Muse Around The World


ตามรอย 'เฮมมิงเวย์' กับสถานที่ที่เคยอาศัยและท่องเที่ยว (และบางแห่งได้กลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์)

แกลเลอรี

ผลลัพธ์ : 1-5 รูป จากทั้งหมด 5 รูป

"เออร์เนสต์ เฮมมิงเวย์" หนึ่งในนักเขียนผู้โด่งดังที่สุดของอเมริกาผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมในปี 1954 บ้านที่อยู่อาศัยและการเดินทางในทุกเส้นทางกลายเป็นประวัติศาสตร์ล้ำค่าที่หล่อหลอมกลายเป็นงานเขียนและวรรณกรรมที่โลกต้องจดจำ และสถานที่ ที่นายกบแดงจะพาทุกคนไปชมต่อไปนี้ คือ สถานที่และเส้นทางที่แฟนๆ ของเฮมมิงเวย์ควรลองไปเยือนสักครั้ง ในขณะเดียวกันสถานที่หลายแห่งก็ได้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เก็บตกเรื่องราวชีวิตจริงของนักเขียนคนดังในขณะที่ยังมีชีวิตอย่างเป็นทางการ

 

1. โอ๊คพาร์ค อิลลินอยส์
เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ เกิดบนชั้น 2 ของบ้านสไตล์ควีนแอนน์ เลขที่ 339 ถนนโอ๊คพาร์ค ในเดือนกรกฎาคมปี 1899 ตั้งแต่แรกเริ่มเขาก็รอคอยที่จะได้หนีออกจาก “สนามหญ้ากว้าง ใจคับแคบ” ของย่านชานเมืองชิคาโกตะวันตก และมักติดสอยห้อยตามพ่อไปล่าสัตว์เป็นเวลานานๆ พออายุ 16 เรื่องสั้นชิ้นแรกของเขาก็ได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสารวรรณคดีของโรงเรียน

 

 

2. ปารีส ฝรั่งเศส
หลังจากแต่งงานที่ฮอร์ตันเบย์ มิชิแกน เฮมิงเวย์และภรรยาคนแรกของเขา แฮดลีย์ ริชาร์ดสัน ก็ย้ายไปปารีส ซึ่งเป็นที่ที่เขาเริ่มเขียนงานได้อย่างไหลลื่นพร้อมคบหากับกลุ่มนักเขียนยุค Lost Generation ในข้อเขียน “A Good Café on the Place St-Michel” เฮมิงเวย์บรรยายกระบวนการ “ปลูกถ่าย” ตัวเองกลับสู่มิชิแกนระหว่างเขียนงานที่ Left Bank ว่า “ผมได้เห็นจุดจบของการล่มสลายผ่านวัยเด็ก วัยหนุ่มสาว และวัยหนุ่ม และในที่ที่หนึ่ง คุณเขียนเกี่ยวกับมันได้ดีกว่าในอีกที่”

 

 

3. แพมโพลนา สเปน
เฮมิงเวย์พยายามไปเยือนแพมโพลนาทุกปีในช่วง 1923 – 1927 โดยวางแผนไปพักในช่วง San Fermín ซึ่งเป็นเทศกาลสู้วัวกระทิงที่ดุเดือดจนขึ้นชื่อ เมืองแห่งนี้มอบโอกาสมากมายให้แสดงถึงความเป็นลูกผู้ชายชายซึ่งเฮมิงเวย์ชื่นชอบมากๆ รวมทั้งการลงสนามสู้วัวกระทิงแบบมือสมัครเล่นเพื่อต่อสู้กับวัวกระทิง

 

 

4. มาดริด สเปน
ฐานะนักข่าวสงคราม เฮมิงเวย์ใช้เวลาบางช่วงในปี 1937 และ 1938 ภายในและรอบๆ เมืองมาดริดเพื่อทำข่าวสงครามกลางเมืองสเปน อันเป็นประสบการณ์ที่เขานำมาใช้ในนิยายเรื่อง “For Whom the Bell Tolls” ในเวลาต่อมา เขากลับไปยังกรุงมาดริดในทศวรรษ 1950 เพื่อดูวัวกระทิง กินและดื่มอย่างหรูหราในร้านอาหารและโรงเบียร์ในเมืองเหมือนกับ El Callejón และ Cervecería Alemana มาดริดครอบครองพื้นที่แสนพิเศษที่หาได้ยากในจักรวาลของเฮมิงเวย์ ในหนังสือชื่อ “Death in the Afternoon” เขาเขียนว่ามันเป็น “เมืองที่เป็นสเปนมากที่สุด และเมืองที่ดีที่สุดสำหรับอยู่อาศัย”

