Muse Around The World


คนรักแฟชั่นห้ามพลาด ‘Museum of Bags and Purses’ พิพิธภัณฑ์กระเป๋าที่ใหญ่ที่สุดในโลก

แกลเลอรี

ผลลัพธ์ : 1-24 รูป จากทั้งหมด 45 รูป

               

 

                 วันนี้นายกบแดงกลับมาพร้อมกับบทความที่จะทำให้สาวๆ ต้องหวีดร้องอีกครั้งกับวลีเด็ด “ของมันต้องมี” กับพิพิธภัณฑ์สายแฟชั่นอย่าง “Museum of Bags and Purses” นอกจากจะได้เห็นคอลเลคชั่นของกระเป๋าตั้งแต่ยุคกลางมาจนถึงปัจจุบันแล้ว เรายังจะได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์สังคมและวัฒนธรรมในยุคก่อนที่สะท้อนผ่านกระเป๋า อีกทั้งยังสื่อถึงบทบาทของสุภาพบุรุษ และสุภาพสตรีในยุคต่างๆ ได้อย่างไม่น่าเชื่อ ถ้าพร้อมแล้วไปชมเรื่องราวของพิพิธภัณฑ์กระเป๋าที่ใหญ่ที่สุดในโลกพร้อมนายกบแดงเลยครับ

 

 

                Museum of Bags and Purses หรือ “Tassenmuseum Hendrikje” ตั้งอยู่ที่กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ หนึ่งในพิพิธภัณฑ์สายแฟชั่น และพิพิธภัณฑ์กระเป๋าที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่เก็บรวบรวมกระเป๋าประเภทต่างๆ และนำมาจัดแสดงกว่า 5,000 ชิ้น พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากนางเฮนดริคจ์ อีโว (Hendrikje Ivo) ผู้มีใจรักและสะสมกระเป๋ามากว่า 35 ปี มีกระเป๋ามากมายหลายรุ่นอยู่ในครอบครอง จนกระทั่งในปี 1996 นางเฮนดริคจ์ และลูกสาวได้เปิดบ้านที่ Amstelveen ให้ผู้คนเข้ามาชื่นชมของสะสมของเธอ กว่า 10 ปี หลังจากการเปิดบ้านสู่สาธารณะได้รับความนิยมจากผู้คนเป็นจำนวนมากที่แวะเวียนมาเยี่ยมชม ก็ได้ขยับขยายสถานที่และมาลงตัวที่ Canal House อดีตบ้านของขุนนางที่มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน จัดแสดงเป็นพิพิธภัณฑ์ Tassenmuseum Hendrikje ที่กรุงอัมสเตอร์ดัมในปี 2007 อย่างเป็นทางการ โดย Canal House เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่คลองวงแหวนสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 17 ของอัมสเตอร์ดัม หนึ่งในแหล่งมรดกโลกของประเทศเนเธอแลนด์

 

 

 

 

 

                โดยพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีลักษณะเฉพาะนำเสนอเกี่ยวกับเรื่องราวและประวัติศาสตร์ของกระเป๋าในวัฒนธรรมตะวันตก ตั้งแต่ปลายยุคกลางไปจนถึงปัจจุบัน คอลเลคชั่นต่างๆ ที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงประวัติศาสตร์ทางวัฒนธรรมของกระเป๋าในช่วง 500 ปี เรียกได้ว่าเป็นพิพิธภัณฑ์กระเป๋าถือแห่งเดียวในยุโรป และเป็นพิพิธภัณฑ์กระเป๋าที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่มีวัตถุจัดแสดงเป็นกระเป๋าประเภทต่างๆ กว่า 5,000 ชิ้น ไม่ว่าจะเป็น กระเป๋าถือ, กระเป๋าสะพาย, กระเป๋าสตางค์, กระเป๋าใส่ของกระจุกกระจิก รวมถึงเครื่องประดับต่างๆ ที่แมชท์กับกระเป๋าอย่างหมวก และรองเท้า จัดรวมเป็นคอลเลคชั่นให้ได้บรรดาสาวกได้ชื่นชมกัน ภายในพิพิธภัณฑ์กระเป๋าแห่งนี้เราจะได้พบกับกระเป๋าใบแรกที่เป็นแรงบันดาลใจให้นางเฮนดริคจ์ เริ่มสะสมกระเป๋าก็คือการได้พบกับ “กระเป๋าที่ทำจากกระดองเต่า” ที่มีอายุอยู่ในราวปี 1820s เธอหลงใหลกระเป๋าใบนี้เป็นอย่างมาและเริ่มคว้าข้อมูลเกี่ยวกับกระเป๋าจนกลายมาเป็นนักสะสมในที่สุด

