Muse Around The World


ฟังดูเจ๋งเสมอ เมื่อคำว่า “พิพิธภัณฑ์” ถูกนำมาทำตลาด : งานนิทรรศการจัดแสดงเทียนหอมสร้างอารมณ์ด้านบวกให้เขต โลเวอร์ แมนฮัตตัน

แกลเลอรี

ผลลัพธ์ : 1-6 รูป จากทั้งหมด 6 รูป

การเดินทางไปยังบรู๊คฟีลเพลส (Brookfield Place) ศูนย์กลางทางการเงินอันหรูหราแต่ไร้เสน่ห์ครั้งที่ผ่านมาอาจทำให้มุมมองต่อย่านนี้เปลี่ยนไปบ้างแม้จะชั่วคราวก็ตาม จากงานจัดแสดงเทียนหอมสร้างอารมณ์ด้านบวกให้เขต Lower แมนฮัตตันที่มีกำหนดจัดแสดง เป็นเวลานาน 3 สัปดาห์เมื่อปลายปี 2015 ที่ผ่านมานี้

 

ถ้าคุณไม่ได้สังเกตป้ายโฆษณาจำนวนมากในสถานีรถไฟใต้ดิน หรือไม่ได้สะดุดตาภาพที่ปรากฏขึ้นบนหน้าฟีดอินสตาแกรม คุณจะรู้สึกว่า “พิพิธภัณฑ์แห่งความรู้สึก” หรือ “Museum of Feelings” ไม่ใช่ “พิพิธภัณฑ์” จริง ๆ งานจัดแสดงแบบ 3 มิตินี้เป็นงานศิลปะที่ต่อยอดมาจาก “เนื้อหาจากผู้สนับสนุน” ซึ่งจัดทำขึ้นโดยผู้ที่ถูกเรียกว่า สื่อแบบสุดโต่ง (Radical Media) ที่เป็นบริษัทข้ามสื่อระดับสากล (a global transmedia company) ตามคำสั่งของ Glade? ให้เป็นโฆษณาเทียนหอมแบบเปิดให้ผู้คนเดินเท้าเข้ามาชม

 ผลงานชิ้นนี้ประกอบด้วยห้องต่าง ๆ ที่เชื่อมต่อกันเพื่อให้เชื่อมโยงกับ “อารมณ์” ที่แตกต่างกันซึ่งมาพร้อมกับกลิ่นหอมจากเทียนของ Glade? อารมณ์ความรู้สึกที่หลากหลายอาจช่วยบำบัดความเครียดได้ไม่มากก็น้อย ไม่ว่าจะเป็นการมองโลกในแง่บวก ความสงบ การเพิ่มพลัง ความร่าเริง และความสุข

 

นิตยสาร Smithsonian ได้บรรยายถึงนิทรรศการอันแสนพิเศษนี้ว่า Museum of Feeling ไม่ได้ “จัดแสดงนิทรรศการ” อย่างแท้จริงตามความหมายทั่วไป แต่ผู้เข้าชมสามารถเดินจากห้องหนึ่งไปอีกห้องหนึ่งจากทั้งหมด 5 ห้อง โดยแต่ละห้องมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวอันโดดเด่น “ห้องมองโลกในแง่บวก” ถูกอาบด้วยแสงสีชมพูและม่วงสว่างไสวคล้ายงานแสดงแสงสีที่ผู้ชมใช้แผ่นสะท้อนแสงขนาดเล็กสะท้อนแสงไปมารอบ ๆ ห้อง ผู้เข้าชมท่านหนึ่งบอกผมว่าเขาได้กลิ่น “เบอร์รี่ที่แจ่มใส (Radiant Berries)” ส่วน“ ห้องแห่งความสุข” ตกแต่งด้วยหลอดไฟ LED สีเขียวที่อยู่ในหลอดพลาสติกร้อยติดกันเป็นพวงสร้างบรรยากาศเหมือนอยู่ในป่าลึก ส่วน “ห้องแห่งการเพิ่มพลัง” โอบล้อมผู้เข้าชมด้วยลำแสงสดใสที่สาดส่องลงมาบนพื้นตามการเคลื่อนไหวของพวกเขา ตามมาด้วย“ห้องแห่งความร่าเริง” ห้องที่เป็นสวนสนุกตกแต่งด้วยกระจกผลึกเหมือนป้อมปราการอันโดดเดี่ยวของซูเปอร์แมนซึ่งกรุเป็นรูปดอกไม้และอบอวลไปด้วย “กลิ่นดอกโบตั๋นและเชอร์รี่ที่กำลังเบ่งบาน (Blooming Peony and Cherry)”

