Muse Around The World


พาชม ‘Le Grande Musee du Parfum’ ให้คุณได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้สัมผัส!

แกลเลอรี

ผลลัพธ์ : 1-24 รูป จากทั้งหมด 37 รูป

 

 

            ประเทศฝรั่งเศส เรียกได้ว่าเป็นประเทศในฝันตลอดกาลของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เมืองแห่งศิลปวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งของยุโรป นอกจากสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญหลายแห่งแล้ว ฝรั่งเศสยังขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแห่งศิลปะและแฟชั่นชั้นนำ ที่มีขนมอบและขนมหวานแสนอร่อย รวมถึงไวน์ชั้นดีรสชาติที่ทุกคนต้องลอง และที่ขึ้นชื่อสุดๆ นั่นคือ “น้ำหอม” ที่ไม่เพียงเป็นแหล่งผลิตน้ำหอมชั้นนำของโลกเท่านั้น ที่นี่ยังมีพิพิธภัณฑ์ที่เกี่ยวกับน้ำหอมเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวมากมายหลายแห่งด้วยกัน และอีกหนึ่งพิพิธภัณฑ์ที่นายกนายกบแดงอยากให้ทุกท่านได้ลองไปทำความรู้จักนั่นก็คือ ‘Le Grande Musee du Parfum’ เอาใจผู้ที่คลั่งไคล้กลิ่นหอมของฝรั่งเศส ที่บอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ความเป็นมาของการผลิตน้ำหอม ผ่านเทคนิคในการนำเสนอและเล่าเรื่องในแบบ Multi-Sensory เปิดประสบการณ์ให้กับผู้เข้าชมได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น และสัมผัสทุกอย่างในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้นั่นเอง ถ้าพร้อมแล้วตามไปชมพร้อมๆ กันเลยครับ

 

 

 

 

                 Le Grande Musee du Parfum หรือเรียกอีกชื่อนึงว่า Fragonard Musee du Parfum ก่อตั้งขึ้นในเดือนธันวาคม ปี 2016 ณ กรุงปารีส ตัวอาคารพิพิธภัณฑ์จะเป็นคฤหาสน์เก่าแก่แต่ยังคงความสวยงามสุดคลาสสิค ภายในได้รวมเรื่องราวของน้ำหอมหลากมิติ โดยการนำเสนอเรื่องราวตั้งแต่ประวัติศาสตร์ไปจนถึงปัจจุบัน นักปรุงน้ำหอมชื่อดังไปจนถึงส่วนผสมต่างๆ ที่มาช่วยเนรมิตกลิ่นหอมในแบบต่างๆ เมื่อเข้ามาชั้นแรกจะพบกับห้อง ‘La Galerie des Seducteurs’ ที่บอกเล่าเรื่องราวน้ำหอมตั้งแต่ยุคประวัติศาสตร์ไปจนถึงต้นกำเนิดน้ำหอมแบบร่วมสมัย ผู้เข้าชมจะได้พบกับความหมายต่างๆ ของการใช้น้ำหอมตั้งแต่อดีตไปจนถึงปัจจุบัน เพลิดเพลินไปกับการเล่าเรื่องแบบ Seducers' Gallery ตำนานอันน่าหลงใหลของการใช้น้ำหอมเป็นเครื่องมือในการพลิกประวัติศาสตร์โลกผ่านความรักของบุคคลที่มีชื่อเสียงมากมาย อาทิ คลีโอพัตรา, มารี อ็องตัวแนตต์ และพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 รวมถึงเรื่องราวนโปเลียนกับจักรพรรดินียูจีนี ที่ต้องพ่ายแพ้แก่ความเย้ายวนของกลิ่นหอมนั่นเอง

 

 

 

 

                ในอีกมุมหนึ่งของห้องจัดแสดงในชั้นแรก เราจะได้เห็นขวดน้ำหอมในยุคอียิปต์โบราณ และขวดโคโลญจน์เก่าแก่ในศตวรรษที่ 19 จัดเรียงอยู่เป็นหุ่นรูปปั้นทองสัมฤทธิ์ นอกจากนี้ยังมีห้องที่แสดงถึงประสาทสัมผัสการรับรู้กลิ่นของมนุษย์กับสมองว่าทำงานร่วมกันอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมโยงกลิ่นกับความจำ และกลิ่นที่กระตุ้นให้เกิดอารมณ์ต่างๆ มีเกมให้ผู้ชมได้ลองเล่นสนุกๆ ว่าเราสามารถจดจำกลิ่นต่างๆ ได้มากน้อยแค่ไหน โซนนี้เรียกว่า “garden of scents” เป็นสวนดอกไม้อิเล็คทรอนิคส์ มีปุ่มให้แตะแล้วจะส่งกลิ่นออกมา เมื่อเราดมแล้วก็ให้ลองทายว่ากลิ่นที่ออกมานั้นเป็นกลิ่นอะไร และโซนที่เจาะลึกถึงส่วนผสมต่างๆ ของน้ำหอมว่ามาจากอะไรบ้าง ที่ศัพท์ทางน้ำหอมเรียกว่า Top Notes หรือ Base Notes นั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้ เครื่องเทศ หรือกลิ่นสังเคราะห์ต่างๆ ถูกนำมาจัดแสดงในรูปแบบการนำเสนอที่แปลกใหม่เป็นดิสเพลย์เป็นลูกบอลกลมสีทองเหลืองมีสาวห้อยมาจากเพดาน ผู้เข้าชมสามารถหยิบลูกบอลมาดมและเอาหูแนบเพื่อฟังเสียงได้

