Muse Around The World


‘The Children's Museum of Indianapolis’ พิพิธภัณฑ์ที่ได้รับการโหวตว่าดีที่สุดในโลก

แกลเลอรี

ผลลัพธ์ : 1-24 รูป จากทั้งหมด 38 รูป

             

 

 

                ต้อนรับวันเด็กแห่งชาติในปีนี้ ขอเอาใจเด็กๆ ด้วย The Children's Museum of Indianapolis พิพิธภัณฑ์เด็กที่ใหญ่ที่สุดในโลกและยังได้รับการโหวตจากมวลมหาประชาชนว่าเป็นพิพิธภัณฑ์สำหรับเด็กที่ดีที่สุดในโลกอีกด้วย โดยผลโหวตนี้มีที่มาจาก Ranker เว็บไซต์สำรวจข้อมูลของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ได้ทำการจัดอันเรื่องราวต่างๆ จากการโหวตของประชาชนทั่วโลก หลากหลายพิพิธภัณฑ์ที่เหมาะสำหรับเด็กทั่วโลกได้รับการโหวตจากประชาชนทั้งในเรื่องสถาปัตยกรรม ตัวนิทรรศการที่เหมาะสำหรับการเรียนรู้ของเด็กๆ และที่สำคัญสนุกและได้เรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน นอกจากจะถูกใจเด็กๆ ยังถูกใจผู้ปกครองอีกด้วย

 

 

   

             The Children's Museum of Indianapolis หรือ พิพิธภัณฑ์เด็กอินเดียนาโพลิส เป็นสถาบันที่ไม่แสวงหาผลกำไรก่อตั้งขึ้นในปี 1925 บนถนนเมอริเดียน ทางเหนือของใจกลางเมืองอินเดียนาโพลิสบนพื้นที่กว่า 4,000 ตารางฟุต มีพื้นที่จัดแสดงทั้งหมด 5 ชั้น ในทุกๆ วันพิพิธภัณฑ์เด็กอินเดียนาโพลิสจะเต็มไปด้วยผู้ปกครองและเด็กๆ จากทั่วทุกสารทิศมาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ทำให้สถานที่แห่งนี้มีชีวิตชีวาอยู่ตลอดเวลา เพราะจะเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ จากความตื่นเต้นและสนุกสนานของเด็กๆ ที่ได้สัมผัสและเล่นวัสดุจัดแสดงอย่างเต็มที่ เพราะในพิพิธภัณฑ์เด็กอินเดียนาโพลิสได้รวบรวมวัตถุจัดแสดงมากกว่า 130,000 รายการให้ทั้งเด็กและผู้ปกครองได้ตื่นตาตื่นใจ ทันทีที่มาถึงพิพิธภัณฑ์จะได้พบกับไดโนเสาร์แบรคิโอซอรัสขนาดเท่าตัวจริงสองตัวกำลังโจมตีตัวอาคาร

 

             

              เมื่อเข้ามาในพิพิธภัณฑ์จะได้พบกับประติมากรรมตั้งเด่นอยู่กลางห้องโถงความสูงสี่ชั้น เรียกว่า “Fireworks of Glass” ที่สร้างขึ้นในปี 2006 ผลงานของศิลปินชื่อดัง Dale Chihuly ที่เกิดจากการเป่าแก้ว แล้วนำมาต่อกันเป็นหอคอยขนาด 43 ฟุต ประกอบด้วย แก้วเป่าสีแดง เหลือง และน้ำเงินโคบอลต์ จำนวน 3,200 ชิ้น และฝ้าเพดานเรือนกล้วยไม้ที่สร้างจากกระจกหลากสี 1,600 ชิ้น บันไดหลักของตัวพิพิธภัณฑ์จะเป็นแบบทางลาดเกลียวขนาดยักษ์เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่ใช้รถเข็นสามารถเข้าชมพิพิธภัณฑ์ได้อย่างสะดวกสบาย

 

  

 

                ชั้นล่างสุด (ชั้นใต้ดิน) จะเป็นโซนที่เรียกว่า What if…? จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับไดโนเสาร์และจำลองการขุดค้นซากไดโนเสาร์และจำลองการค้นพบของนักโบราณคดีที่ค้นพบสมบัติและสิ่งของต่างๆ ในยุคจิ๋นซีฮ่องเต้จักรพรรดิองค์แรกของจีน มาให้เด็กๆ ได้ลองเรียนรู้กัน รวมทั้งไฮไลท์สำคัญที่พลาดไม่ได้ในชั้นนี้คือ เมืองอียิปต์จำลอง ให้เด็กๆ ได้ไปสัมผัสบรรยากาศอียิปต์ยุคโบราณไม่ว่าจะเป็น หลุมฝังศพของฟาร์โรเซติที่ 1 พีระมิดเมื่อ 2,500 ปี หรือมัมมี่โบราณให้เด็กๆ ได้ตื่นตาตื่นใจ นอกจากนี้ยังมีสิ่งประดิษฐ์ที่นำมาจากซากเรือโจรสลัด, รถจักรไอน้ำ ที่ออกแบบโดย Reuben Wells ในปี 1868, มี Space Quest Planetarium ให้เด็กๆ ได้ศึกษาเกี่ยวกับอวกาศ และ Lilly Theater มีสอนการแสดงให้กับเด็กๆ และได้ฝึกการแสดงออก

