Love Me Love My Museum! เมื่อ “กรมพระยาดำรงฯ” ทรงลุยงานพิพิธภัณฑ์

Love Me Love My Museum เมื่อ “กรมพระยาดำรงฯ” ทรงลุยงานพิพิธภัณฑ์

 

 

 

“ฉันรักหลวงบริบาลฯ เท่าไร หลวงบริบาลฯ ทราบอยู่แล้ว ถ้ารักฉันตอบ ขอให้พยายามบำรุงรักษาพิพิธภัณฑสถานซึ่งเป็นของรักของฉันให้ถาวรต่อไป ดีกว่าสนองคุณด้วยประการอย่างอื่น”

(ลายพระหัตถ์ลงวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๔๗๕)

 


ข้อความข้างต้น เป็นลายพระหัตถ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ถึงหลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ สะท้อนให้เห็นความรักและความผูกพันในงานพิพิธภัณฑ์ของพระองค์ เหตุใดสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพจึงกล่าวว่าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเป็น “ของรักของฉัน” หากย้อนไปดูจุดเริ่มต้นของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ก็คงเข้าใจได้ไม่ยาก เพราะกว่าจะมาเป็น “พิพิธภัณฑ์” อย่างทุกวันนี้ได้นั้นไม่ง่ายเลย


แม้สยามประเทศจะมีคำเรียก “พิพิธภัณฑ์” มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ และมีการตั้งมิวเซียม หรือการเปิดให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าชมตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ แต่ในตอนนั้น “หอมิวเซียม” ก็เปิดให้เข้าชมเพียงปีละหนึ่งครั้งในวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระองค์เท่านั้น คำว่า “พิพิธภัณฑ์” หรือ “มิวเซียม” ในสมัย ร.๕-ร.๖ มักหมายถึงการจัดแสดงนิทรรศการชั่วคราว บางครั้งก็เรียกว่า “เอ๊กซหิบิเชน” (Exhibition) แต่เราเพิ่งจะมี “พิพิธภัณฑ์” แบบที่เราเข้าใจกันอยู่ในปัจจุบันเมื่อล่วงเข้ารัชกาลที่ ๗ แล้วนี่เอง และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพก็เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาพิพิธภัณฑ์แห่งแรกนี้


ในสมัยรัชกาลที่ ๗ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดฯให้จัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขึ้น (คำว่า “พิพิธภัณฑ์” แปลตรงตัวว่า “ข้าวของต่าง ๆ ”; พิพิธ = ต่าง ๆ, ภัณฑ์ = สิ่งของ มีที่มาจากชื่อ “พระที่นั่งประพาสพิพิธภัณฑ์” เมื่อนำคำนี้มาใช้เรียกสถานที่ ถึงต้องเติมคำว่า สถาน ไว้ด้านหลัง เป็น “พิพิธภัณฑสถาน” เพื่อบ่งบอกว่าเป็น “สถานที่” เก็บรวบรวมและแสดงสิ่งต่าง ๆ) จนถือกำเนิดเป็น “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร” ซึ่งตั้งอยู่บริเวณสนามหลวง ใกล้กับโรงละครแห่งชาติในปัจจุบัน และเป็นพิพิภัณฑสถานที่เปิดให้สาธารณชนได้เข้าชมอย่างต่อเนื่องยาวนานมาจนถึงทุกวันนี้


หนทางในการตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งนี้หาได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ คณะทำงานต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายในการทำงานพิพิธภัณฑ์ รวมถึงวิกฤตการเงินอย่างจริงจัง ดังที่ หม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิศกุล พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้เล่าถึงเหตุการณ์ช่วงนั้นไว้ในหนังสือ ชีวิตและงานสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ว่า


“ถึง พ.ศ. ๒๔๗๐ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานวังหน้าให้เป็นพิพิธภัณฑ์ และโปรดให้เสด็จพ่อทรงจัด วันที่ไปรับสถานที่จากทหารซึ่งอยู่ในตอนหลังพระที่นั่งนั้น ในบางห้องที่ปิดไม่ได้ใช้ เต็มไปด้วยขี้ค้างคาวตลบอบอวลไปหมด ทางระเบียงพระที่นั่งก็หักพังหลังคาห้อยเป็นแห่ง ๆ เสด็จพ่อทรงพระดำเนินทั่วแล้ว ตรัสว่า “จะไปขอเงินคลังก็ไม่ได้ เพราะเขาจะต้องตอบว่าให้รอเพราะราชการด่วนยังมี” แต่อายุพ่อมันไม่รอด้วย ต้องคิดหาสตางค์เอาเอง”