 

 

 

 

                นอกจากจะเรียนรู้กลิ่นและส่วนประกอบต่างๆ ของน้ำหอมแล้ว ภายในพิพิธภัณฑ์ยังรวบรวมบทสัมภาษณ์ของนักปรุงกลิ่นน้ำหอมชื่อดังจากแบรนด์ต่างๆ ที่มาพูดถึงแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานหรือความทรงจำในวัยเด็กของพวกเขา อาทิ Dominique Ropion  หนึ่งในผู้ร่วมสร้าง Acqua di Gioia รุ่นผู้หญิง และ La Nuit de L'Homme, Patricia de Nicolai และ Mathilde Laurent ศิลปินอิสระผู้สร้างสรรค์ผลงานปรุงแต่งกลิ่นน้ำหอมให้กลับแบรนด์ต่างๆ มากมาย

 

 

 

 

                อีกหนึ่งห้องที่เรียกได้ว่าเป็นไฮไลท์ของพิพิธภัณฑ์ก็คือ Scent Constellation ออกแบบโดย Jason Bruges Studio ผลงานชิ้นนี้เป็นงานออกแบบที่สะท้อนภาพของโต๊ะปรุงน้ำหอม (perfumer’s organ) แท่งเลนส์ปริซึม จำนวน135ชิ้น เป็นเหมือนตัวแทนของน้ำมันหอมระเหยชนิดต่างๆ ที่ล้วนแล้วแต่มีคาแรคเตอร์เป็นของตัวเองและแท่งปริซึ่มแต่ละแท่งนั้นก็จะถูกแทนค่าด้วยคีย์โน๊ต 1 เสียง เมื่อดนตรีออเครสตร้าบรรเลง แสงเลเซอร์จะถูกยิงผ่านแท่งปริซึ่มแต่ละชิ้น และสะท้อนเข้าสู่ขวดน้ำหอมตรงกลาง เป็นการผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างแสง  สี  เสียง และกลิ่น ก่อให้เกิดสุนทรียภาพที่น่าจดจำให้กับผู้ที่ได้ชมงานศิลปะชิ้นนี้

 

 

 

 

                ผู้ที่ชื่นชอบกลิ่นหอมและอยากรู้ถึงประวัติศาสตร์ต้นกำเนิดน้ำหอมในยุคต่างๆ ถ้ามีโอกาศได้แวะเวียนมาเที่ยวประเทศฝรั่งเศส ก็อย่าลืมแวะมาเยี่ยมชม Le Grande Musee du Parfum สำหรับผู้ใหญ่ราคาตั๋วอยู่ที่ € 14.50 คิดเป็นเงินไทยประมาณ 542 บาท, นักเรียน (อายุ 13-17 ปี) ราคา € 9.50 ประมาณ 356 บาท, เด็ก (อายุ 6-12 ปี) € 5.00 ราคาตั๋วจะอยู่ที่ประมาณ 187 บาท, เด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี เข้าชมฟรี รวมถึงแพคเกจครอบครัว ราคาสุดคุ้มแพคเกจแรก ผู้ใหญ่ 2 + เด็ก 2 (อายุระหว่าง 6-17 ปี) ราคา หรือ แพคเกจที่สอง ผู้ใหญ่ 1 คน +  เด็ก 3 คน (อายุระหว่าง 6-17 ปี) ราคา € 33 ราคาแพคเกจอยู่ที่ 1,233 บาท ค่าตั๋วเข้าชมไม่แพงอย่างที่คิดสำหรับสาวกน้ำหอมและคนรักพิพิธภัณฑ์ นายกบแดงต้องบอกเลยว่าห้ามพลาด

 

  

 

 

ขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก

-IG: grandmuseeduparfum
-http://www.grandmuseeduparfum.fr/en/the-museum/

-http://www.jasonbruges.com/art/#/scent-constellation/

-http://www.vewalight.com/en/index.php/8-2018-05-08-04-56-08