ถอดบทเรียนเบื้องหลัง นิทรรศการ ‘ชายหญิงสิ่งสมมุติ’

แกลเลอรี

ผลลัพธ์ : 1-24 รูป จากทั้งหมด 30 รูป

‘ชายหญิงสิ่งสมมุติ’
เมื่อพิพิธภัณฑ์พูดเรื่องเพศ
ถอดบทเรียนเบื้องหลัง นิทรรศการ ‘ชายหญิงสิ่งสมมุติ’

 

Museum’s Core: ทำไมมิวเซียมสยามจึงเลือกทำประเด็นเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศ

 

ชนน์ชนก พลสิงห์:

เราคิดว่าพิพิธภัณฑ์ควรเชื่อมโยง (engage) กับสังคมในทุก ๆ เรื่อง ซึ่งถือเป็นข้อดีของผู้บริหารมิวเซียมสยามตรงที่อนุญาตให้เราสามารถเลือกประเด็นที่ตอบโจทย์สังคมในศตวรรษที่ 21 ได้ เรื่องนี้ทางฝ่ายวิชาการก็คิดกันมานานแล้ว อย่างตอนที่ทำนิทรรศการ ‘พม่าระยะประชิด’ เราก็พูดถึงความหลากหลายของคนในสังคมเพราะคนทุกคนต้องอยู่ร่วมกัน หลังจากที่ทำเรื่อง ‘พม่าระยะประชิด’ ก็คิดว่ายังมีอีกเรื่องหนึ่งที่อยู่ในตัวของคน ก็คือเรื่อง gender [สถานะเพศ, เพศสภาพ] ทำไมเราจึงคิดว่า gender สำคัญ ก็เพราะว่า gender คือการตระหนักรู้ถึงตัวตน เราคิดว่า เราจะทำอะไรไม่มีทางมีความสุขได้เลย ถ้าไม่ยอมรับตัวเอง ก็เลยเป็นที่มาของนิทรรศการชุดนี้

 

 

ส่วนตัวมีแรงบันดาลใจมาจากเพื่อนวัยเด็กคนหนึ่ง ซึ่งเขาเปิดเผยมาตั้งแต่เด็ก ๆ ว่าเขาเป็นเกย์ ทำให้เราคิดถึงชีวิตตอนเด็กว่าตอนนั้นเพื่อน ๆ ทุกคนรังเกียจเขาไม่มีใครคุยด้วย เหตุการณ์ผ่านไป 10 ปีทุกคนอยู่ในวัยทำงาน เพื่อนผู้ชายคนหนึ่งที่เคยรังเกียจเพื่อนคนนี้ เขาก็เปิดเผยว่าตัวเองเป็นเกย์เหมือนกัน อันนี้ก็เป็นจุดหนึ่งที่ทำให้เรามีคำถามเรื่องความเข้าใจเกี่ยวกับ gender การรังเกียจกันด้วยความเข้าใจผิด ๆ ถ้าตอนนั้นเรามีชุดความรู้ว่าความหลากหลายทางเพศไม่ใช่เรื่องที่ผิดปกติก็จะไม่มีใครถูกรังเกียจ

 

Museum’s Core: การพูดเรื่องความหลากหลายทางเพศเป็นหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์ด้วยหรือไม่ และจะพูดแตกต่างจากองค์กรอื่น ๆ ที่พูดกันอยู่แล้ว อย่างไร

 

ชนน์ชนก พลสิงห์:

พิพิธภัณฑ์ในปัจจุบันน่าจะมีหน้าที่กว้างกว่าการ พูดถึงแต่เรื่องของตัวเอง ซึ่งเรื่อง gender เป็นเรื่องหนึ่งที่มีประเด็นทางสังคม เพราะฉะนั้นพิพิธภัณฑ์ก็สามารถทำหน้าที่ในการพูดได้  ในสังคมไทยคนที่พูดถึงเรื่อง gender หรือเพศก็มีอยู่แล้วอย่างกลุ่มนักเคลื่อนไหว แต่เราในฐานะพิพิธภัณฑ์ที่ให้ความรู้ บทบาทของเราคือพยายามเป็นพื้นที่กลางเพื่อนำเสนอสังคมในหลาย ๆ มิติ เรามีหน้าที่ในการสื่อสาร สร้างความเข้าใจ แล้วนิทรรศการตัวนี้เกิดขึ้นภายใต้โจทย์ของมิวเซียมเอง ไม่ได้เกิดภายใต้โจทย์ของผู้สนับสนุนหรือคนอื่น ไม่ได้หมุนไปตามความต้องการของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อีกทั้งเราสนใจคนในสังคม  ทุกคนร่วมเป็นส่วนหนึ่งได้ เป็นพื้นที่สาธารณะที่เปิดกว้างให้คนทุกคนกล้าพูดกล้าถกเถียงกัน ได้ใช้ความคิดหรือพูดในสิ่งที่ตัวเองไม่รู้ว่าจะพูดที่ไหน เวลาไหน



Museum’s Core: วางวัตถุประสงค์และกลุ่มเป้าหมายของนิทรรศการไว้อย่างไร


ชนน์ชนก พลสิงห์:

อยากสื่อสารสองอย่าง หนึ่ง ให้คนดูเข้าใจ gender ของตัวเอง สอง ให้ผู้ชมเห็นความหลากหลายของ gender อื่น ๆ เพราะเป็นเป้าหมายในการทำงาน เราไม่ได้คิดว่าใครจะสามารถรู้หรือออกจากกล่องหรือกรอบเพศของตัวเองได้ด้วยการมาดูนิทรรศการ 40 นาที แต่อย่างน้อยอยากให้เขาตระหนักถึงข้อมูลบางอย่าง เราอาจไม่ได้สำรวจตัวเองในเรื่องเพศเลยก็ได้ในชีวิตหนึ่ง จึงคิดว่า พิพิธภัณฑ์น่าจะเป็นพื้นที่ให้คนเข้ามาสำรวจตัวเองจากการเห็นสิ่งต่าง ๆ ในนิทรรศการ

 

 

ส่วนกลุ่มเป้าหมายตั้งใจให้คนทั่วไปมาดูได้ เนื่องจากเราพูดถึงความหลากหลายทางเพศไม่เฉพาะแค่ LGBT หรือบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ เพราะว่า ชาย หรือ หญิง คือส่วนหนึ่งในความหลากหลายนั้น อย่างวัตถุจัดแสดงก็มีของที่ชายหญิงส่งมา สิ่งที่เราพยายามทำมากคือจะไม่ทำให้คนดูอึดอัด เช่น ชาย หรือ หญิง เข้าไปแล้ว ก็ไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นอื่น นิทรรศการเราไม่ได้เทิดทูน LGBT หรือให้พื้นที่เกินจริง เพียงแต่เราพยายามสื่อสารให้เห็นถึงสิ่งที่สังคมโต้ตอบกับเขา

 

 

ส่วนผู้ชมกลุ่มที่หลายคนเป็นห่วงคือเด็ก ว่าเขาจะดูรู้เรื่องไหม แต่จากสิ่งที่เห็นเมื่อมีเด็กมากับผู้ปกครอง คือ ผู้ปกครองมักจะถามความเห็นเด็ก พูดคุยกับเด็กในเรื่องนี้ ซึ่งเราคิดว่าในพื้นที่ปกติอย่างบ้านหรือในรถ เราคงไม่ได้คุยเรื่องนี้กัน อยู่ ๆ วันหนึ่งพ่อแม่คงไม่มาบอกลูกว่า เพศมันมีหลายเพศนะลูกอะไรแบบนี้ แต่พอในนิทรรศการนี้ เขาอาจไม่ได้ดูของทุกชิ้น อ่านป้ายทุกป้าย แต่เขาใช้พื้นที่ของเราในการเรียนรู้ ถ้าย้อนถามตัวเราเองเราพูดเรื่องเพศสภาพกันเมื่ออายุเท่าไหร่หรอ เราแทบไม่เคยคุยเรื่องนี้กับพ่อแม่เลยด้วยซ้ำ

