Raw Materials


“ค่ะ” เคยสะกดว่า “ข้ะ” ด้วยนะคะ

“ค่ะ” เคยสะกดว่า “ข้ะ” ด้วยนะคะ

 

 

 

 

 

 

ข้าพเจ้าร้องทักว่า “แม้ ! ประแป้งหน้าลายเปนแมวคราว!”


หล่อนตอบว่า “ฉันไม่ให้คุณต้อง···แก้มอย่างลายกระนี้หรอกข้ะ ดูซี, นี่แป้งแห้งแล้ว ฉันลบลูบลายเสีย—อย่างงี้—อย่างงี้—นี่หน้านวลเปนใยเห็นไหมค๋ะ?”

 

(ความไม่พยาบาท, พ.ศ. 2458)

 

 

หากถามว่า ข้อความนี้เขียนผิดหรือไม่ ? โดยเฉพาะคำว่า “ข้ะ” “ค๋ะ” ขอตอบว่า ผิด หากยึดตามพจนานุกรมราชบัณฑิตฉบับปัจจุบัน


แต่หากให้ข้อความเพิ่มเติมว่า ผู้แต่ง ( “นายสำราญ” นามปากกาของ ครูเหลี่ยม) ได้กำชับหนักแน่นว่า “โรงพิมพ์ได้ช่วยตรวจบรู๊ฟ” โดย “ใช้สกดตัวตามนิยมสมัยใหม่” พ.ศ. 2458 แล้ว เราก็อาจต้องทบทวนกันใหม่ว่า ฉะนี้แล้ว เราจะยังบอกว่าข้อความข้างต้นสะกดผิดอยู่หรือไม่ ?

 

ความไม่พยาบาท ไม่ใช่วรรณกรรมเรื่องแรกที่ปรากฏรูปสะกด “ข้ะ” ก่อนหน้านั้น บทเจรจาละครอิเหนา ซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ปรากฏการสะกดว่า “ข้ะ” อยู่ในคำ “เจ้าข้ะ”, “จ้ะข้ะ” เช่นกัน ในบทเจรจาละครเรื่องนี้ ปรากฏทั้งรูปสะกด “คะ”, “ค่ะ”, และ “ข้ะ” เช่น “สาธุเจ้าประคุณ ดีฉันขอน้ำมนต์รดอ่อนด้วยนะเจ้าคะ”, “อุ๊ยอุ๊ย ชั่งเจ้ากูเถอะเจ้าค่ะ”, “รับสั่งว่าจะทรงสรงน้ำมนต์เจ้าข้ะ”, “อาตมาทราบละ ทราบละจ้ะข้ะ”


หากถามว่ารูปสะกดหน้าตาแปลก ๆ เหล่านี้มาได้อย่างไร? ก็อาจย้อนกลับไปดูว่าในช่วงรัชกาลที่ 5-6 นั้นยังไม่ได้มีการกำหนดมาตรฐานการสะกดคำขึ้นอย่างจริงจัง จึงยังคงปรากฏรูปสะกดที่หลากหลายของหน่วยคำว่า “คะ” ที่มีทั้งรูป “คะ”, “ค่ะ”, “ข้ะ”, “ค๋ะ”

 

แล้วมาสะกด “คะ-ค่ะ” ตั้งแต่เมื่อไหร่

 

พจนานุกรมฉบับ “หลวง” เก็บแค่รูป “คะ” เท่านั้น

 

หากย้อนกลับไปเล็กน้อย ในวรรณคดีสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นดูเหมือนจะยังไม่นิยมใส่เครื่องหมายวรรณยุกต์เพื่อแยกเสียง “คะ” หรือ “ค่ะ” กัน เพราะวรรณคดีส่วนใหญ่ในยุคนี้สะกดว่า “คะ” เหมือนกันตลอดทั้งเรื่อง แต่การสำรวจเบื้องต้นทำให้พอจะเห็นว่าเริ่มมีการใส่วรรณยุกต์ให้คำว่า “คะ” อย่างแพร่หลายเมื่อล่วงเข้ารัชกาลที่ 5-6 มาแล้ว อันเป็นยุคที่วรรณกรรมร้อยแก้วของไทยกำลังเริ่มเติบโต