เหตุที่ถ้าหากต้องการงบประมาณมาปรับปรุงพิพิธภัณฑสถานก็ต้อง “ไปขอเงินคลัง” (ที่ดูเหมือนจะไม่ยอมอนุมัติงบประมาณเสียด้วย) นั้นก็เพราะพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติในสมัยรัชกาลที่ ๗ ไม่ได้เป็นพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์อย่างสมัยรัชกาลที่ ๔ อีกแล้ว แต่ “มิวเซียม” ได้ยกฐานะขึ้นเป็น “กรมพิพิธภัณฑ์” แล้วตั้งแต่ในรัชกาลที่ ๕ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๑ พิพิธภัณฑสถานจึงมีฐานะเสมือนหน่วยราชการหน่วยหนึ่ง สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพผู้ทรงเล็งเห็นท่าทีแล้วว่าคงจะรองบประมาณจากรัฐไม่ได้ จึงต้องใช้วิธีที่สมัยนี้เรียกกันว่า “crowdfunding” หรือก็คือการไป “ระดมทุน” จากผู้คนในภาคส่วนต่าง ๆ ด้วยตัวของพระองค์เอง


เริ่มจากการปรับปรุงตัวอาคารซึ่งอยู่ในสภาพย่ำแย่ ด้วยการตรัสกับหม่อมเจ้าพูนพิศมัยในวันหนึ่งว่า “ลูกพูน พรุ่งนี้ทำน้ำชาไปมิวเซียมให้พ่อ ๒๐ คน พ่อจะเลี้ยงเพื่อน ๆ แล้วเธอไปรินน้ำชา” แม้หม่อมเจ้าพูนพิศมัยจะหารู้ไม่ว่าเสด็จพ่อทรงวางแผนอะไรอยู่ในใจ ก็จัดแจงตระเตรียมน้ำชาและสถานที่ให้เรียบร้อยตามรับสั่ง เมื่อถึงวันเวลานัดหมายก็มีเหล่าพ่อค้าทั้งฝรั่ง แขก และจีนเดินเข้ามาเป็นแถว พอร่วมดื่มน้ำชากันจนอิ่มหนำดีแล้ว สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพจึงตรัสขึ้นว่า


“ในหลวงประทานวังหน้านี้ให้ฉันจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ของชาติ จะไปขอเงินคลังเขาก็คงไม่ให้ ฉันแก่ลงทุกทีกลัวจะไม่ได้ทำจึงคิดว่าจะทำยังไงดี แล้วก็นึกถึงพวกท่านว่าท่านอยู่ในเมืองไทยมาช้านาน คงจะยินดีที่จะช่วยที่จะเห็นความเจริญของเมืองไทย จึงได้เชิญมาช่วยกันดูสถานที่ในวันนี้ ว่าเราจะต้องซ่อมแซมอะไรอย่างไรบ้าง และขอให้ท่านช่วยเท่าที่จะช่วยได้เถิด”


ทุกคนในที่นั้นฟังแล้วก็เพียงแต่อมยิ้ม มีเพียง Mr. Malcom ที่ทำลายความเงียบขึ้นว่า “เพิ่งได้พบผู้เชี่ยวชาญทางขอทานวันนี้เอง!” ฉับพลันทุกคนก็หัวเราะ ก่อน Mr. Malcom จะพูดอีกว่า “ขอตอนกินแล้วเสียด้วย เราจะไม่ให้ก็ไม่ได้” แม้จะกล่าวเช่นนั้น แต่หลังจากสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพนำเหล่าพ่อค้าชมอาคารที่เก่าหักและต้องการซ่อมแซมในหลายส่วนเรียบร้อยแล้ว พ่อค้าแต่ละคนต่างก็กลับไปด้วยความเบิกบาน ไม่ได้พูดอะไรอีก กระทั่งรุ่งเช้าอีกวัน ก็มีรถยนต์ขนไม้ ขนตะปู ซีเมนต์ กระเบื้องมุงหลังคาและปูพื้น ฯลฯ เข้ามากองไว้ในพิพิธภัณฑสถานอย่างเพียงพอ หม่อมเจ้าพูนพิศสมัยเล่าว่า เมื่อเสด็จพ่อทรงเห็นดังนั้นแล้ว “ท่านทรงพระสรวลแล้วเรียกนายอิ๋ด หัวหน้าช่างไม้ในพิพิธภัณฑ์มาเป็นผู้ทำ ทรงกำชับว่าให้ใช้คนไทยทั้งหมดเพื่อให้รู้จักทำเป็น พิพิธภัณฑ์ของชาติจึงกลับบริบูรณ์ขึ้นได้โดยรัฐมิได้ออกสตางค์ช่วยเหลือเลย”