 

 

Museum’s Core: วางเค้าโครงงานวิจัยเพื่อทำนิทรรศการไว้อย่างไร


ชนน์ชนก พลสิงห์:

งานวิจัยเพื่อนิทรรศการกับงานวิจัยทั่วไปแตกต่างกัน เพราะว่าถ้าเราไม่ได้วางแผนบางทีงานวิจัยนั้นอาจนำมาใช้ได้แค่ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ สำหรับนิทรรศการนี้งานวิจัยมีส่วนปูทางไปสู่เรื่องต่าง ๆ เป็นใบเบิกทางในการเรียบเรียงประเด็น ทำให้เห็นจุดสำคัญ เห็นความละเอียดอ่อนในการนำเสนอข้อมูล ความยากของเรื่องนี้คือเราไม่ได้จบ sex and gender มา เป็นเรื่องที่เราต้องเรียนรู้ใหม่หมดเลย ในระยะการทำงาน เราก็ไปเข้าค่ายเกี่ยวกับ gender หลายครั้งเพื่อเรียนรู้ทุกอย่าง แม้กระทั่งการใช้คำที่ละเอียดอ่อน

 

 

ตอนที่คิดว่าจะทำตัวนิทรรศการเรื่องนี้ สิ่งหนึ่งที่อยากทำมากคือ อยากให้มีชีวิตของคนจริง ๆ อยู่ในนิทรรศการงานวิจัยก็เลยมี 2 ส่วน ส่วนแรก คือเรื่องของประวัติศาสตร์ พูดถึงประวัติศาสตร์ ความเป็นมา แนวคิดต่าง ๆ ที่ปรากฏในสังคมไทยเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศ ไปจนถึงการขับเคลื่อน เพื่อให้ข้อมูลว่าตอนนี้โลกไปถึงไหนแล้ว กับ ส่วนที่สอง คือ เรื่องราวของคนทั่วไปทุกเพศ เราเชื่อในความหลากหลายของมนุษย์ ไม่มีใครมีสูตรสำเร็จ ดังนั้น สิ่งหนึ่งที่เราจะไม่ทำคือการถอดเพศออกมาเป็น stereotype [ภาพเหมารวม] อันนี้คือสิ่งที่คุยกันตั้งแต่แรกเริ่มกับหัวหน้าฝ่ายวิชาการเลย

 

Museum’s Core: ช่วยสรุปภาพรวมของนิทรรศการคร่าว ๆ ว่าแต่ละโซนเป็นอย่างไร


ชนน์ชนก พลสิงห์:

พื้นที่ด้านหน้านิทรรศการมีโซนเขาวงกต เราเลือกหยิบคำที่ทำให้เกิดการตั้งคำถาม ให้ได้คิดเรื่องกรอบโครงสร้างทางสังคมที่มากดทับ กำหนด อัตลักษณ์ทางเพศ ถัดมาแสดงให้เห็นเรื่องการแบ่ง ‘กล่องเพศ’ จึงนำเสนอผ่านห้องน้ำเพราะเป็นพื้นที่สาธารณะที่เราถูกบังคับให้ต้องลงกล่องใดกล่องหนึ่งที่ชัดเจนที่สุด คือ เราต้องเลือกไปเลยว่าจะเป็นชายหรือหญิงเมื่อจะเข้าห้องน้ำ จากนั้นให้ได้เรียนรู้ไทม์ไลน์ (timeline) ทางประวัติศาสตร์ และให้เรียนรู้ชีวิตคนอื่นผ่านโซนข้าวของที่มีคนส่งเข้ามา สุดท้ายคือให้ผู้ชมตั้งคำถามกับตัวเองว่าคุณรู้สึกดีกับการที่เป็นตัวเองไหมในมุมห้องแต่งตัว จบด้วยการให้โหวตเพื่อถามตนเองว่าคุณใจกว้างพอที่จะให้มีเรื่องพวกนี้เกิดขึ้นกับสังคมไทยได้ไหม ทั้งนิทรรศการจะได้ครบทั้งเรียนรู้จากชีวิตผู้อื่น ตั้งคำถามกับตัวเอง และสังคม