ความจริงในช่วงนี้ ก็ใช่ว่าจะไม่มีการจัดทำพจนานุกรมเพื่อใช้เป็นหลักในการสะกดคำเลยเสียทีเดียว หากแต่พจนานุกรมที่ทำขึ้นนั้นมีการเผยแพร่อยู่อย่างจำกัด กระทรวงธรรมการ (ปัจจุบันคือกระทรวงศึกษาธิการ) ได้จัดพิมพ์ พจนานุกรม เล่มแรก เมื่อ พ.ศ. 2435 ก่อนจะปรับปรุงใหม่ใน พ.ศ. 2445 แต่พจนานุกรมเล่มดังกล่าวนั้นจัดทำออกมาเพื่อใช้ในราชการเท่านั้น และหากไปเปิดดูก็จะพบว่า แม้พจนานุกรมเล่มนี้ได้เก็บคำว่า “คะ” เอาไว้เหมือนกัน แต่เก็บรูป “คะ” ไว้รูปเดียว ทั้งยังไม่ได้นิยามความหมายไว้ เพียงเทียบให้รู้ว่าใช้เหมือนคำว่า “เออ, จ๊ะ” ดังนั้น แม้พจนานุกรมจะเก็บรูปสะกดหลัก (คะ) เอาไว้ แต่ก็ไม่ได้เก็บรูปสะกดทางเลือกอื่น ๆ (ข้ะ ค่ะ) ไว้ด้วย


จน พ.ศ. 2467 ก็ยังพบรูปคำ “คะ” ที่หลากหลายอยู่ในงานวรรณกรรมทั่วไป เช่น เรื่องสั้น “ปีศาจแห่งตระกูล” ของ แม่ลัดดา ที่ตีพิมพ์ในนิตยสารไทยเขษมปีที่ 1 ฉบับที่ 1 ก็ปรากฏรูป “ค๊ะ” ในประโยค “ท่านว่ายังไงเล่าเจ้าค๊ะ”, “เกิดเหตุอะไรขึ้นในบ้านเราหรือเจ้าค๊ะ” ฯลฯ หลักภาษาไทยปัจจุบันไม่ให้สะกดรูปนี้ เนื่องจาก คะ มีพื้นเสียงเป็นเสียงตรีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องใส่วรรณยุกต์ตรีเพื่อกำกับเสียงอีก อย่างไรก็ตาม ในนิตยสารเล่มเดียวกันนี้ ก็ปรากฏการใช้ “คะ-ค่ะ” แบบที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันแล้วด้วย เช่น เรื่อง “ฤทธิสลาเหิร” ของ สมุห์หอม ดังตัวอย่างประโยคเหล่านี้ “เชิญท่านรับทานหมากซีคะ”, “นี่แก กำลังอาบน้ำแต่งตัวอยู่ในห้องแน่ะค่ะ”, “วุ้ย! คุณ! มาก็ไม่ยักรู้ทานโทษนะคะ

 