 

 

                ปัจจุบันกระเป๋าถือจัดได้ว่าเป็นแฟชั่น และส่วนประกอบสำคัญในชีวิตประจำวันของผู้หญิง แต่ใครจะรู้ว่าในอดีตกระเป๋าเป็นของใช้สำคัญของผู้ชายเท่านั้น ภายในกระเป๋าเป็นดีไซน์แบบเรียบๆ สำหรับใส่เงิน ทรัพย์สิน เอกสารสำคัญ และคัมภีร์ไบเบิ้ล เท่านั้น กระเป๋าและกระเป๋าสตางค์ในยุคนั้นจะถูกออกแบบไปตามการทำงานของผู้ชายเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าพร้อมตะขอเกี่ยว กระเป๋าหนัง หรือกระเป๋าหูรูดที่มีเชือกยาว กระเป๋าสะพายสมัยก่อนจะถูกตกแต่งด้วยโลหะเงินรูปแบบต่างๆ ผ้าทอสวยงามที่ถูกปักด้วยไหม และด้ายสีเงินหรือทอง อย่างสวยงามหรูหรา

 

 

                 โดยกระเป๋าที่เก่าที่สุดที่จัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นกระเป๋าหนังแพะของของผู้ชายในศตวรรษที่ 16 มีช่องใส่ของถึง 18 ช่องด้วยกัน ส่วนผู้หญิงในยุคนั้นจะนิยมใช้กระเป๋าและกระเป๋าสตางค์ที่ผูกติดผ้าคาดเอวที่มีสร้อยเข็มขัด ที่เรียกว่า “Chatelaine” สวมไว้ที่เอว ที่มีโซ่ห้อยลงมาหลายเส้น แต่ละเส้นก็จะแขวนอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในบ้านที่รวมทั้งกรรไกร, นาฬิกา, กุญแจ และ ตราประจำบ้าน และ อื่นๆ สร้อยเข็มขัดมักจะสวมโดยหญิงผู้ดูแลบ้านหรือคฤหาสถ์ในยุคนั้นนั่นเอง หลังจากนั้นแฟชั่นการใช้กระเป๋าของผู้ชายก็ค่อยๆ เลือนหายไป ในศตวรรษที่ 17 นอกจากกระเป๋าใบที่เก่าที่สุดแล้ว ผู้เข้าชมจะได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ของกระเป๋าในยุคต่างๆ โดยแบ่งตามไทม์ไลน์ของแต่ละยุค

 

 

                  เซคชั่นแรกเป็นกระเป๋าในยุคแรกเริ่มจะถึงปี ค.ศ. 1500 นอกจากกระเป๋าหนังแพะจากประเทศฝรั่งเศสที่เก่าที่สุดแล้ว ยังมีกระเป๋าหนังสือที่ทำจากหนัง จากประเทศเบลเยี่ยม ซึ่งส่วนใหญ่กระเป๋าในยุคแรกๆ จะเป็นของผู้ชายส่วนใหญ่นั่นเอง เซคชั่นที่ 2 เป็นกระเป๋าในช่วงปี ค.ศ.1600-1700 ในยุคนี้เรียกว่ากระเป๋าสำหรับทุกวัตถุประสงค์ กระเป๋าถูกออกแบบมาสำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน รวมถึงกระเป๋าที่ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษ เช่น กระเป๋าสำหรับนักมายากล, กระเป๋าแต่งงาน, กระเป๋าถือสำหรับใส่พระคัมภีร์ เป็นต้น ไฮไลท์จะเป็นกระเป๋ากำมะหยี่สีแดงที่ประดับตกแต่งด้วยลูกบอลสีเงิน จากประเทศเนเธอแลนด์  อีกใบจะเป็นกระเป๋าลูกปัดที่มีข้อความจารึกอยู่บนกระเป๋าว่า ‘Remember the Pore 1630’ จากประเทศอังกฤษ ยุคนี้กระเป๋าลูกปัดจะมีลักษณะที่เหมือนกัน แต่ตัวอักษรที่จารึกอยู่บนกระเป๋าจะแตกต่างกันออกไปตามโอกาสต่างๆ เช่น 'A gift to a friend' เป็นต้น

