Muse Around The World


‘Disgusting Food Museum’ พิพิธภัณฑ์อาหารชวนอี๋...จากประเทศสวีเดน

แกลเลอรี

ผลลัพธ์ : 1-21 รูป จากทั้งหมด 21 รูป

               

 

อาหารไม่ได้เป็นเพียงปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิตของมนุษย์ แต่ยังบอกถึงความเป็นมาของชาติพันธุ์ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีและศาสนาของกลุ่มชนในแต่ละท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี ในแต่ละประเทศจะมีอาหารพื้นเมืองขึ้นชื่อ พร้อมการันตีรสชาติความอร่อยว่าถูกปากและดีที่สุด (ในแบบของตัวเอง) แต่คำว่า “อร่อย” ของแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน รวมไปถึงรสชาติของอาหารถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน จึงก่อให้เกิด “Disgusting Food Museum” พิพิธภัณฑ์อาหารชวนอี๋ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อปลายเดือนตุลาคม 2018 และมีโปรแกรมที่จะเดินทางไปจัดแสดงในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มี “ทุเรียน” ผลไม้ยอดฮิตและตั๊กแตนทอดของไทยติดอยู่ในลิสต์อาหารชวนอี๋ของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้อีกด้วย

 

 

 

 Disgusting Food Museum ตั้งอยู่ที่เมืองมัลโม เมืองใหญ่อันดับสามของประเทศสวีเดน เดิมทีสถานที่แห่งนี้เคยเป็นโรงฆ่าสัตว์มาก่อนที่จะมาจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์ ออกแบบโดย Samuel West ผู้ที่เคยออกแบบ  Museum of Failure รับรองว่าจะไม่ทำให้ทุกคนต้องผิดหวังอย่างแน่นอน พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้รวบรวมอาหารหลากหลายเมนูจากทั่วโลกที่หลายคนต้องร้องอี๋ ไม่ว่าจะด้วยรูปร่างหน้าตา รสชาติ หรือแม้กระทั่งกลิ่น ที่เจ้าของอาหารการันตีถึงความอร่อย แต่สำหรับคนต่างที่ต่างถิ่นอาจมองว่าอาหารเหล่านั้นดูน่าสะอิดสะเอียน ชวนอ้วก และเกิดคำถามในใจว่า "กินเข้าไปได้ยังไง" โดยเป้าหมายสำคัญอย่างหนึ่งที่คณะผู้จัดทำนิทรรศการชุดนี้นอกจากจะรวบรวมอาหารแปลกจากท้องถิ่นต่างๆ แล้ว ยังมุ่งเน้นให้ผู้เข้าชมได้ตั้งคำถามถึงรสนิยมและความรู้สึกที่คนเรามีต่ออาหารจานหนึ่ง อาหารบางอย่างที่เรามองว่าไม่น่ากิน อาจเป็นของอร่อยสำหรับคนในอีกพื้นที่หนึ่งก็ได้ ซึ่งทั้งหมดนี้มีความเกี่ยวข้องกับบริบททางสังคมและวัฒนธรรมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

 

 

โดยอาหารที่ถูกนำมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีมากกว่า 80 เมนู ให้ผู้ชมได้สัมผัสกันอย่างใกล้ชิดพร้อมคำอธิบายโดยละเอียดหลังจากซื้อตั๋วแล้วผู้เข้าชมจะได้รับถุงพลาสติกอีกคนละ 1 ใบเพื่อเป็นตัวช่วยในการเดินชมนิทรรศการเดาได้ว่าคงไม่ใช่ถุงไว้สำหรับใส่อาหารกลับไปทานที่บ้านอย่างแน่นอน แต่มีไว้สำหรับใครที่ทนไม่ไหวก็สามารถหยิบถุงขึ้นมาอ้วกได้ในทันที นายกบแดงต้องขอขึ้นคำเตือนก่อนเข้าชมนิทรรศการชุดนี้ว่าไม่เหมาะกับคนขวัญอ่อนและคลื่นไส้ได้ง่าย เพราะเมนูที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้บอกได้เลยว่าไม่ธรรมดา

 

 