ความพยายามในการดำเนินการเพื่อ “สร้างมาตรฐาน” ให้กับภาษาไทยอย่างจริงจังเริ่มขึ้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ประกาศให้จัดตั้ง “ราชบัณฑิตยสภา” ขึ้นใน พ.ศ. 2469 ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็น “ราชบัณฑิตยสถาน” ใน พ.ศ. 2476 โดยหนึ่งในหน้าที่หลักของราชบัณฑิตก็คือการชำระพจนานุกรมและการวางหลักเกณฑ์การใช้ภาษาไทย ก่อนหน้านั้น พจนานุกรมของกระทรวงธรรมการได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ออกสู่สาธารณชนเมื่อ พ.ศ. 2470 โดยใช้ชื่อว่า ปทานุกรม แต่เนื่องจากปทานุกรมเล่มนี้ยังมีข้อบกพร่องอยู่ จึงมีการตั้งคณะกรรมการชำระปทานุกรมขึ้น ในปี 2475 คณะกรรมการชุดนี้มี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร เป็นประธาน ต่อมาพระองค์ต้องเสด็จไปรับตำแหน่งอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน จึงให้พระยาอนุมานราชธน อุปนายกราชบัณฑิตยสถาน ขึ้นเป็นประธานกรรมการแทน และจัดทำ “พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2493” ขึ้นมา เป็นฉบับแรกที่พัฒนามาเป็นพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตฯ ในปัจจุบัน


โดยในพจนานุกรมฉบับนี้เองก็ยังคงเก็บคำว่า “คะ” ไว้เพียงรูปเดียว และอธิบายคำ ๆ นี้ไว้ว่า “เป็นคำรับแสดงความเคารพอย่าง จ้ะ.” (สังเกตว่า หากจะเทียบด้วยการสะกดในปัจจุบัน เราควรจับคู่ “คะ” กับ “จ๊ะ” เช่น อะไรคะ, อะไรจ๊ะ แล้วจับคู่ “ค่ะ” กับ “จ้ะ” เช่น สวัสดีค่ะ, สวัสดีจ้ะ)

 

แม้ปทานุกรมและพจนานุกรมทั้งสองฉบับยังไม่ได้เก็บคำว่า “ค่ะ” หรือรูปสะกดอื่น ๆ ไว้ แต่หากไปสำรวจวรรณกรรมที่พิมพ์ในช่วง พ.ศ. 2470 เป็นต้นมาก็จะพบนวนิยายและเรื่องสั้นที่ใช้คำว่า “คะ-ค่ะ” ตามที่ใช้กันในปัจจุบันเป็นส่วนใหญ่แล้ว เช่น นวนิยายของดอกไม้สด, หม่อมเจ้าอากาศดำเกิง, วรรณกรรมต่าง ๆ ที่ตีพิมพ์ในนิตยสารไทยเขษมในช่วงหลังก็พบการสะกด “คะ-ค่ะ” ไปในแนวทางเดียวกัน ต่างจากปีแรก ๆ ที่มีการสะกดหลายแบบในเล่มเดียว เช่น พระยาโศก ของ มรกด พิมพ์ในไทยเขษมปีที่ 10 (พ.ศ. 2476) เช่น


“เชื้ออะไรนะคะ ?”
“ยิว !”
“ยิวเป็นยังไงคะ ?”
“เป็นคน, เป็นฝรั่งชาติหนึ่ง”
“อ๋อ, ไม่ใช่ดอกค่ะ คุณนายท่านเป็นเชื้อ จีน ต่างหาก”


แม้คณะกรรมการไม่เคยระบุถึงการเลือกเก็บคำว่า “คะ” ไว้โดยตรง แต่ในคำนำของพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2493 ทำให้เห็นว่าคณะกรรมการมีหลักการที่เป็นเหตุเป็นผลในการพิจารณาว่าจะเก็บหรือไม่เก็บคำ ๆ ใดไว้ว่า “คณะกรรมการก็ได้พยายามที่จะให้พจนานุกรมนี้บรรจุคำที่ยุติแล้วซึ่งมีใช้ในภาษาไทยมากที่สุดเท่าที่จะทำได้” และพูดถึงการเก็บรูปสะกดว่า “วิธีเขียนหนังสือไทยได้วิวัฒนาการผันแปรมาโดยลำดับ รูปของคำที่เขียนย่อมมีต่าง ๆ กันแต่ละยุคแต่ละสมัย การที่จะให้เก็บหมดทุกรูปเท่าที่เขียนกันย่อมเหลือวิสัยที่จะทำได้” จึงจะเลือกเก็บรูปที่เห็นว่าเขียน “ตามกฎเกณฑ์โบราณ” หรือ “ที่ใช้กันมากเป็นพื้น” (คือรูปสะกดที่ได้รับความนิยม) ดังนั้น การเลือกเก็บคำว่า “คะ” เพียงรูปเดียวในพจนานุกรมฉบับนี้ จึงไม่น่าจะเป็นการตกหล่น แต่ผ่านการพิจารณามาแล้ว

