Muse Around The World


มาร่วมปกป้องสวนสัตว์ป่าในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติกันเถอะ เด็กๆ ทุกวันนี้ยังต้องการมันอยู่นะ

แกลเลอรี

ผลลัพธ์ : 1-6 รูป จากทั้งหมด 6 รูป

หลายคนอาจไม่รู้ว่ามีสวนสัตว์ป่าขนาดหนึ่งเอเคอร์ซ่อนตัวอยู่ใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ของโลกอย่างลอนดอน สวนสัตว์ป่าแห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติและมีอายุล่วงเข้า 20 ปีแล้ว ทว่า ลอนดอนกำลังวางแผนจะถางสวนสัตว์ป่าแห่งนี้ออกไป จึงเกิดเสียงคัดค้านมาจากประชาชนบางส่วน และตอนนี้มีผู้ร่วมลงนามยับยั้งแผนถางสวนสัตว์ป่าดังกล่าวเกือบ 40,000 คนแล้ว

 

 

"สวนสัตว์ป่าขนาดหนึ่งเอเคอร์ในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ (Natural History Museum) ถือเป็นทรัพยากรสำคัญที่มิอาจหาอะไรมาทดแทนได้สำหรับเด็กๆ" แจน มิลเลอร์-ไคลน์ (Jan Miller-Klein) อาสาสมัครของกลุ่ม Wildlife Trusts WATCH และเป็นผู้เขียนหนังสือ Gardening for Butterflies และ Bees and Other Beneficial Insects กล่าว

 

 

เหตุผลโต้แย้งในการยับยั้งการถางสวนสัตว์ป่าคือ การชี้ให้เห็นถึงความต้องการพื้นที่สำหรับผู้เข้าชมที่ต้องใช้เวลารอคิวเข้าพิพิธภัณฑ์ประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งภายหลังจากที่พิพิธภัณฑ์ลดราคาค่าเข้า เพื่อให้พวกเขาได้ใช้เวลารอคิวนั้นรับประสบการณ์อันรื่นรมย์และเพลิดเพลิน (รูปแบบเดียวกับที่ดิสนีย์ เวิร์ลด์ทำ) แจน มิลเลอร์-ไคลน์ เสนอว่าจะมีอะไรดีไปกว่าใช้ประโยชน์จากพื้นที่สวนสัตว์ป่าของพิพิธภัณฑ์ในการนี้ สิ่งที่ต้องทำคือเปิดรับอาสาสมัครมาช่วยพาผู้เข้าชมเหล่านั้นไปดื่มด่ำกับธรรมชาติแสนอัศจรรย์ของสวนสัตว์ป่า อาทิ ทุ่งหญ้า ทุ่งโล่ง บึงน้ำ รวมทั้งพืชและสัตว์ต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เจริญงอกงามมาถึง 20 ปี

 

 

เมื่อเดือนมิถุนายน 2015 ที่ผ่านมา ได้มีการจัดประชุมสัมมนาการดูแลจัดการสวนสัตว์ป่า (Wildlife Gardening Forum Conference) ณ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ บรรดานักวิทยาศาสตร์ที่มาร่วมงานได้ช่วยกันบันทึกความหลากหลายทางธรรมชาติในสวนสัตว์ป่าของสถานที่จัดการประชุมสัมมนาเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่อาศัยในบริเวณบึงน้ำ ไส้เดือน แมลงหางดีด แมลงที่อาศัยตามพื้นดิน กล้วยไม้ป่า และผีเสื้อกลางคืน แต่นอกเหนือจากตัวอย่างของพืชและสัตว์เหล่านี้ บุคลากรผู้ให้ความรู้เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตในสวนสัตว์ป่าของพิพิธภัณฑ์ที่ถือเป็นสถาบันศึกษาวิจัยเกี่ยวกับพืช สัตว์ และธรรมชาติชั้นแนวหน้าก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน และยังสำคัญเท่าๆ กับการสรรหาบุคลากรนักวิทยาศาสตร์มาคอยอธิบายเรื่องฟอสซิลและซากพืชซากสัตว์โบราณในศูนย์ดาร์วิน (Darwin Centre) ด้วย ทั้งนี้เพื่อให้คนได้เปิดตามองเห็น เข้าใจ และตระหนักถึงคุณค่าของระบบนิเวศน์และสิ่งแวดล้อมที่อยู่ใกล้ตัวพวกเขา

 

 

มิลเลอร์-ไคลน์เล่าว่า ขณะที่เธอนั่งเล่นอยู่บนม้านั่งท่ามกลางทุ่งดอกไม้ป่าในสวนสัตว์ป่าของพิพิธภัณฑ์ เธอเห็นครูคนหนึ่งกำลังนำกลุ่มเด็กนักเรียนเดินเข้าประตูรั้วมา และพาเดินผ่านสวนสัตว์ป่าไปอย่างรวดเร็ว อาสาสมัครที่ถอนวัชพืชอยู่ตรงนั้นก็เพิกเฉย ใจเธอตอนนั้นคิดอยากจะร้องเรียกชักชวนให้พวกเด็กๆ หันมาดูดอกเครนส์บิลส์สีน้ำเงิน (blue cranesbills) ที่กำลังบานสะพรั่งอยู่ในสวนสัตว์ป่าแห่งนี้เหลือเกิน แต่พวกเขาเดินหายลับไปแล้ว

 

 

 

เธอให้ความเห็นจากเหตุการณ์นี้ว่า สำหรับครูหลายๆ คน การทัศนาจรเป็นเพียงแค่การพานักเรียนออกมาเดินสูดอากาศและยืดเส้นยืดสายเท่านั้น แต่สิ่งที่หายไปคือการเรียนรู้จากห้องเรียนธรรมชาติที่โอบล้อมอยู่รอบตัว หากคาดหวังจะให้พวกเขาในวันนี้เติบโตไปเป็นผู้พิทักษ์ดูแลสิ่งแวดล้อมในวันพรุ่งนี้ เราควรจะเริ่มต้นจากการให้เด็กได้ตื่นเต้นกับการสำรวจและการค้นพบธรรมชาติในสวนหลังบ้านของพวกเขาเองเสียก่อน

 

ขอขอบคุณรูปภาพและข้อมูลจาก: theguardian.com ภาพโดย Alamy Stock Photo และ Steve Head , telegraph.co.uk และ nhm.ac.uk