"Casu Marzu" หรือ “ชีสเน่า” เป็นชีสพื้นเมืองของชาว Sardinia ประเทศอิตาลี ทำมาจากนมแกะ หลังจากทำเสร็จแล้วก็จะปล่อยให้ชีสเน่าเพื่อดึงดูดให้แมลงวันมาวางไข่เพื่อเป็นตัวเร่งกระบวนการหมักให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ยิ่งหนอนไต่ยั้วเยี้ยะมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งทำให้ชีสมีความอ่อนนุ่มมากขึ้นเท่านั้น กรรมวิธีการผลิตไม่เท่าไหร่แต่วิธีการกินอี๋กว่าเพราะ Casu Marzu นี้ต้องกินในขณะที่หนอนยังชอนไชอยู่ เพราะถ้ารอให้หนอนในชีสตายเสียก่อนจากชีสแสนอร่อยก็จะกลายเป็นอาหารที่มีพิษในทันที

 

 

มาต่อกันที่อีกหนึ่งเมนูชีสชวนอี๋ชื่อว่า “Su Callu Sardu” เป็นชีสนมชนิดหนึ่งที่เกิดจากการนำนมแพะไปหมักในกระเพาะของลูกแพะที่ถูกฆ่า ปลายข้างหนึ่งถูกผูกไว้และปล่อยให้สุกเป็นเวลา 2-4 เดือน จากนั้นก็นำมารับประทานด้วยการทาบนขนมปัง หรือหั่นเป็นชิ้นแล้วนำไปทอด เป็นอาหารที่พบได้ในซาร์ดิเนียแคว้นปกครองตนเอง แห่งประเทศอิตาลี ที่แอบโหดนิดๆ เพราะกระเพาะของลูกแพะที่ถูกฆ่าเพื่อนำมาทำเป็นที่หมักชีสนั่นเอง

 

 

“Notto” หรือ ถั่วหมัก เป็นอาหารญี่ปุ่นประเภทหนึ่งที่คนญี่ปุ่นนิยมรับประทานเป็นอาหารเช้า ทำมาจากถั่วเหลืองที่นำมาหมักกับแบคทีเรียที่ชื่อว่า ‘Bactillus Subtilis Natto’ ถ้าดูจากรูปลักษณ์ภายนอกก็ดูไม่น่ารับประทานสักเท่าไหร่ เพราะนัตโตะมีลักษณะเหนียวและยืดได้คล้ายใยแมงมุม มีกลิ่นค่อนข้างแรง เรื่องรสชาติคงไม่ต้องพูดถึงสำหรับคนที่ไม่เคยกินก็อาจจะต้องลองหลายครั้งหน่อยถึงจะพอรับรสอร่อยได้ แต่ถ้าลองแล้วไม่ถูกปากก็อาจจะเกลียดไปเลยก็มี

 

 

“Surstromming (ซูสสตรอมมิ่ง)” หรือปลาเฮร์ริงหมัก จากประเทศสวีเดนที่ได้รับการขนานนามว่าเหม็นที่สุดในโลก ลักษณะน่าจะคล้ายกับปลาร้าในบ้านเรา กรรมวิธีการทำปลาเฮร์ริงเปรี้ยวคือการนำเอาปลาเฮร์ริงที่จับได้จากทะเลบอลติกมาหมักในน้ำเกลือเป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน เรียกว่าเป็นการถนอมอาหารอย่างหนึ่งของคนสวีเดนที่อาศัยอยู่ทางตอนเหนือของประเทศตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 เป็นต้นมา รสชาติของมันก็คือจะเค็มและเปรี้ยวเล็กน้อย มาพร้อมกลิ่นที่เหม็นมากจนต้องยอมก็คือ กลิ่นของก๊าซที่เกิดจากกรรมวิธีการหมัก นอกจากนี้ยังมี “Icelandic shark” หรือ “ฉลามเน่า” อีกหนึ่งเมนูกลิ่นเหม็นอันดับต้นๆ ของโลก เป็นอาหารพื้นเมืองของชาวไอซ์แลนด์ ที่ทำจากเนื้อปลาฉลาม ที่ผ่านกรรมวิธีถนอมอาหารสูตรพิเศษของไอซ์แลนด์ จะทำให้มันมีกลิ่นเหมือนแอมโมเนีย หรือกลิ่นเหมือนผลิตภัณฑ์ล้างห้องน้ำนั่นเอง

 

 

