สำหรับผูสูงอายุ
คำแนะนำการใช้งาน
ขยายขนาดตัวอักษร
เพิ่มระยะห่างตัวอักษร
เพิ่มขนาดลูกศรชี้
ตำแหน่ง
เส้นช่วยในการอ่าน
เน้นการเชื่อมโยง
ปรับชุดสี
เปิดการใช้งาน
ปิดการใช้งาน
คำแนะนำการใช้งาน
เริ่มต้นใช้งาน
Text Size

การขยายขนาดตัวอักษร

สามารถเลือกปรับขนาดตัวอักษรได้ 3 ระดับ คือ 20% 30% และ 40% จากขนาดมาตรฐาน

Text Spacing

การเพิ่มระยะห่างตัวอักษร

การปรับระยะห่างของตัวอักษร และช่องว่างระหว่างบรรทัด สามารถปรับได้ 3 ระดับ เพื่อให้อ่านข้อมูลต่างๆ ได้ง่ายขึ้น

Large Cursor

การเพิ่มขนาดลูกศรชี้ตำแหน่ง

ขยายขนาดของลูกศรชี้ตำแหน่ง (Cursor) ให้ใหญ่ขึ้นถึง 400%


Reading Guide

เส้นช่วยในการอ่าน

จะมีเส้นปรากฏขึ้น พร้อมกับการเลื่อนลูกศรชี้ตำแหน่ง เพื่อให้ผู้อ่านสามารถโฟกัสข้อความที่ต้องการอ่านได้สะดวกขึ้น

Highlight Links

เน้นการเชื่อมโยง

ช่วยเน้นและแยกส่วนของลิงค์หรือปุ่มต่างๆ ออกจาก เนื้อหาภายในเว็บไซต์ เพื่อให้สามารถมองเห็นปุ่มได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

Change Color

เลือกปรับชุดสี

สามารถเลือกปรับชุดสีของเว็บไซต์ได้ 4 แบบตัวอักษรและปุ่มต่างๆ มีสีเข้มคมชัด มองเห็นได้ชัดเจน


คัมภีร์ตักกะศิลา ตำราว่าด้วยโรคระบาดในแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์

คัมภีร์ตักกะศิลา  ตำราว่าด้วยโรคระบาดในแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์

 

 

 

คัมภีร์คัมภีร์ตักกะศิลา เป็น 1 ใน 14 คัมภีร์ในตำราแพทย์แผนโบราณฉบับหลวง อันเกิดจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวให้คณะแพทย์หลวงรวบรวมตำราแพทย์แผนโบราณ ตำรายาพื้นบ้านจากแหล่งต่าง ๆ นำมาตรวจสอบชำระให้ตรงกัน เมื่อปี พ.ศ. 2413 ต่อมาได้มีการปรับปรุงแก้ไขและจัดพิมพ์ในปี พ.ศ. 2440 เพื่อให้ราษฎรที่ป่วยไข้สามารถเข้าถึงตำราได้เรียกตำรานี้ว่า แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ จัดพิมพ์สองเล่มจบ


กล่าวเฉพาะคัมภีร์ตักกะศิลา เริ่มต้นด้วยเรื่องโรคห่าลงเมืองตักกะศิลา ผู้คนอพยพหลบหนีออกจากเมืองจนกลายเป็นเมืองร้าง มีพระฤาษีองค์หนึ่งผ่านมาพบซากศพก่ายกองมากมายจึงทำพิธีชุบศพให้ฟื้นคืนแล้วสอบถามสาเหตุการตาย จึงทราบว่า

 

“บ้านเมืองเกิดความไข้เปนพิกลต่าง ๆ ลางคนไข้วัน 1 บ้าง 2 วันบ้าง 3 วันบ้าง 4 วันบ้างตาย ลางคนนอนลางคนนั่งนางคนยืนลางคนตะแคงลางคนหงายตาย เปนเหตุเพราะความตายอย่างนี้” พระฤาษีจึงได้แต่งพระคัมภีร์ขึ้นเพื่อป้องกันมิให้เกิดขึ้นอย่างเมืองตักกะศิลา

 