ตัวอาคารที่ผุพังและคลุ้งไปด้วยมูลค้างคาวในคราวแรกจึงกลับมาพร้อมใช้งาน แต่ก็ใช่ว่ามีเพียงอาคารแล้วจึงจะเป็นพิพิธภัณฑ์ขึ้นมาได้ เพราะหัวใจสำคัญของพิพิธภัณฑ์ในยุคนั้นก็คือ “ของ” หม่อมเจ้าพูนพิศมัยเล่าถึงของที่มีอยู่ในตอนแรกว่า “เมื่อสถานที่สมบูรณ์แล้วก็เริ่มลงมือจัด ของเก่าที่มีอยู่โดยมาก คือนกสตั๊ฟขนร่วง ๆ และของที่โยน ๆ ไว้ด้วยกัน ไม่มีใครเอาใจใส่เท่าใดนัก” หลังจากเรี่ยไรเอาวัสดุก่อสร้างจากบรรดาพ่อค้าไปคราวหนึ่งแล้ว สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพจึงต้องทรงไปเรี่ยไรข้าวของมาเพิ่มอีกรอบ ทั้งเรี่ยไรจากญาติพี่น้อง เรี่ยไรจากพระสงฆ์ ทั้งยังเรี่ยไรจากตัวเองด้วย โดยมุ่งเรี่ยไรโบราณวัตถุที่ทรงเห็นว่าเป็น “มรดกทางวัฒนธรรมของชาติ” ต่างจากคราวก่อน ๆ มาที่พิพิธภัณฑสถานมักเป็นเป็นพิพิธภัณฑสถานประเภททั่วไปที่มีทั้งโบราณวัตถุ ของหายาก หรือสัตว์สตัฟฟ์ต่าง ๆ รวมกัน


“ถ้าขาดตู้ขาดโต๊ะ ท่านทรงเรี่ยไรจากเจ้านายพี่น้อง ถ้าเป็นเรื่องทางศาสนา ท่านทรงขอพระสงฆ์ จนสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดเทพศิรินทร์ท่านว่า “มีแต่เรี่ยไรคฤหัสถ์ นี่กลับตรงกันข้าม” แต่พระมหาเถระท่านก็ช่วยให้ของและชี้แจงถวายแทบทุกองค์ เพราะท่านรู้ประโยชน์ส่วนรวมดี ส่วนของอื่น ๆ สิ่งไรไม่มีท่านก็ขนไปจากวังจนเกือบ ๆ จะหมด”


จนในที่สุด พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครก็สำเร็จเสร็จอย่างเป็นทางการ และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิด ในวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๙ แต่สถานการณ์กลับไม่เป็นใจเท่าใดนัก เมื่อพิพิธภัณฑสถานที่ทรงทุ่มเทสร้างมากลับไม่มีผู้สนใจเข้ามาศึกษาเท่าที่ควร พิพิธภัณฑ์ไม่อาจเป็นพิพิธภัณฑ์ที่สมบูรณ์ขึ้นมาได้ หากมีเพียงอาคารที่สวยงาม ชุดสะสมล้ำค่า แต่กลับไม่มีผู้เข้าชม สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพจึงต้องทรงหาวิถีทางต่อไปที่จะทำให้พิพิธภัณฑสถานแห่งนี้มีชีวิตชีวาขึ้นมา