"Mouse Wine" ลูกหนูดองเหล้า เมนูนี้มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศจีน เรียกได้ว่าเป็นเครื่องดื่มชูกำลังเพื่อสุขภาพ ที่หากทราบกรรมวิธีในการผลิตก็ต้องร้องอี๋ในใจเบาๆ เราจะเห็นเมนูนี้ได้ทั้งจากประเทศจีนและประเทศเกาหลี กรรมวิธีการผลิตก็เรียกได้ว่าโหดพอสมควรเพราะจะต้องนำเอาลูกหนูตัวแดงที่เพิ่งเกิดได้ 2-3 วันมาใส่ในขวดและเทเหล้าที่ทำจากข้าวลงไป ซึ่งต้องใช้เวลาดองถึง 1 ปีกว่าที่จะเอามาดื่มได้ เป็นยาจีนแผนโบราณที่เชื่อว่ามีสรรพคุณช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ได้ เช่น โรคหอบหืด และโรคเกี่ยวกับตับ

 

 

“Fried fruit bats” หรือ ค้างคาวทอด เป็นอาหารที่พบได้ทั่วไปในแถบมหาสมุทรแปซิฟิกและเอเชีย รวมถึงอินโดนีเชีย ไทย เวียดนาม และกวม เนื่องจากเป็นอาหารที่มีโปรตีนสูงและไขมันต่ำ The Oxford Companion to Food ฉบับปี 1999 ระบุว่ารสชาติของค้างคาวแม่ไก่มีรสชาติคล้ายกับไก่ และพวกมันเป็นสัตว์สะอาดที่กินเฉพาะผลไม้ แต่กลิ่นของค้างคาวนั้นฉุนเหมือนกลิ่นปัสสาวะเลยทีเดียว ขั้นตอนการปรุงจึงต้องอาศัยเครื่องเทศหนักๆ เพื่อดับกลิ่นนั่นเอง

 

 

ความเชื่อก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดอาหารเช่นกัน เห็นได้จากความเชื่อของวัฒนธรรมดั้งเดิมชนเผ่าพื้นเมืองต่างๆ ว่า “การกินอวัยวะจากสัตว์ที่มีสุขภาพดีนั้นจะช่วยสนับสนุนอวัยวะของผู้กิน” ทำให้เราเห็นเมนูอาหารแปลกๆ ที่มักจะมีชิ้นส่วนต่างๆ ของสัตว์จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์อาหารชวนสะอิดสะเอียนแห่งนี้เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น อวัยวะเพศวัวสดๆ หรือเมนู Mongolian Bloody Mary เมนูที่เข้ารอบจากประเทศมองโกเลียเป็นเครื่องดื่มสำหรับแก้อาการเมาแฮงค์ เป็นน้ำมะเขือเทศเสิร์ฟพร้อมลูกตาแกะดอง ที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระจากดวงตาแกะ และยังเชื่อว่าตาแกะช่วยในการมองเห็นได้อีกด้วย

 

 

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของอาหารชวนอี๋ที่จัดแสดงอยู่ใน Disgusting Food Museum ยังมีเมนูแปลกๆ จากทั่วโลกอีกมากมายที่รอให้เราไปสัมผัสและเรียนรู้วัฒนธรรมอาหารในแต่ละซีกโลก พิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมในวันพุธ-วันอาทิตย์ เวลา 12.00 – 18.00 น. และกิจกรรมพิเศษที่จะให้ผู้เข้าชมได้ลองลิ้มชิมรสอาหารชวนอี๋ที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ อาทิ ซูสสตรอมมิ่ง (ปลาร้าสวีเดน), ปลาฉลามหมักจากไอซ์แลนด์ และทุเรียนผลไม้จากประเทศไทย ค่าเข้าชมผู้ใหญ่อายุ 18 ปีขึ้นไปราคา 185kr  เด็กนักเรียน/ ผู้สูงอายุ 150kr และเด็กเล็กเข้าชมฟรี (เด็ก 3 คนต่อผู้ใหญ่ 1 คน) ถ้าใครมีโอกาสก็อย่างลืมแวะไปเดินชมและชิม อาหารจาก Disgusting Food Museum กันนะครับ

 

 

 

 

 

ขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก

https://disgustingfoodmuseum.com
Facebook : Disgusting Food Museum
IG : disgustingfoodmuseum