 

 

Museum’s Core: อารมณ์และโทนน้ำเสียง ของนิทรรศการนี้วางไว้อย่างไร


ชนน์ชนก พลสิงห์:

ก่อนอื่นต้องบอกว่าเราไม่ได้มองประเด็นนี้เป็นประเด็นชายขอบ แต่เรามองว่าเรื่องนี้มีโครงสร้างบางอย่างกำกับอยู่ก็เลยไม่ได้ทำให้ออกมาน่าสงสาร นิทรรศการจึงเป็น mood and tone ที่ให้ภาพเรื่องราวความเป็นธรรมดาและธรรมชาติของคนทุกเพศ

 

ในเรื่องของการใช้สีในนิทรรศการ เรากำหนดเลยว่าไม่เอาสีรุ้งเพราะไม่อยากสร้างภาพซ้ำ เราได้สัมภาษณ์คนที่มีความหลากหลายทางเพศหลายคนก็ไม่ได้คิดว่าสีรุ้งจะเป็นสีที่แทนชีวิตเขาได้ ถ้าเรามองว่าชีวิตของคนที่มีความหลากหลายทางเพศคือชีวิตของคนทั่วไป คนทั่วไปก็จะมีสีที่เขาชอบบางคนก็ชอบสีขาว สีดำ หรืออื่น ๆ แล้วแต่สไตล์ ส่วนสีรุ้งที่ปรากฏในนิทรรศการ ก็จะปรากฏตรงมุม ‘pride’ ในฐานะสัญลักษณ์เท่านั้น

 

 

เรื่องของอารมณ์ในนิทรรศการ อันนี้ก็เรียนรู้จากการแบ่งโซนของวัตถุจัดแสดง มีการเถียงกันหลายประเด็น เช่น จะแบ่งตามเรื่องราวหรือแบ่งตามอารมณ์ ซึ่งถ้าแบ่งตามอารมณ์ เศร้า เสียใจ หรือ สนุก อะไรอย่างนี้ มันก็เป็นการตีความของเราเอง เราอ่านเรื่องของคนนี้ เฮ้ย! เศร้าจังแต่ไม่เสมอไปสำหรับคนทุกคนนะคะ มีวัตถุจัดแสดงหลายชิ้นที่รู้สึกว่าสอนเรามากเลย เช่น จดหมายที่คุณแม่เขียนให้วันที่คุณแม่เสียชีวิต จดหมายเขียนว่า “ลูกอยากจะเป็นอะไรก็ขอให้ลูกเป็นเถอะ” ถามว่าอารมณ์ของจดหมายนี้เป็นอย่างไร? ดีใจไหม? ดีใจที่แม่ยอมรับตัวเราแต่วันนั้นก็เป็นวันตายของแม่ ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่า ตกลงเขามีความสุขที่แม่ยอมรับ แต่แม่เขาตายเขาจะมีความสุขได้อย่างไร สำหรับตัวเราเองก็เป็นการเรียนรู้ครั้งใหม่มากจากการคิวเรต (curate) งาน

 

 

Museum’s Core: ชื่อของนิทรรศการ ‘ชายหญิงสิ่งสมมุติ’ มีที่มาอย่างไร


ชนน์ชนก พลสิงห์:

ชื่อ ‘ชายหญิงสิ่งสมมุติ’ ชื่อนี้มาตั้งแต่วันที่คุยกับนักวิจัยครั้งแรกเลย ถามนักวิจัยว่า สิ่งที่สลายความคิดเกี่ยวกับเรื่อง gender คืออะไร เขาก็บอกว่าคือการเอากระดาษมาสองแผ่น ให้คุณเขียนความเป็นชาย กับความเป็นหญิง แล้วมาดูทีละข้อว่าในสิ่งพวกนี้มันอยู่ในความเป็นชาย ความเป็นหญิง หรืออยู่ในความเป็นคน เช่น ผู้ชาย เตะบอล เจ้าชู้ ก้าวร้าว ส่วนผู้หญิง อ่อนโยน ขี้บ่น พอกลับมาพิจารณาอีกครั้ง ผู้ชายขี้บ่นมีไหม เออมี ผู้หญิงก้าวร้าวมีไหม ก็มี เพราะฉะนั้นมันเป็นเรื่องของคน เลยมองว่าความเป็นชาย ความเป็นหญิงคือสิ่งสมมุติ เห็นด้วยไหม

 

 

Museum’s Core: ช่วยเล่าเรื่องการรวบรวมวัตถุจัดแสดงให้ฟังหน่อยได้ไหม เห็นว่า นิทรรศการนี้ ให้คนทั่วไปได้มีส่วนร่วมในการส่งข้าวของเข้ามาด้วย


ชนน์ชนก พลสิงห์:

วัตถุจัดแสดงร้อยกว่าชิ้นที่คนทั่วไปส่งเข้ามา เราทำเป็นแคมเปญเชิญชวนให้คนมีส่วนร่วม ตอนแรกก็คาดหวังว่า คนจะส่งข้าวของมาเยอะ แต่คิดอีกที เราเอาอะไรมามั่นใจเหรอ ถ้าเราอยู่เฉย ๆ ไม่แอกทีฟ (active) เวลาหมดไป ของน้อย ก็จะเป็นนิทรรศการไม่ได้ ก็เลยเริ่มออกไปหาของ ทั้งการถามจากนักเคลื่อนไหว จากการสัมภาษณ์ บรรดาเพื่อน ๆ หรือคนที่เราสนใจชีวิตของเขา ฯลฯ ซึ่งการออกไปหาของก็ได้เจอกับเจ้าของของ สำหรับเราคิดว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก เหมือนได้ไปเจอเพื่อน เจอครู ช่วงพัฒนานิทรรศการรู้สึกเหนื่อยมาก แต่ถามตัวเองว่าชีวิตเราต่อสู้อะไรบ้างเหรอเมื่อเทียบกับคนที่เราเจอ เราไปสัมภาษณ์พี่คนหนึ่งเป็นคนตาบอด เขาเชื่อว่าถ้าเขาตกน้ำแล้วไม่มีแขน เขาก็ไม่ตาย ยังไงเขาก็ใช้ตัวว่ายไปได้ เป็นประสบการณ์ที่ดีในการเจอคน ทุกคนเป็นคนธรรมดา แต่มีบทเรียนในชีวิตที่ไม่ธรรมดาเลย

 

 


ของที่จัดแสดงล้วนเป็นของธรรมดาจากคนธรรมดา ถ้าถามตรง ๆ ว่าเราเชื่อในของไหม ตอนแรกก็ห้าสิบห้าสิบ เราโตมากับการทำพิพิธภัณฑ์ เห็นมาตลอดว่าพิพิธภัณฑ์ต้องเก็บของมีค่า เก็บของของคนมีชื่อเสียง เป็นของโบราณ เปิดกรุเครื่องเพชร อะไรประมาณนี้ คนมาชมแน่นอนเพราะอำนาจของคอลเลกชัน พอมานิทรรศการนี้ คนจะดูเราไหม อันนี้ก็ตั้งคำถามมาตลอดในการทำงาน

 

 

แต่ก็มีคนรู้จักบอกว่าคุณต้องเชื่อในของนะ ถ้าเราไม่เชื่อ แล้วใครจะเชื่อเรา อย่างได้โทรศัพท์มาเครื่องหนึ่งเราก็คิดว่าจะเอาคนดูอยู่ไหม แต่เราเชื่อในสิ่งที่เจ้าของเผชิญมามากกว่า เชื่อว่านิทรรศการสื่อสารกับคนได้แม้ของนั้นจะธรรมดา และเมื่อเปิดนิทรรศการแล้ว เราก็ได้เห็นในพลังของของที่ผู้ชมให้ความสนใจอย่างมากจริง ๆ