 

 

“ค่ะ” เริ่มปรากฏในพจนานุกรม


อย่างไรก็ดี การณ์กลับกลายเป็นว่า พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ไม่ใช่พจนานุกรมฉบับแรกที่เก็บคำว่า “คะ” กับ “ค่ะ” แยกเป็นคนละคำกัน หากแต่ “พจนานุกรมไทย สมบูรณ์-ทันสมัยที่สุด” ซึ่งรวบรวมโดยนายมานิต มานิตเจริญ และตีพิมพ์ออกมาใน พ.ศ. 2504 เป็นพจนานุกรมที่เก็บคำว่า “คะ” และ “ค่ะ” ไว้แยกจากกัน โดยนิยาม “คะ” ว่า “เป็นคำขานของสตรี เท่ากับ ‘ขา’ หรือ ‘จ๋า’ เป็นคำสุภาพของสตรี เท่ากับ ‘ครับ’ ของชาย เช่น นะคะ หรือคะ; พูดย่อมาจาก ว่าไงคะ อะไรคะ เป็นคำสุภาพของสตรี” และนิยาม “ค่ะ” ว่า “เป็นคำตอบรับอันสุภาพของสตรี เท่ากับ ‘ครับ’ ของชาย” สังเกตว่าพจนานุกรมฉบับนี้ ได้แจกแจงความแตกต่างระหว่างคำว่า “คะ” กับ “ค่ะ” เอาไว้ว่าต้องใช้ในประโยคแบบใด ทั้งยังระบุเพศของผู้ใช้คำ ๆ นี้เอาไว้ด้วย แม้เดิมในพจนานุกรมของราชบัณฑิตจะไม่กำหนดเพศของผู้พูดก็ตาม


ปรากฏว่าหลังจากนั้น ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ซึ่งเป็นพจนานุกรมที่ปรับปรุงจากฉบับ 2493 จึงได้มีการเก็บคำว่า “คะ” กับ “ค่ะ” ไว้แยกจากกัน โดยนิยาม “คะ” ว่า “เป็นคำต่อท้ายคำเชิญหรือคำถามแสดงความสุภาพ เช่น เชิญซิคะ อะไรคะ.” และนิยาม “ค่ะ” ว่า “เป็นคำรับที่ผู้หญิงใช้อย่างเดียวกับ จ้ะ.” สังเกตว่าคำนิยามเดิมที่เคยใช้นิยามคำว่า “คะ” ใน พ.ศ. 2493 เปลี่ยนมาใช้นิยามคำว่า “ค่ะ” และมีการเพิ่มเติมว่าเป็น “คำรับที่ผู้หญิงใช้” ซึ่งเป็นการกำหนดว่าคำ ๆ นี้เป็นคำสำหรับผู้หญิงพูดเท่านั้น ในที่สุด “คะ” “ค่ะ” “ข้ะ” “ค๋ะ” จึงได้รับการกำหนดรูปสะกดที่เป็น “มาตรฐาน” ขึ้นมาอย่างเป็นทางการในพจนานุกรมของราชบัณฑิต และยังคงใช้รูปสะกดกับคำนิยามดังกล่าวต่อมาจนถึงพจนานุกรมของราชบัณฑิตฉบับปัจจุบัน

 