 

 

 

                  เซคชั่นที่ 3 เป็นกระเป๋าที่อยู่ในช่วงปี ค.ศ.1700-1800 โดยในช่วงศตวรรษที่ 16 เป็นต้นมา ผู้หญิงจะนิยมใช้กระเป๋าและกระเป๋าสตางค์ที่ติดกับ Chatelaine หรือสร้อยเข็มขัด ที่มีตะขอเกี่ยวสามารถคล้องอุปกรณ์เสริมต่างๆ ไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาดของกระเป๋าในยุคนี้ก็คือ “กระเป๋าผ้าไหมของเจ้าสาวที่ใช้ในพิธีแต่งงาน” เป็นของ Princess Maria Leszynska เจ้าสาวของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 แห่งฝรั่งเศส เซคชั่นที่ 4 จัดแสดงกระเป๋าในปี ค.ศ.1800 – 1900 เมื่อเมืองปอมเปอีนครโรมันโบราณถูกคนพบในศตวรรษที่ 18 ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับกรีกและโรมันก็ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง ความคลาสสิคในยุคนั้นมีผลกระทบอย่างมากต่อแฟชั่นของผู้หญิง

 

 

 

                  เราจึงได้เห็นกระเป๋าที่แฝงไปด้วยความโรแมนติกพร้อมบทกวีแห่งความรักสอดแทรกอยู่ในกระเป๋าในยุคนี้ อย่างเช่นกระเป๋าหนังและผ้าไหมที่ผสมผสานด้วยงานเย็บปักถักร้อย และภาพวาดของผู้หญิงเล็กๆ โดยศิลปิน Favorin Lerebours จากประเทศฝรั่งเศส ปี 1806 ด้านนอกทำจากหนังและปักด้วยด้ายสีทอง สตรีผู้เป็นเจ้าของภาพวาดนั้นได้มอบกระเป๋าใบนี้ให้กับสามีของเธอที่อยู่ห่างไกล เป็นตัวแทนให้สามีระลึกถึงเธอเสมอ ภายในกระเป๋ามีข้อความแห่งรักเป็นบทกวีฝรั่งเศสว่า ‘Of my love for you, this portrait is the prove and promise, but my hart will be jealous if it consoles you in my absence.’ คลาสสิคและโรแมนติกอย่างบอกใคร

 

 

                 เซคชั่นที่ 5 กระเป๋าในปีค.ศ. 1900-2000 ในช่วงศตวรรษที่ 20 กระเป๋าต้องตอบสนองความต้องการในด้านต่างๆ มากขึ้น เนื่องจากสตรีมีอิสระมากขึ้นถูกปลดปล่อยจากการเป็นทาส ที่ต้องอยู่แต่ในบ้านก็มีโอกาสได้ออกมาทำงาน และกระเป๋าสุภาพสตรีที่ได้รับความนิยมมากในยุคนี้คือ กระเป๋าทรงคลัทช์ (clutch) ในยุคที่กระเป๋าถือเป็นเครื่องแสดงสถานะทางสังคม ความนิยมในกระเป๋าคลัตช์จากแฟชั่นเฮาส์กูตูร์พุ่งขึ้นถึงขีดสุด ผู้หญิงทั่วเมืองถือกระเป๋าคลัตช์ แม้ในปัจจุบันกระเป๋าทรงคลัทช์ก็กลับมานิยมอีกครั้ง ด้วยวัสดุและดีไซน์ที่ทันสมัยมากขึ้นนั่นเอง และในปี 1985 แบรนด์อิตาลีชื่อดังที่รู้จักกันมานานหลายศตวรรษอย่าง PRADA ก็ได้ออกแบบกระเป๋าถือไนลอนสีดำสุดคลาสสิคออกมาเขย่าวงการแฟชั่นและกลายเป็นสัญลักษณ์ของแบรด์มาจนถึงปัจจุบัน