คัมภีร์ตักกะศิลา จึงเป็นตำราที่กล่าวถึงโรคระบาดที่ค่อนข้างร้ายแรง คนโบราณกล่าวว่าเหมือนห่าลง คือเมื่อมีการระบาดแล้วจะทำให้มีผู้คนตายอย่างรวดเร็ว ผู้เป็นโรคเหล่านี้แล้วรักษาให้หายยาก มีโอกาสเสียชีวิตสูงมาก

 

“...ถ้าผู้ใดจะเปนแพทย์ไปข้างน่า ให้เร่งตรึกตรองพิจารณาแก้ไขให้จงเลอียดจึงควร ถ้าแพทย์คนใดได้เรียนต่อครูจะแก้ได้สักส่วนหนึ่ง จะตายสักสามส่วน ถ้าแพทย์คนใดมิได้เรียนต่อครูรู้แต่ตำรา เปนโมหาคติ แก้ไม่ได้ ร้อยคนจะรอดสักคนหนึ่ง”

 

โรคระบาดหรือโรคร้ายตามคัมภีร์แบ่งออกเป็น ไข้พิษ ไข้เหนือ และไข้กาฬ โดยไข้พิษจะมีอาการตัวร้อนจัดประดุจเปลวไฟ ปวดศีรษะ ปากแห้ง น้ำลายเหนียว ร้อนใน กระหายน้ำ มือเท้าเย็น มีเม็ดขึ้นตามร่างกาย ไข้เหนือ หรือไข้ป่า หรือไข้จับสั่น มีอาการคือ มีไข้ หนาวสั่นสะท้าน สร่างไข้แล้วกลับเป็นอีก ปวดศีรษะ ท้องผูก ส่วนไข้กาฬ มีไข้สูง มีเม็ดแดง ๆ ในอวัยวะภายใน เช่น ลำไส้ ไต ปอด ม้าม มักตายใน 7 หรือ 11 วันเมื่อตายแล้วมีรอยไหม้เกรียมผุดเป็นแว่นเป็นวงขึ้นตามผิวหนัง


พื้นฐานของการรักษาคือใช้ตำรับยาห้าราก (ยาเบญจโลกวิเชียร ยาแก้วห้าดวง ยาเพชรสว่าง) ประกอบด้วยรากสมุนไพร 5 ชนิดประกอบด้วย ชิงชี่ ย่านาง คนทา เท้ายายม่อมและมะเดื่อชุมพร เพื่อทำการกระทุ้งพิษไข้หรือการทำให้พิษไข้ถูกขับออกมาก่อนเป็นลำดับแรก แล้วจึงแล้วจึงใช้ยาตำรับอื่น ๆ ต่อไป


ขอยกตัวอย่างโรคระบาดหนึ่งที่ถูกกล่าวถึงในคัมภีร์นี้ คือ ไข้หวัดใหญ่ ที่หากรักษาไม่หายก็อาจถึงตายได้ โดยสาเหตุของโรคเกิดจาก “ต้องร้อนอย่างหนึ่ง ต้องน้ำค้างอย่างหนึ่ง ต้องละอองฝนอย่างหนึ่ง จึงทำให้เป็นไข้หวัด” และระบุอาการไว้ดังนี้คือ “สะท้านร้อนสะท้านหนาว ปวดศีรษะ ให้ไอ จาม น้ำมูกตกมาก ให้ตัวร้อนให้อาเจียน ปากแห้ง ปากเปรี้ยว ปากขม กินข้าวไม่ได้ แล้วแปรไปให้ไอมาก และทำพิษให้คอแห้ง ปากแห้ง ฟันแห้ง จมูกแห้ง น้ำมูกแห้ง บางทีกระทำให้น้ำมูกไหลหยดย้อย เพราะเหตุว่ามันสมองนั้นเหลวออกไปหยดออกจากจมูกทั้ง 2 ข้าง ไปปะทะกับสอเสมหะ ( เสมหะในลำคอ) จึงทำให้ไอ ถ้ารักษาไม่คลาย กลายไปเป็นริสดวง มองคร่อ (หวัดลงปอด) หืด ไอ และฝี 7 ประการจะบังเกิด”

 