ทำไมสะกดได้หลายรูป

เลียนเสียงพูด


“เสียง” ของมนุษย์ที่ใช้เปล่งออกมาเพื่อสื่อภาษานั้นมีมาก่อน “ภาษาเขียน” คนเราเมื่อเปล่งเสียงออกมาหนึ่งคำแล้วเสียงนั้นก็ละลายหายไปไหนอากาศ ภาษาเขียนจึงเกิดขึ้นตามมาในฐานะรูปสัญลักษณ์ที่ใช้บันทึกเสียงเหล่านี้ไว้เป็นลายลักษณ์อักษร การใส่วรรณยุกต์เพื่อแยก “คะ” “ค่ะ” “ข้ะ” “ค๋ะ” ก็เป็นความพยายามในการใช้ภาษาเขียนถ่ายถอดเสียงพูดของเราเช่นกัน แต่ภาษาไทยมีลักษณะที่เอื้อให้ใช้ “ตัวอักษร” ถ่ายถอด “เสียง” ของคำคำหนึ่งออกมาได้มากกว่าหนึ่งวิธี


ภาษาเขียนของเราไม่ได้ตรงไปตรงมาเสียทั้งหมด เช่น เราไม่ได้ใช้แค่รูป “วรรณยุกต์” ในการแยกเสียงสูง-ต่ำเท่านั้น (เช่น ป่า (pàː) - ป้า (páː) ต่างกันเพียงวรรณยุกต์เอกและโทที่ทำให้เสียงและความหมายของสองคำนี้แตกต่างกัน) แต่รูป “พยัญชนะ” ของเรายังมีเสียงสูง-ต่ำประจำตัวด้วย หรือที่เรารู้จักกันว่าภาษาไทยมี “อักษรสามหมู่” ได้แก่ อักษรสูง-อักษรกลาง-อักษรต่ำ เช่น /ข/ เป็น “อักษรสูง” ออกเสียงสูงกว่า /ค/ ซึ่งเป็น “อักษรต่ำ” แล้วเมื่อพยัญชนะเหล่านี้ไปประสมกับรูปวรรณยุกต์อื่น ก็มีวิธีออกเสียงที่ไม่เหมือนกันอีก เช่น ข่า (khàː)–ค่า (kháː) แม้พยัญชนะต้นจะออกเสียง /kh/ เหมือนกัน แต่คำหนึ่งสะกดด้วย “ข.ไข่” อีกคำสะกดด้วย “ค.ควาย” เมื่อประสมเข้ากับสระอาเหมือนกัน เติมรูปวรรณยุกต์เอกเหมือนกัน สองคำนี้กลับออกเสียงต่างกัน ทั้งยังมีความหมายไม่เหมือนกันด้วย


ในขณะเดียวกัน คำที่ขึ้นด้วยอักษรต่ำกับอักษรสูงเมื่อใส่รูปวรรณยุกต์คนละรูป กลับมาออกเสียงพ้องพานกันได้เสียอย่างนั้น เราจึงพบว่าภาษาไทยเรามีคำพ้องเสียงอยู่จำนวนมาก เช่น ไม่-ไหม้, ค่า-ฆ่า-ข้า, น่า-หน้า, ย่า-หญ้า ฯลฯ (ลักษณะเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ มีงานวิจัยทางภาษาศาสตร์จำนวนมากที่ศึกษาเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางเสียงของภาษาไทย-ภาษาตระกูลไทที่นำมาสู่ภาษาไทยที่เราออกเสียงกันอยู่ในปัจจุบัน) ความซับซ้อนนี้เองที่ทำให้นักเรียนไทยต้องมานั่งเรียนเรื่องไตรยางศ์ การผันวรรณยุกต์อักษรสามหมู่ คำเป็น-คำตาย ฯลฯ กันตั้งแต่เด็ก ๆ เพราะเสียงพยัญชนะต้น เสียงสระ เสียงตัวสะกดของคำ ล้วนแล้วแต่มีผลต่อเสียงวรรณยุกต์ทั้งสิ้น


จะว่าไปแล้ว รูปสะกด “คะ” อันหลากหลายนี้ไม่ได้ผิดไปจากหลักการผันอักษรสามหมู่ที่เรายังคงท่องกันอยู่ทุกวันนี้เท่าไหร่นัก