 

 

Museum’s Core: ความท้าทายและบทเรียนของการทำนิทรรศการนี้

 


ชนน์ชนก พลสิงห์:

ความท้าทายของการทำนิทรรศการนี้เป็นเรื่องของการประนีประนอมกับทุกสิ่งทุกอย่างและกับตัวเอง ถามตัวเองตลอดเวลาว่าเรามีความสามารถในการคิวเรต (curate) งานได้ขนาดไหน ซึ่งเราคิดว่าถ้าเราทำตัวเป็นคิวเรเตอร์แบบจ๋า ๆ ทุกอย่างจะง่ายมาก ในการจัดประเภทสิ่งต่าง ๆ และในการคัดเลือกเรื่อง แต่พอมาเป็นเรื่องที่มีคีย์เวิร์ด (keyword) คือความหลากหลาย ทางทีมก็เลยอยากให้งานออกมาแบบเควียร์ ๆ (queer) คือจัดแบ่งประเภทให้น้อยที่สุด  แต่มันก็ต้องมีลิมิตเพราะเป็นไปไม่ได้ที่เราจะไม่คิวเรตอะไรเลย แม้เราจะปล่อยให้ทุกอย่างเป็นอิสระจากนิยามก็ตาม  ซึ่งก็เป็นคำถามที่ต่อสู้กันอยู่ในหัวตลอดเวลาระหว่างการทำงาน

 

สิ่งที่พยามจัดกลุ่ม เช่น มีรองเท้ากีฬาสองคู่ คู่หนึ่งเป็นตัวแทนของการได้เป็นตัวเอง อีกคู่หนึ่งเป็นตัวแทนของการพยายามจะเป็นเพศกำเนิด อันนี้จัดวางไว้ด้วยกันเพราะรองเท้าโต้ตอบกันได้ หรือใบปริญญาที่ใช้สมัครงานแล้วถูกปฏิเสธเพราะ gender ให้อยู่ใกล้กับกระโปรงชุด รปภ. ที่เจ้าของไม่ต้องใส่เลยเพราะเจ้านายอนุญาตให้ใส่กางเกงมาทำงานได้ อะไรประมาณนี้

 

 

 

 

ซึ่งประสบการณ์และสิ่งที่เราเรียนมา ในสายตาเรามีแต่เรื่องของการจำแนกแยกประเภท อะไรที่เหมือน อะไรที่คล้าย แต่นิทรรศการนี้เป็นนิทรรศการที่ล้างความเป็นคนช่างจำแนกของเราเหมือนกัน เนื่องจากของที่คนส่งมาให้จัดแสดง เล่าให้เห็นว่า ชีวิตคนแต่ละคนไม่เหมือนกันเลย เราทำได้แค่วางไอเดียกว้าง ๆ ว่า เฮ้ย...โซนนี้จะพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างตัวเขากับความสัมพันธ์ของคนในบ้านนะ ประมาณนี้ แต่รายละเอียดของแต่ละคนไม่มีทางเหมือนกัน สมมุติว่าได้ของมาเหมือนกัน เช่นได้วิกผมมาสามอัน ถ้าเป็นในเชิงการจัดประเภท ก็จะจัดแสดงวิกผมทั้งสามอันวางเรียงกันเลย แต่ทำไมนิทรรศการนี้ วางวิกผมอันนี้อยู่โซนนี้ แล้วทำไมวางวิกผมอันนั้นอยู่อีกโซนหนึ่ง ก็เป็นเพราะว่าเรื่องราวและอารมณ์ของของไม่เหมือนกัน อันนี้สำหรับเราถือว่าเป็นเรื่องใหม่ที่ต้องเรียนรู้ เป็นการประนีประนอมกับความต้องการอะไรบางอย่างของเรา