 

 

 

                ชั้นเมนหลักเป็น Welcome Center โซนนี้สิ่งที่น่าสนใจคือ นาฬิกาน้ำสมัยอียิปต์และกรีกที่สร้างโดยนักฟิสิกข์ชาวฝรั่งเศสและศิลปิน Bernard Gitton เป็นนาฬิกาที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกาเหนือ และยังมี Video Monitors ที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ หัตถกรรม ศิลปะและจินตนาการ ยังมี Cine Dome Theatre โรงภาพยนตร์ที่จะฉายหนังที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ให้กับน้องๆ หนูๆ ที่ใจเรื่องนี้โดยเฉพาะได้ชมกันตลอดทั้งวัน โดยในชั้นจะเป็นศูนย์รวมของร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก

 

 

  

              ชั้นที่ 2 ในชั้นนี้จะเปิดพื้นที่ส่วนใหญ่สำหรับการจัดนิทรรศการชั่วคราว หมุนเวียนสับเปลี่ยนกันไปมากมาย แต่จะมีหนึ่งนิทรรศการกึ่งถาวรที่จะมีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาทุก 2-3 ปี ชื่อว่า "Take Me There" เริ่มชุดแรกในปี 2009 ชื่อว่า ‘Take Me There:  Egypt’ ชุดที่ 2 ‘Take Me There:  China’ ในปี 2014 และชุดนี้จะเป็นนิทรรศการกึ่งถาวรชุดสุดท้ายก่อนที่จะเปลี่ยนธีมใหม่เป็น Take Me There experience ที่จะพาเด็กๆ และผู้ปกครองไปทำความรู้จักกับประเทศอื่นๆ แบบไม่ธรรมดา! ในชั้นนี้ยังมีห้องสมุดสำหรับประชาชนอินเดียนาโพลิส เรียกว่า Info Zone เปิดให้บริการอีกด้วย

 

 

   

             ชั้นที่ 3  จะมีนิทรรศการ The Power of Children บอกเล่าเรื่องราวชีวิตของเด็กๆ ที่แตกต่างกันทั่วโลก ในบรรดาเรื่องราวต่างๆ เหล่านี้จะมีเรื่องราวของ Anne Frank เด็กสาวชาวยิว และ Ruby Bridges เด็กสาวชาวอเมริกันแอฟริกัน เรื่องเล่าเหล่านี้จะสอนเกี่ยวกับความมีอคติและแสดงให้เห็นว่าการกระทำของเด็กคนหนึ่งสร้างแรงบันดาลใจให้คนนับล้านได้อย่างไร นิทรรศการชุดที่ 2 ในชั้นนี้เรียกว่า Plays cape เปรียบเสมือนสนามเด็กเล่นและพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่ออกแบบมาสำหรับเด็กวัยก่อนเข้าเรียนที่มาอายุไม่เกิน 5 ปี เป็นเครื่องเล่นเสริมทักษะต่างๆ เช่น Sandbox ขนาดใหญ่ สระน้ำ เหมืองแร่ ปีนป่าย เป็นต้น

 

 

 

                ชั้นที่ 4 อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของพิพิธภัณฑ์คือ Carousel Wishes and Dreams เกี่ยวกับมนต์แห่งจินตนาการเด็กๆ จะได้ตื่นเต้นไปกับกระจกเปลี่ยนหน้า บ้านต้นไม้ Kelidoscope สร้างบ้านในสวนเปลี่ยนตามฤดู และอีกส่วนหนึ่งที่พลาดไม่ได้คือ The carousel เป็นม้าหมุน ที่ก่อตั้งเมื่อปี 1917 และได้รับการบูรณะและติดตั้งใหม่ในปี 1973 เป็นการจำลองสวนสนุกมาให้เด็กๆ ได้เล่นสนุกกัน และโซน Science Works (เดิมชื่อ Science Spectrum) จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับธรรมชาติ วิทยาศาสตร์ และวิทยาศาสตร์กายภาพผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์ให้เด็กๆ ได้ทดลองสร้างเรือ ไต่กำแพงหินและเข้าร่วมกิจกรรมอื่นๆ ที่มีจุดมุ่งหมายให้เกิดใจรักวิทยาศาสตร์ นั่นเอง

 

 

 

           ผู้ที่สนใจสามารถเข้าชม The Children's Museum of Indianapolis ได้ทุกวันอังคาร – วันอาทิตย์ หยุดทุกวันจันทร์ ตั้งแต่เวลา 10.00 – 17.00 น. มีค่าบัตรเข้าชมดังนี้ ผู้ใหญ่ (อายุ 18-59 ปี) ราคา $ 23.00, เยาวชน (อายุ 2-17 ปี) ราคา $ 18.50 และ ผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) ราคา $ 22.00  

 

ขอบคุณที่มาและภาพประกอบจาก

www.childrensmuseum.org

Facebook Fanpage : The Children's Museum of Indianapolis

https://www.ranker.com