โดยได้ระบุไว้ว่า “อย่าพึงประมาทว่าเป็นเพียงไข้หวัด ถ้ารักษาไม่ดี แก้ไม่คลาย อาจแปรไข้ถึงมรณะ” ซึ่งก็เป็นจริงเช่นนั้น ดังที่โรคไข้หวัดใหญ่เคยระบาดครั้งใหญ่เมื่อปี พ.ศ. 2461-2462 คร่าชีวิตคนไทยไปกว่า 80,000 ราย


ทั้งนี้โรคร้ายแรงในคัมภีร์ที่ระบุไว้ หลายโรคเป็นชื่อที่ไม่คุ้นเคย หากเทียบอาการของโรคกับความรู้การแพทย์ตะวันตก พบว่าโรคหลายโรคยังคงมีอยู่ในในปัจจุบันแต่สามารถป้องกัน ควบคุมจนความรุนแรงลดน้อยลงกว่าอดีตมาก เช่น ไข้อีดำอีแดง (Scarlet fever) ไข้รากสาดน้อยหรือไทฟอยด์ (Typhoid fever) ไข้เหือดหรือหัดเยอรมัน (Rubella) ไข้จับสั่นหรือไข้มาเลเรีย (Malaria) เป็นต้น


ปัจจุบันตำรับยาห้ารากถูกบรรจุอยู่ในบัญชียาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ ซึ่งมีรายงานฤทธิ์ทางเภสัชตามแพทย์แผนปัจจุบันว่าสามารถแก้ไข้มาลาเรีย ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ต้านเชื้อแบคทีเรีย ต้านอนุมูลอิสระ ฯลฯ



ด้วยเหตุนี้ คัมภีร์ตักกะศิลาอันเป็นหนึ่งในตำราแพทย์แผนไทย ก็คือ ภูมิปัญญาการตรวจวินิจฉัยโรคจากอาการเจ็บป่วยที่แสดงออกมาผ่านอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น ลิ้นแห้ง ปากแห้ง ริมฝีปากแตก ซึ่งบ่งชี้ว่าร่างกายมีความร้อนสูงมาก ไม่สามารถถ่ายเทได้ และการมีไข้สูงร่วมกับอาการทางร่างกาย เช่น ผิวหนังเกิดเป็นตุ่ม ผื่น ผด ปื้น ที่พบในอาการแสดงของโรครุนแรงจำพวกไข้พิษไข้กาฬ ซึ่งเทียบได้กับโรคไข้จากติดเชื้อต่าง ๆ ของการแพทย์แผนปัจจุบันนั่นเอง

 

 

 

สรวิชญ์ ฤทธิจรูญโรจน์

 

 

 

อ้างอิง

 

 

จตุพร พนัสโณทัย. คัมภีร์ตักศิลา (เปรียบเทียบ). เข้าถึงจาก อ่านออนไลน์

 

ประทีป ชุมพล (เรียบเรียง). พระคัมภีร์ตักกะศิลา. อ่านออนไลน์ อ่านออนไลน์

 

มะลิวัลย์ ปารีย์. (2558). การศึกษาข้อบ่งชี้ของอาการเจ็บป่วยของการแพทย์แผนไทยผ่านลักษณะของอวัยวะในร่างกาย. อ่านออนไลน์ อ่านออนไลน์

 

สยาม ภัทรานุประวัติ (เรียบเรียง). นามานุกรมวรรณคดีไทย: แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์. อ่านออนไลน์

 

สันติสุข โสภณสิริ. (2554). เวชกรรมไทยเบื้องต้น. อ่านออนไลน์

 

สุดารัตน์ หอมหวล. ตำรับยาห้าราก จากบัญชียาหลักแห่งชาติ. อ่านออนไลน์

 

 

Relate

[Workshop]เราจะเชื่อมโยงมิวเซียมสยามสู่ห้องเรียนได้อย่างไร

เราจะเชื่อมโยงมิวเซียมสยาม</br> สู่ห้องเรียนได้อย่างไร</br> กรณีศึกษา นิทรรศการ "ถอดรหัสไทย"

5 เมษายน 2562

สนามมวยราชดำเนิน เวทีผลิตนักมวยอาชีพแห่งแรก

สรวิชญ์ ฤทธิจรูญโรจน์

15 กรกฎาคม 2563