 

 

 


อีกอย่างในเรื่องเส้นทางการเดินชม ก็ต้องประนีประนอม คือปกติเป็นคนที่รู้สึกว่า ดีไซเนอร์จะออกแบบนิทรรศการอย่างไรก็ได้แต่คิวเรเตอร์ก็ต้องมีภาพที่ควรจะเป็นของนิทรรศการอยู่ในใจด้วย เช่น การคาดหวังว่าคนเข้ามาหันซ้ายต้องเจออันนี้ หันขวาต้องเจออันนี้ จากนั้นชิ่งไปเจออันโน้น แต่พอจัดแสดงไปจะมีสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ เช่น ตรงโซนที่มีอินเทอร์แอกทีฟ เราก็คิดในใจว่า หนึ่ง ผู้ชมต้องเล่นอันนี้ก่อน สอง คุณต้องรับอันนี้อ่านอันนี้ สาม คุณต้องไปโซนห้องน้ำ แต่พอผู้ชมเข้ามาปุ๊บคุณไปโซนห้องน้ำก่อน ฮ่า ฮ่า ฮ่า จริง ๆ เราไปบังคับใครไม่ได้ เมื่อวันก่อนเราไปเดินร้านหนึ่งในห้างสรรพสินค้า ร้านให้เราเดินเป็นวันเวย์ไดเร็กชัน (one-way direction) ไปเรื่อย ๆ จนไปถึงทางออกแคชเชียร์ คือบังคับทางทำให้เราได้ดูสินค้าคุณครบทุกชิ้นนะ แต่บางทีเราก็อยากย้อนกลับไปดูอะไรบางอย่างแล้วไปไม่ได้ เพราะทางเดินเป็นวันเวย์ ทำให้เราไม่ได้ซื้อของชิ้นนั้น และเดินออกจากร้านนี้ไปเลย อันนี้ก็เป็นข้อคิดในการทำนิทรรศการ


พลังของการจัดวางแบบแรนดอม (random) มันก็มีข้อดี ถ้าเรามีพื้นที่ที่ทุกคนสามารถจะเดินสะเปะสะปะได้เพราะปกติเรารู้สึกว่าการแรนดอมคือการเอาแน่เอานอนไม่ได้ แต่นิทรรศการนี้ก็เป็นครั้งแรกในชีวิตที่รู้สึกเห็นคุณค่าของวิธีจัดวางแบบสุ่ม ถ้าเราทำนิทรรศการต่อไปเราควรจะมีโซนให้คนได้ทำตามอัธยาศัยบ้าง

 


Museum’s Core: ผลตอบรับของนิทรรศการนี้เป็นอย่างไรบ้าง


ชนน์ชนก พลสิงห์:

เราเคยคุยกับคนที่ไม่ชอบงานเรา เราถามเขาว่าไม่ชอบอะไร เขาบอกว่ามันไม่สนุกเพราะเขารู้สึกว่าทำเรื่อง LGBT ต้องสนุก ๆ ที่สำคัญต้องฮา ซึ่งเราไม่ได้โกรธเขา เราได้เห็นด้วยซ้ำว่านี่ไงมันเป็นภาพแทน (representation) ว่า LGBT คือ ตลก สนุก เพราะฉะนั้นที่เขาผิดหวังคือถูกต้องแล้ว เราทำสำเร็จ

 

 


อีกกรณีมีครูจากโรงเรียนหญิงล้วนพาเด็กมาชมนิทรรศการแล้วให้เด็กเข้าไปก่อน พอครูเข้ามาก็บอกว่านี่คือนิทรรศการเรื่องเพศหรอคะ ครูก็เรียกเด็กให้กลับมาก่อน เป็นเด็กมัธยมต้น ครูบอกกับเราว่าครูขอโทษนะ คือครูไม่ได้เตรียมตัวเรื่องนี้มา ถ้าสมาคมครูผู้ปกครองตั้งคำถาม ครูก็ไม่รู้จะตอบอย่างไรลำบากใจที่จะตอบ เลยต้องระงับโดยการถอนเด็กออกมาจากนิทรรศการ เราก็เข้าใจในภาระความรับผิดชอบของครูแต่นั้นแหละที่เป็นผลสะท้อนได้อย่างดีว่า มันอาจจะเป็นข้อดีก็ได้ว่าเราทำถูกแล้วที่ทำนิทรรศการนี้ขึ้นมาเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง


ส่วนคนที่ชอบเราก็ไปตามแฮชแท็ก (hashtag) จากทวิตเตอร์หลายคนก็บอกว่า นิทรรศการนี้ทำให้เขาเห็นถึงความหลากหลาย และเขาได้คิดต่อจากนิทรรศการนี้คือ เขาเห็นความหลากหลายในมิติอื่น ๆ ของคนได้อีกด้วย สำหรับเรารู้สึกว่า นี่คือสิ่งที่ดีที่สุด เราคิดว่าถ้าเขาเห็นความหลากหลายของคนตรงนี้แล้วเขาไปเห็นความหลากหลายของเรื่องอื่น ๆ แล้วยอมรับได้ เขาน่าจะเป็นมนุษย์ที่ใช้ชีวิตในโลกได้อย่างมีความสุข มีความเข้าใจสังคม ทำให้สังคมดีขึ้น แต่ก็มีคนที่เขียนว่า เศร้าจังเลย อันนี้ก็เป็นมุมของการเห็นใจ หรือบางคนบอกว่าเป็นนิทรรศการที่ต้องอ่านทุกคำจริง ๆ เป็นผลตอบรับที่เราคนทำงานก็มีความสุข

 

 

Museum’s Core: สุดท้ายอยากฝากอะไร


ชนน์ชนก พลสิงห์:

อยากขอบคุณคนที่เปิดโอกาสให้ทำนิทรรศการเพราะถือเป็นเรื่องร่วมสมัยกับสังคม และขอบคุณบรรดาเจ้าของข้าวของและทุกเรื่องราวที่ปรากฏในนิทรรศการ สำหรับเราถือเป็นวิธีการใหม่ของภัณฑารักษ์ที่เราเรียกรับเรื่องราวและข้าวของจากคนในสังคม แม้ว่าเวลาวิ่งหาของมันโหด มันลุ้นนะ แบบเราฝันแล้วใช่ไหมว่าเราต้องมีสิ่งนี้มาวางที่นี่ แล้วมันจะมาได้ไหม เราไม่ได้มีอำนาจที่จะเคลื่อนมันมาได้ ซึ่งแน่นอนต้องขอบคุณทุก ๆ ความร่วมมือ สำหรับนิทรรศการนี้ไม่มีของชิ้นไหนเลยที่เราขอแล้วถูกปฏิเสธ ก็ต้องขอบคุณทุกคนที่มีส่วนร่วมในนิทรรศการนี้

 

 

นอกจากนี้เรายังมีกิจกรรมประกอบนิทรรศการด้วยนะคะ เป็นสิ่งต่อยอดให้ผู้ชมได้เข้าใจในเรื่องเพศมากขึ้น เช่น เวิร์กชอป ที่เป็นเรื่องพื้นฐานเกี่ยวกับ gender เทศกาลหนังเควียร์ กิจกรรมดูภาพจิตรกรรมฝาผนังที่เกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศ กิจกรรมบอร์ดเกม การเสวนาเรื่องเพศในกรอบความคิดของสังคม การให้ความเข้าใจลูกและคนใกล้ชิด ทุกอย่างจะเสริมจากข้อจำกัดในพื้นที่ของนิทรรศการเพื่อให้ความรู้เพิ่มเติมกับผู้ชม

Museum’s Core

 

 

 

 

 

 

ภาพประกอบบทสัมภาษณ์

ณัฐภิเชษฐ์ ฝึกฝน

ดวงพร แซ่ลิ้ม