 

 

คำว่า “ข้ะ” อาจจะดูแปลกตา แต่ความเป็นจริงแล้วรูปสะกดนี้ก็มีเสียงตรงกับคำว่า “ค่ะ” ในปัจจุบัน นั่นคือ มีเสียงวรรณยุกต์โทเหมือนกัน (ถ้าอ่านถึงย่อหน้านี้แล้วเกิดความไม่แน่ใจว่า เอ๊ะ คำว่า “ค่ะ” เป็นเสียงวรรณยุกต์โทเหรอ? ลองออกเสียง “ค่า” ให้สั้นลง หรือออกเสียงเทียบกับคำว่า “ป้ะ” “จ้ะ” ถ้าลองออกเสียงแล้วยังรู้สึกว่า ไม่ใช่! นี่ไม่ใช่เสียงของคำว่า ค่ะ ที่ฉันออกเสียงอยู่ในทุก ๆ วัน ฉันออกเสียง “ค่ะ” เป็น “ขะ” (เสียงเอก) ต่างหาก ลองสะกิดถามคนใกล้ตัว โดยเฉพาะคนรุ่นป้า ย่า หรือยายของคุณว่าออกเสียงคำนี้อย่างไร และหากยังพบว่าคนรอบตัวของคุณไม่มีใครออกเสียง “ค่ะ” เป็นเสียงโทเลย ให้ลองฟังเสียงคุณเพชรานาทีที่ 2.23 “ฟ้าสางแล้วค่ะ” คลิกเพื่อชมเนื้อหาออนไลน์ เพราะฉะนั้นแม้รูปเขียนของคำว่า “เจ้าค่ะ” กับ “เจ้าข้ะ” จะต่างกัน แต่ก็ออกเสียงเหมือนกัน (ตามหลักที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน)

 

 

 

 

สะกดคนละรูป แต่ความหมายเดียวกัน


ในทางภาษาศาสตร์แล้ว ไม่ว่าจะ “คะ”, “ค่ะ”, “ข้ะ” ฯลฯ ก็นับว่าเป็น “หน่วยคำ” (morpheme) เดียวกัน คือเป็นคำลงท้ายเพื่อแสดงความสุภาพ แต่เหตุที่รูปสะกดของคำว่า “คะ” คำเดียวมีได้หลายรูปแบบนั้น มีที่มาจากเรื่องเสียงวรรณยุกต์ในภาษาไทยและเรื่องทำนองเสียง (intonation) ในการพูดประกอบกัน


ภาษาไทยเป็นภาษามีวรรณยุกต์ (tonal language) หรือภาษาที่การออกเสียงสูง-ต่ำแตกต่างกันส่งผลให้คำมีความหมายไม่เหมือนกัน เช่นประโยค “หม่าม๊าเรียกหมามากินมาม่า” หากพูดโดยไม่มีการแยกเสียงสูงต่ำเลย เราจะได้ยินว่า “มามาเรียกมามากินมามา” และแยกความหมายของคำได้อย่างยากลำบาก หน้าที่สำคัญของวรรณยุกต์ จึงเป็นการช่วยให้เราเปรียบต่างหรือแยกคำต่าง ๆ ออกจากกันได้ เรารู้ว่า “ขา” คืออวัยวะที่ใช้เดิน ไม่ใช่ “ข่า” ซึ่งเป็นชื่อพืชชนิดหนึ่ง รวมถึงไม่ใช่ “ข้า” ที่เป็นคำสรรพนามบุรุษที่ 1