เริ่มตั้งแต่ส่งจดหมายไปตามโรงเรียนต่าง ๆ ให้ส่งนักเรียนมาเข้าชมพิพิธภัณฑ์ เนื่องจากพระองค์จัดพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ขึ้นก็เพื่อประโยชน์ทางการศึกษาโดยเฉพาะ แต่เมื่อส่งหนังสือไปแล้วก็กลับพบปัญหาว่า “ครั้นนักเรียนหญิงและนักเรียนชายมาเจอะกันเข้า ก็กลายเป็นเล่นซ่อนหากันไป ถ้าไต่ถามเข้าก็ได้รับคำตอบว่า ไม่มีผู้อธิบายให้เข้าใจ จึงไม่ได้ประโยชน์” เมื่อได้รับเสียงตอบรับเช่นนั้น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ จึงลงทุน “ประทานเล็กเชอร์” แก่เหล่าครูอาจารย์ที่เป็นผู้นำนักเรียนมาชมพิพิธภัณฑสถานด้วยพระองค์เอง ทว่าน่าเสียดายที่ “ครูในเวลานั้นไม่เห็นเป็นประโยชน์เสียแล้ว ถามขึ้นว่า เล็กเชอร์อย่างนี้ ๑๕ นาทีได้ไหม? ท่านก็ทรงหมดศรัทธา”


แม้วิธีการส่งหนังสือไปตามโรงเรียนจะไม่สู้สำเร็จ พระองค์ก็ยังทรงไม่ล้มเลิกและคิดหาทางที่จะให้ประชาชนเข้าไปชมพิพิธภัณฑ์ให้ได้ วันหนึ่งจึงรับสั่งกับหม่อมเจ้าพูนพิศมัยว่า “ลูกพูนทำอาหารว่างไปขายที่พิพิธภัณฑ์อาทิตย์ละครั้งหน่อยเถอะ เพราะถ้ารู้กันว่าอาหารท่านหญิงทำก็เป็นประกัน ว่ากินได้ไม่สกปรก ฝรั่งที่อยากกินของไทย ๆ จะได้มา เมื่อฝรั่งมาคนไทยก็จะมา” ท่านหญิงทูลตอบว่า “ถ้ามาอย่างพวกนักเรียนจะได้ประโยชน์อะไร” ท่านก็ตรัสตอบว่า “เอาเถอะ เดินผ่านไปผ่านมาก็คงจะเกิดอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาบ้าง เพียงคนสองคนก็ยังดี”


ได้ความดังนั้นแล้ว สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ จึงโปรดให้ปลูกร้านสำหรับขายอาหารว่างขึ้นที่พิพิธภัณฑ์ ในตอนแรกก็มีเฉพาะอาหารว่างและน้ำต่าง ๆ ขายก่อน ต่อมาจึงให้รับอาหารที่คนไทยทำจากหัวเมืองต่าง ๆ มาฝากขายด้วย จากนั้นเมื่อเวลาเหล่านักท่องเที่ยวมาก็ต้องไปดูพิพิธภัณฑ์ทุกครั้ง จึงได้ผลคือคนมาดูมากขึ้นจริง ๆ อย่างไรก็ตาม การตัดสินพระทัยในครั้งนั้นก็มีข้อครหาอยู่บ้าง เมื่อบางคนก็มองว่าพระองค์เปิดช่องให้คนในครอบครัวของพระองค์เอง “เข้าไปหากินในพิพิธภัณฑ์” แม้หม่อมเจ้าพูนพิศมัยจะทรงบันทึกไว้ให้รู้เป็นนัยว่าการเปิดร้านอาหารว่างในครั้งนั้นเป็นกุศโลบายดึงคนเข้าพิพิธภัณฑ์ และดูเหมือนจะไม่ได้กำรี้กำไรอะไรนัก แต่ร้านขายขนมแห่งนั้นก็ต้องปิดไปในที่สุด หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง


แม้จะมีเรื่องไม่ราบรื่นอยู่บ้าง แต่เมื่ออ่านดูในบันทึกอีกเล่มของหม่อมเจ้าพูนพิศมัย ในหนังสือ สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็น ก็พอได้เห็นว่าความพยายามดึงดูดคนเข้าพิพิธภัณฑ์เพื่อเข้ามาศึกษาหาความรู้นี้เริ่มประสบความสำเร็จขึ้นมาบ้างแล้วจริง ๆ แม้จะไม่ได้ตรง “กลุ่มเป้าหมาย” ที่ตั้งพระทัยไว้แต่แรกก็ตามที


