพระองค์ และเคาน์ซิลออฟสเตด (Council of State) หรือที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน โดยมีเหตุการณ์สำคัญใน พ.ศ. ๒๔๑๗ คือการชำระคดีทุจริตของพระยาอาหารบริรักษ์ (นุช) ข่าวเรื่องการตั้งปรีวีเคาน์ซิลและเคาน์ซิลออฟสเตด ปรากฏอย่างเป็นทางการในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งดรุโณวาทก็มีบทความกล่าวชื่นชมเป็นอย่างมากว่าจะสร้างความเจริญให้แก่ประเทศชาติ โดยเฉพาะข่าวปรีวีเคาน์ซิลถือน้ำ ได้นำเสนอด้วยการคัดความเพียงบางส่วนและมีการเพิ่มส่วนความเห็นส่วนบุคคลของผู้เขียนลงไป มีข้อความบางประการที่สะท้อนให้เห็นว่าผู้เขียนกำลังวิพากษ์วิจารณ์ใครสักคนหนึ่ง ดังความต่อไปนี้

 

"ท่านเสนาบดีนอกนั้นไม่มีชื่อในปรีวีเคาน์ซิลจะเป็นด้วยเหตุอันใดข้าพเจ้ายังไม่ทราบ ฤๅในหลวงจะไม่เชิญให้ท่านเป็นปรีวีเคาน์ซิลเพราะท่านชราหรือป่วยอยู่ดอกกระมัง ฤๅในหลวงได้เชิญท่านแล้ว ท่านจะไม่รับด้วยความขัดข้องด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง ฤๅท่านจะไม่อยากอวดสติปัญญาก็ยังไม่รู้แน่ แต่ถ้าในหลวงได้เชิญแล้วท่านไม่รับก็ผิดไป ฤๅคำสาบานจะเรี่ยวแรงเป็นอย่างไร ท่านกลัวจะรับการไปไม่ตลอดท่านจึงไม่รับ ข้าพเจ้าอยากจะทราบให้ชัดขอท่านผู้อ่านที่ได้รู้การเรื่องนี้ชัดเจนแล้วได้ช่วยอธิบายให้ข้าพเจ้าทราบชัดด้วย"

 

จากข้อความข้างต้นชวนให้คิดว่าผู้เขียนต้องการกระทบกระเทียบสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) และเจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) ทั้งนี้เพราะมีหลักฐานว่าท่านทั้งสองไม่รับเป็นปรีวีเคาน์ซิลเพราะเรื่องต้องสาบานเพิ่มเติม ซึ่งหนังสือดรุโณวาทก็กระแนะกระแหนทำนองว่าเจ้าพระยาทั้งสองไม่กล้าที่จะสาบาน

 

ในบางครั้งการตำหนิสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ก็ทำกันอย่างเปิดเผย "เขาเลี้ยงโต๊ะกันได้ยินนายห้างแลกงสุลเขาพูดกันว่าในหลวงองค์นี้พระปัญญามีในพระเศียรมากนักทรงคิดการอย่างไรดีทุกสิ่ง ห้ามไม่ให้เดกขายตัวเกินกระเสียนอายุ แล้วอายุ ๒๑ ปีหมดค่าตัว ขายไม่ได้อีกต่อไปนี้เปนการดีจริง ๆ ไม่เดือดร้อนแก่คนในเมืองของท่านไม่เหมือนครั้งริเยน (ผู้สำเร็จราชการ)ได้ทำการนั้น จะให้ลดค่าตัวทุกคนเดือนละสองบาทห้าปีทาสจะหมดก็จะเที่ยววิ่งราวทั่วไปทั้งแผ่นดิน" อย่างไรก็ตามหนังสือดรุโณวาทใช่ว่าจะตำหนิบุคคลเท่านั้น แม้กระทั่งหน่วยราชการก็ถูกตำหนิด้วยเช่นกัน

 

ตามที่อาจารย์ขจร สุขพานิช กล่าวว่าเคยพบรายงานของสถานทูตอังกฤษที่มีไปยังเมืองแม่ว่า “กษัตริย์หนุ่มไม่ทรงปลงพระทัยที่จะอยู่ภายใต้การควบคุมจึงทรงขวนขวายหาสมัครพรรคพวกทีละน้อย ๆ เพื่อต่อต้าน (นโยบายการปกครองประเทศของผู้สำเร็จราชการ) พรรคพวกของกษัตริย์เป็นฝ่ายเปิดการโจมตีในเรื่องนี้ (คือเรื่องสมเด็จพระราชวังบวรสถานมงคล)" ก็เป็นข้อมูลที่สนับสนุนและบ่งชี้ว่ากลุ่มคนรุ่นใหม่ในราชสำนัก หรือกลุ่มสยามหนุ่ม ใช้หนังสือ ดรุโณวาทเป็นช่องทางการต่อต้านนโยบายของผู้หลักผู้ใหญ่รุ่นเก่า

 

เห็นได้ว่า ไม่ว่าเป็นคนรุ่นใหม่ในยุคสมัยใดหรืออยู่ชนชั้นไหนก็ล้วนแต่ไม่อาจนิ่งนอนใจเมื่อต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจของคนรุ่นเก่าที่ไม่ฟังก์ชั่นกับบริบทที่คนรุ่นใหม่ต้องอาศัยอยู่ จึงต้องลุกขึ้นมาสร้างเครื่องมือเพื่อเป็นกระบอกเสียงของตัวเองเพื่อถ่วงดุลกับอำนาจที่ไม่สมดุลและมากล้นของคนรุ่นเก่า พยายามดึงสังคมให้สมดุลมากยิ่งขึ้น เป็นกระจกสะท้อน และเป็นหวอแจ้งเตือนการกระทำของผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ให้เสียงดังสะเทือนจนสังคมไม่สามารถนิ่งเฉยและออกมาถกเถียงถึงปัญหาที่มีในประเทศของตนเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง

 

 

รัชนก พุทธสุขา

 

 

 

 

 


บรรณานุกรม

 

ขจร สุขพานิช. (2512). ดรุโณวาท. พระนคร: โรงพิมพ์แพร่การช่าง.

 

คณะเทคโรโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์. (2556). โครงการจัดทำหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ “ขุมทรัพย์ของแผ่นดิน” ประจำปี 2556. อ่านออนไลน์