แต่ความงุนงงที่เกิดขึ้นกับคำว่า “คะ/ค่ะ” ก็คือ ไม่ว่าจะใส่วรรณยุกต์ใด คำ ๆ นี้ก็ยังมีความหมายเดิม แล้วเราจะใส่วรรณยุกต์ให้คำ ๆ นี้ไปทำไมกัน? สิ่งที่ทำให้เราออกเสียง “คะ” กับ “ค่ะ” ไม่เท่ากัน ไม่ใช่เรื่องการสื่อความหมายของ “คำ” หากแต่เป็นการสื่อความหมายของ “ประโยค” ที่ทำให้เราพูดประโยค ๆ หนึ่งด้วยทำนองเสียงที่แตกต่างกัน


ทำนองเสียงคืออะไร? ทำนองเสียงคือการเปลี่ยนระดับเสียงแล้วทำให้การสื่อความหมายของประโยคนั้นเปลี่ยนแปลงไป ปกติเวลาคนเราพูด ไม่ว่าจะพูดภาษาไหน ๆ เรามักจะพูดแบบมีเสียงสูงต่ำโดยอัตโนมัติ เช่น หากฝรั่งคนหนึ่งจะพูดเป็นประโยคบอกเล่าว่า “You ate my cookies.” (เธอกินคุกกี้ของฉัน) กับพูดใหม่เป็นประโยคคำถามว่า “Did you eat my cookies?” (เธอกินคุกกี้ของฉันเหรอ ?) เราจะพบว่าเสียงท้ายประโยคหลังขึ้นสูงกว่าประโยคแรก ดังนั้น การพูดแบบมีเสียงสูงต่ำจึงไม่ได้เป็นลักษณะสุดพิสดารของภาษามนุษย์ เพียงแต่ภาษาอังกฤษไม่ได้มีปัญหาโลกแตกแบบภาษาไทยว่า พอเสียงสูงต่ำเปลี่ยนไปแล้ว จะต้องไปเปลี่ยนรูปสะกดของคำด้วยไหม เพราะภาษาอังกฤษไม่มีรูปวรรณยุกต์อยู่ในระบบเขียน (และไม่ใช้เสียงสูงต่ำแยกความหมายคำ) ตั้งแต่แรก


หน่วยคำ “คะ” (รวมถึงหน่วยคำอย่าง “จ๊ะ”) มีชะตากรรมที่แตกต่างจากเหล่าคำในภาษาอังกฤษ เพราะพอคำเหล่านี้เข้าไปประกอบอยู่ในประโยค และเราออกเสียงคำ ๆ เดียวกันนี้ด้วยทำนองเสียงที่แตกต่างกันไป เช่น


ถ้าพูดคำนี้ในประโยคบอกเล่า ปฏิเสธ หรือรับคำ เราใช้ “ค่ะ” เช่น “เมื่อวานนี้ ออกไปข้างนอกทั้งวันเลยค่ะ” “ฉันไม่ใช่คนแอบกินขนมในตู้เย็นค่ะ”


ถ้าเป็นประโยคคำถาม เราใช้ “คะ” เช่น “ไม่ได้แอบกินจริง ๆ หรือคะ”


ถ้าใช้คู่กับคำว่า “นะ” ให้ใช้เป็น “นะคะ” เช่น “ฉันไม่ได้แอบกินจริงๆ เชื่อฉันเถอะนะคะ”


แม้การมีวรรณยุกต์จะเป็นประโยชน์ในการช่วยแยกความหมายของคำต่าง ๆ ออกจากกัน แต่พอ “ภาษามีวรรณยุกต์” มาเผชิญหน้ากับ “ทำนองเสียง” (intonation) การมีวรรณยุกต์กลับทำให้เกิดความปวดเศียรเวียนเกล้าขึ้นเสียแล้ว เพราะเมื่อผู้ใช้ภาษาไทยรู้สึกว่าตัวเองพูดคำ ๆ เดิม ด้วยเสียงสูง-ต่ำไม่เท่าเดิม ก็พยายามใส่รูปวรรณยุกต์กำกับคำ ๆ นั้นเอาไว้ให้รู้ว่าออกเสียงอย่างไร เราถึงได้เห็นรูปคำอย่าง “ค๋ะ” ในประโยคคำถาม “นี่หน้านวลเปนใยเห็นไหมค๋ะ?” ทั้งที่ในประโยคนี้ จะใช้รูปสะกด “คะ” ก็ได้ แต่การใส่วรรณยุกต์จัตวาเข้าไป ทำให้อ่านแล้วรู้ว่าตัวละครพูดเสียงสูงขึ้นไปกว่าปกติ (และพวกเราเองก็อาจเคยทำอะไรแบบนี้เช่นกันเวลาพิมพ์ข้อความแล้วอยากให้คู่สนทนารับรู้น้ำเสียงของเรา เช่น “ไป๊! จะไปไหนก็ไป”)