“ส่วนเรื่องพิพิธภัณฑสถานนั้น เสด็จพ่อทรงตั้งพระทัยจัดเพื่อช่วยการศึกษาในทางโบราณคดี จึงจัดเป็นสมัย ๆ เรียงต่อไว้ให้เกิดอยากรู้จนถึงปัจจุบัน มีพระเศียรพระพุทธรูป และของที่ขุดได้ตามภาคต่าง ๆ ของเมืองไทย จัดไว้เท่าใด ก็คงเป็นประโยชน์แต่ในทางโฆษณาแก่พวกนักท่องเที่ยวซึ่งยอมรับว่า พิพิธภัณฑ์เมืองไทยเป็นดีที่ ๑ ในตะวันออกประเทศนี้ ถึงมีคนให้เงินบำรุงในเวลามาดูแทบทุกครั้ง และเป็นประโยชน์แก่พวกทำพระพุทธรูปปลอมขายได้มาดูเป็นแบบอย่าง เจ๊กขายของเก่าที่นาครเขษมมีสมุดตำนานพระพุทธเจดีย์ที่เสด็จพ่อทรงแต่งไว้เป็นคู่มือ เขาเรียกว่า-คาตีโล๊ก! คนที่ได้ประโยชน์มากอีกคน คือ Mr. Miki ชาติญี่ปุ่น เขาไปนั่งลอกลายผ้าไทยเก่า ๆ ที่เสด็จพ่อทรงไปขอมาจากในวัดในวัง เหลือจากห่อคัมภีร์บ้าง ที่ไม่ใช้แล้วบ้าง แม้เศษขาด ๆ ก็เอามาพับพอให้เห็นลายใส่กรอบเข้าเป็นฉาก Miki ลอกได้ส่งไปทำผ้าลายนุ่งในเมืองญี่ปุ่น แล้วกลับมาขายได้มากมายจนเราเห็นเข้าก็ต้องร้องว่า- “พิโธ่ ผ้าในมิวเซียมนี่เอง!”

“ส่วนคนไทยเองไม่ค่อยมีใครไปดูเพื่อการศึกษาจริงจัง นอกจากวันอาทิตย์เขาเปิด free ก็ไปเดินเที่ยวเล่นและซื้อของกิน!”


ด้วยเงื่อนไขหลาย ๆ ประการ หลัง พ.ศ. ๒๔๗๕ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพจึงไม่ได้ดำรงตำแหน่งนายกราชบัณฑิตยสภาต่อ หน้าที่ในการดูแลพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติซึ่งรวมอยู่ในตำแหน่งดังกล่าวด้วยจึงยุติลง กระนั้นก็ยังคงมีร่องรอยแห่งความรักและห่วงใยที่พระองค์ทรงมีต่อพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติและได้ฝากฝังงานด้านพิพิธภัณฑสถานเอาไว้ให้ผู้เชี่ยวชาญท่านอื่น ๆ ได้ช่วยรับช่วงทำงานกันต่อไป ดังปรากฏอยู่ในลายพระหัตถ์ถึงหลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ข้างต้น


ล่าสุด พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร เพิ่งปรับปรุงยกเครื่องการจัดแสดงของพิพิธภัณฑสถานครั้งใหญ่ โดยให้ความสำคัญกับการจัดแสดงและจัดแสดงวัตถุให้ขับเน้นเห็นความงามของโบราณวัตถุมากขึ้น พร้อมทั้งเพิ่มข้อมูลและสื่อมัลติมีเดียต่าง ๆ ที่จะช่วยถ่ายทอดเรื่องราวของวัตถุต่าง ๆ ที่จัดแสดงอยู่ด้วย


การปรับปรุงวิธีการจัดแสดงครั้งใหญ่นี้ นับเป็นอีกก้าวหนึ่งของพิพิธภัณฑสถานที่ช่วยสืบสาน “ความรัก” ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เพราะ Eugene Dillenburg อาจารย์ด้านพิพิธภัณฑ์ศึกษาท่านหนึ่งเคยเสนอเอาไว้ว่า หัวใจของพิพิธภัณฑ์คือการจัดแสดง (exhibition) และการจัดแสดงที่ว่าต้องเป็นการจัดแสดงเพื่อให้ “สาธารณชน” ได้เข้าชมด้วย คำว่า “จัดแสดง” (exhibit) ฟังดูเหมือนเรียบง่าย แต่ความจริงแล้วเต็มไปด้วยรายละเอียดและต้องใช้ความรู้ความสามารถจากหลายแขนงมาร่วมด้วยช่วยกัน เพราะการจัดแสดงไม่ได้หมายถึงการนำของมาตั้งโชว์เฉย ๆ เท่านั้น แต่หมายถึงความพยายามที่จะ “สื่อสาร” (communicate) เรื่องราวของสิ่งที่นำมาจัดแสดงด้วย ศาสตร์แห่งการจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์จึงเป็นศาสตร์ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาอย่างต่อเนื่องนับแต่ยุคเริ่มแรกที่เพียงแต่นำของมาวางเรียงในตู้โชว์


พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงริเริ่มไว้นั้นเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งแรกและเริ่มขึ้นในยุคที่องค์ความรู้ด้านพิพิธภัณฑวิทยาและพิพิธภัณฑศึกษายังไม่ได้ก้าวหน้าเท่าทุกวันนี้ กระนั้น เราก็อาจเห็นความพยายามต่าง ๆ ที่ทรงต้องการให้ข้าวของได้ “สื่อสาร” กับผู้ชม ไม่ว่าจะเป็นความพยายามจะถ่ายทอดเรื่องราวผ่านการลำดับยุคสมัยของวัตถุจัดแสดงอย่างเป็นขั้นเป็นตอน การประทานเล็กเชอร์ให้ครูผู้พานักเรียนมาเข้าชม หรือแม้กระทั่งการเปิดร้านขนมดึงดูดให้คนได้เข้ามามีปฏิสัมพันธ์กับข้าวของในพิพิธภัณฑ์บ้าง


ขณะนี้ การปรับปรุงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครยังไม่เสร็จสมบูรณ์ดี แต่ก็แล้วเสร็จไปแล้วหลายส่วน รวมถึงห้องนิทรรศการหลักห้องแรกที่จัดแสดงเรื่องประวัติศาสตร์ชาติไทย และคาดว่าจะปรับปรุงเสร็จสิ้นในปี ๒๕๖๓ นี้ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครได้เปิดให้สาธารณชมได้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ที่ปรับปรุงใหม่แล้วส่วนหนึ่ง ตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. ๒๕๖๑ ที่ผ่านมา และการปรับปรุงนิทรรศการเพื่อให้ข้าวของได้ “สื่อสาร” กับผู้เข้าชมในครั้งนี้ ก็ช่วยให้จำนวนผู้เข้าชมเฉลี่ยเพิ่มขึ้นถึงวันละ ๒,๐๐๐-๕,๐๐๐ คน


กว่า “พิพิธภัณฑ์” ที่แปลตรงตัวว่า “ข้าวของต่าง ๆ ” จะกลายเป็น “พิพิธภัณฑ์” ที่ค่อย ๆ กลายความหมายมาหมายถึง “สถานที่เก็บรวบรวมและแสดงสิ่งต่าง ๆ ที่มีความสำคัญด้านวัฒนธรรมหรือด้านวิทยาศาสตร์ โดยมีความมุ่งหมายเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อการศึกษา และก่อให้เกิดความเพลิดเพลินใจ” ตามการให้ความหมายของราชบัณฑิตในปัจจุบันจึงไม่ใช่เรื่องง่าย และคนสำคัญที่สุดที่จะช่วยให้พิพิธภัณฑ์กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ขึ้นมาได้ สุดท้ายแล้วก็ไม่ใช่เพียงอาคาร ข้าวของ หรือผู้ดำเนินงานพิพิธภัณฑ์ทั้งหลายเท่านั้น หากแต่เป็น “ผู้เข้าชม” นั่นเองที่จะช่วยเติมเต็มพิพิธภัณฑ์ให้สมบูรณ์

 

 

นลิน สินธุประมา

 

 

 

 

 



บรรณานุกรม

 


Dillenburg, E. (2011). What, if anything, is museum. Exhibitionist, 30(1), 8-13. Retrieved October 31, 2018, from อ่านออนไลน์


จิรัสสา คชาชีวะ. (2555). “โบราณคดีจากลายพระหัตถ์” ใน ๑๕๐ ปี สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพกับพัฒนาการโบราณคดีไทย. กรุงเทพฯ: ภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, หน้า 57-75.


“ปรับปรุงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร”. (2018, February 05). Retrieved October 31, 2018, from อ่านออนไลน์


พูนพิศมัย ดิศกุล, หม่อมเจ้า. (2557). สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็น. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: มติชน.


พูนพิศมัย ดิศกุล, หม่อมเจ้า. (2515). ชีวิตและงาน สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ. กรุงเทพฯ: บรรณาคาร.


วิเชียร วิไลแก้ว. (2543). พัฒนาการของพิพิธภัณฑ์ไทย: กรณีศึกษาพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหิดล.

 

 

Museum Siam Knowledge Center

พูนพิศมัย ดิศกุล, หม่อมเจ้า. (2546). สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็นภาคจบ. กรุงเทพฯ: มติชน.