 

5. ฮาวานา คิวบา
ในปี 1939 เฮมิงเวย์ย้ายไปคิวบาพร้อม มาร์ธา เกลล์ฮอร์น ภรรยาคนที่สามซึ่งเป็นนักข่าวสงคราม เขาลงท้ายด้วยการอาศัยอยู่ที่นั่นนาน 22 ปี (เขาอาศัยอยู่ในคิวบานานกว่าที่อื่นๆ ในชีวิต) บ้านไร่ชื่อ Finca Vigía บนเนินเขาที่มองลงไปเห็นฮาวานาคือบ้านของเขา (ปัจจุบันนี้เป็นพิพิธภัณฑ์) มันคือสถานที่ที่เขาเขียนส่วนใหญ่ของนิยายเรื่อง “For Whom the Bell Tolls” และ “The Old Man and the Sea” รวมทั้งเป็นที่ที่เขาได้ข่าวว่าตัวเองได้รับรางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรมในปี 1954 “รางวัลนี้เป็นของคิวบา” เขากล่าว “เพราะงานของผมเกิดขึ้นและถูกสร้างขึ้นในคิวบา”

 

 

6. คีย์เวสต์ ฟลอริดา
นี่อาจเป็นสถานที่เยี่ยมชมเฮมิงเวย์ที่ถูกทำการตลาดมากที่สุด คีย์เวสต์เกือบจะขนานนามตัวเองว่า “ดินแดนของปาป้า” จากการประกวด “คนที่ดูเหมือนปาป้า” ประจำปี รวมทั้งบ้านที่กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ซึ่งมีชื่อเสียงจากแมวที่มีนิ้วเท้า 6 นิ้วกว่า 12 ตัว (ทั้งหมดล้วนเป็นลูกหลานของ “สโนว์ไวท์” สัตว์เลี้ยงแสนรักของเฮมิงเวย์) ถึงเฮมิงเวย์จะเป็นเจ้าของบ้านหลังนี้ในช่วงปี 1931 – 1939 แต่เขาใช้เวลาที่นี่น้อยมาก โดยส่วนใหญ่ถูกใช้เป็นจุดตั้งต้นเพื่อเดินทางไปตกปลามาร์ลิน ใน“To Have and Have Not” นิยายปี 1937 ของเขาที่ว่าด้วยนักลักลอบขนของเถื่อน แฮร์รี่ มอร์แกน ก็ใช้คีย์เวสต์เป็นฉากหลังบางส่วน

 

 

7. เคตชัม ไอดาโฮ
เฮมิงเวย์ชอบไปเคตชัมในฤดูใบไม้ร่วงยามที่ใบต้นคอตตอนวูดกลายเป็นสีเหลืองและอากาศเย็นเฉียบ มันสร้างพลังให้กับการเขียนของเขาอย่างมาก ครั้งแรกที่เขาอยู่ที่นั่น ตอนเดือนกันยายนปี 1939 เขาขัดเกลานิยาย “For Whom the Bell Tolls” พอปี 1947 เขาก็กลับมาเพื่อตรวจทาน “Islands in the Stream” ส่วน 2 ปีสุดท้ายในเคตชัมเขาเขียน “A Moveable Feast” ซึ่งเป็นบันทึกความทรงจำอย่างสม่ำเสมอแม้จะเขียนไม่จบก็ตาม เฮมิงเวย์ฆ่าตัวตายเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม ปี 1961 ที่บ้านพักใกล้ซันแวลเลย์

 

ขอขอบคุณรูปภาพและข้อมูลจาก www.thelocal.es, www.nytimes.comshakespeareandcompany.com/ telegraph.co.uk และ www.thelocal.es