 

กว่าจะได้รูปสะกด “คะ” และ “ค่ะ” ในปัจจุบัน “เสียง” ของคำว่า “คะ” จึงได้ทดลองสวมใส่ “ตัวอักษร” มาแล้วหลายรูปแบบ ครั้นเมื่อมีการกำหนดมาตรฐานขึ้นมาแล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่หลาย ๆ คนจะช่วยกันรณรงค์ให้คนไทยสะกดคำว่า “คะ” และ “ค่ะ” ให้ถูกต้องตามหลักที่ตั้งไว้ เพราะการยึดถือมาตรฐานกลางร่วมกันก็อาจมีส่วนช่วยให้การสื่อสารเป็นไปอย่างราบรื่นขึ้นได้ (เช่นช่วยให้เข้าใจคู่สนทนาได้ชัดเจนว่ากำลังพิมพ์ประโยคคำถามหรือประโยคบอกเล่าอยู่ หรืออย่างน้อยก็ช่วยให้สบายตา สบายใจกันทุก ๆ ฝ่าย) แม้กระนั้น ก็ยังมีเรื่องชวนคิดว่าหากวันหนึ่งเราพูดคำว่า “คะ” และ “ค่ะ” ด้วยเสียงที่เปลี่ยนไป เช่นที่มีคนตั้งข้อสังเกตว่า มีคนที่ออกเสียง “นะค่ะ” ด้วยเสียงของคำว่า “ค่ะ” จริง ๆ หรือเราอาจบังเอิญได้ยินคนอื่น (หรือแม้กระทั่งตัวเอง) ออกเสียงออกเสียง “ค่ะ” (เสียงโท) ว่า “ขะ” (เสียงเอก) โดยธรรมชาติ หากเป็นเช่นนี้แล้ว เรื่องราวของการสะกดคำว่า “คะ” “ค่ะ” จะดำเนินต่อไปเช่นไร ?

 

 

นลิน สินธุประมา

 

 

บรรณนานุกรม

 

Pittayaporn,Pittayawat. (2007). Prosody of Final Particles in Thai: Interaction between lexical tones and intonation. อ่านออนไลน


จรัสวิไล จรูญโรจน์, หม่อมหลวง. (2550). วรรณยุกต์และอักษรสามหมู่. วาสารมนุษย์ศาสตร์ 14, 1 หน้า 1-16. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.


มานิต มานิตเจริญ. พจนานุกรม ฉบับสมบูรณ์-ทันสมัยที่สุด. พระนคร : เอกศิลปการพิมพ์, 2514.


ราชบัณฑิตยสถาน. วิวัฒนาการของพจนานุกรมไทย. กรุงเทพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน, 2555.


ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. พระนคร : ราชบัณฑิตยสถาน, 2493.


ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. กรุงเทพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน, 2525.


ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. กรุงเทพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน, 2554.

 

 

อ่านเพิ่มเติมเรื่องวรรณยุกต์ในภาษาไทย


Gedney, William J. (1989). Speculations on early Tai tones. In Robert J. Bickner, John Hartmann, Thomas John Hudak, and Patcharin Peyasantiwong (Ed.), Selected Papers on Comparative Tai Studies (pp. 207-228). Michigan: The University of Michigan.


Hanbo, L. (2016). Tonal Development of Tai Languages. dissertation, Payap University.