 

 

 

 

                เซคชั่นสุดท้ายจะเป็นกระเป๋าตั้งแต่ปี ค.ศ.2000 – ปัจจุบัน จากเครื่องประดับในชีวิตประจำวันกลายมาเป็น “ของมันต้องมี” ซึ่งก่อนหน้านี้วงการแฟชั่นได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างช้าๆ จนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านได้ก่อกำเนิดแบรด์ที่สามารถออกแบบกระเป๋าได้อย่างยอดเยี่ยมและติดตลาดไปทั่วโลกอย่างเช่น  Chanel, Dior, Dolce & Gabbana, Hermès, Gucci, Louis Vuitton, Bottega Veneta และ Prada ตั้งแต่ยุค 90 เป็นต้นมา กระเป๋า รองเท้า น้ำหอม และแว่นกันแดด ได้กลายเป็นรายได้หลักของแบรนด์ต่างๆ เหล่านี้ การเปิดตัวแต่ละครั้งจะต้องมีดาราและเซเลปชื่อดังมีส่วนในการโปรโมทสินค้าเพื่อสร้างแบรด์และภาพจำต่างๆ เช่น Kelly Bag ที่ผลิตออกมาตั้งปียุค 30 แต่ได้กลายมาเป็นไอคอนเมื่อปี 1955 ปี เมื่อนักแสดง Hollywood ชื่อดัง Grace Kelly ซึ่งเป็นเจ้าหญิงแห่งโมนาโกได้ถือกระเป๋า Sac a depeches bag บังพระอุทร (ท้อง) ของพระองค์ซึ่งทรงพระครรภ์อยู่ เมื่อภาพนี้ได้หลุดออกไปทำให้กระเป๋าเป็นที่ต้องการของผู้หญิงในสมัยนั้นมาก

 

 

 

                 หรือจะเป็น Chanel “2.55” หนึ่งในสุดยอดกระเป๋าดังในตำนาน ด้วยดีไซน์เรียบหรู คลาสสิกเหนือ หลังจากที่ Coco Chanel ได้ออกแบบและตั้งชื่อกระเป๋าของเธอตามเดือนและปีที่วางจำหน่ายนั่นก็คือ เดือนกุมภาพันธ์ ปี 1955 จึงเป็นที่มาของชื่อกระเป๋า Chanel รุ่น 2.55 นั่นเอง ยังมีประวัติที่น่าสนใจเกี่ยวกับกระเป๋าอีกมากมาย ที่นอกจากจะได้ชมความงามของกระเป๋าในยุคต่างๆ แล้ว ยังได้รู้ถึงความเป็นมา การเปลี่ยนแปลงในเรื่องของแฟชั่น สถานะทางสังคมและความนิยมในยุคต่างๆ 

 

 

 

             ค่าเข้าชมผู้ใหญ่ราคา  € 12.50 , วัยรุ่น (13 – 18 ปี) ราคา € 7.50, เด็ก ( 7-12 ปี) ราคา  € 3.50 และนักเรียน ราคา € 9.50 เป็นอีกหนึ่งพิพิธภัณฑ์ที่นายกบแดงอยากให้ไปชมกัน หากใครได้มีโอกาสแวะเวียนไปประเทศเนเธอแลนด์ก็ไปชมของจริงกันได้

 

 

  

 

ขอบคุณที่มาและภาพประกอบจาก

https://tassenmuseum.nl/en

https://www.instagram.com/tassenmuseumhendrikje/

Facebook Fanpage : Tassenmuseum Hendrikje