และ “ห้องแห่งความสงบ” เหมือนเรากำลังเดินบนก้อนเมฆ ละอองไอ “กลิ่นวนิลาและลาเวนเดอร์” จะช่วยให้เรารู้สึกอิ่มเอิบใจ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีซุ้มถ่ายภาพเซลฟีจำนวนมากที่จะคัดสรรกลิ่นให้ตรงกับอารมณ์ความรู้สึกในขณะนั้น คุณสามารถโพสต์ลงบนสื่อสังคมออนไลน์ (โซเชียลมีเดีย) เพื่อโฆษณา Museum of Feelings กับแวดวงคนรู้จักของคุณได้ทันที และแน่นอนว่ายังสามารถซื้อเทียนหอมแพ็กเกจพิเศษของแบรนด์สินค้าได้ที่นี่อีกด้วย และถึงคะแนนเฉลี่ยบน Yelp จะได้แค่ 3 ดาว แต่ก็นับว่ามากแล้วเพราะต้องรอคิวเข้าชมเนื่องจากได้รับความนิยมมากถึงมากที่สุด

 

สำหรับการเดินทางไปชมนิทรรศการนี้ก่อนเปิดครึ่งชั่วโมงเป๊ะ ๆ สิ่งที่คุณต้องเจอคือการเข้าแถวรอเข้าชมยาวไปมากกว่า 10 บล็อก และหลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วโมงครึ่งก็เป็นไปได้ว่ายังยากที่จะขยับไปไม่ถึง 1 ใน 3 ของระยะทางเข้าสู่การสัมผัสประสบการณ์แบบอินเทอร์แอ็คทีฟของนิทรรศการ ซึ่งนั่นทำให้หลายคนยอมแพ้ไป และหลายคนถึงกับยอมรับว่าต้องยอมสยบให้ความนิยมของ Museum of Feelings ซึ่งพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ใช้การเปรียบเทียบที่ดีอันแสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกให้ออกมาเป็นประสบการณ์ที่สัมผัสได้จริง

 

นอกจากนี้ในบทความที่ได้กล่าวถึงข้างต้น นิตยสาร Smithsonian ได้หาญกล้าอธิบายว่าทำไม Museum of Feelings ถึงไม่สมควรจะถูกเรียกว่า “พิพิธภัณฑ์” เพราะเจเร็ด เคลเลอร์ ได้เขียนเอาไว้ว่า “ปัญหาของ Museum of Feelings…คือ การขาดระเบียบวิธีคิดด้านการศึกษาหรือการเรียนการสอนตามที่พิพิธภัณฑ์อื่น ๆ ทุกแห่งในประเทศนี้ใช้กัน”

 

เหตุผลนี้ค่อนข้างจริง แต่สุดท้ายก็มีประเด็นที่ชี้ให้เห็นว่าผลงานศิลปะที่ใช้การเซลฟีเป็นเหยื่อล่อนั้นเป็นวิธีที่พิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ ต้องหันมาใช้เพื่อดึงดูดผู้คนโดยผสมผสานไปกับกิจกรรมต่างๆ ซึ่งฮาล ฟอสเตอร์ ได้เขียนเอาไว้ไม่นานเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง “ประสบการณ์” ของวัฒนธรรมพิพิธภัณฑ์ว่า “บางทีพิพิธภัณฑ์ใหม่ ๆ และพิพิธภัณฑ์ที่ได้ปรับปรุงใหม่เหล่านี้ในที่สุดจะมีโปรแกรมเป็นล้านโปรแกรมอันแสดงให้เห็นได้ชัดว่าพิพิธภัณฑ์กำลังจะปรับตัวไปสู่การให้ความบันเทิง”

 

จากรูปลักษณะของ Museum of Feelings พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้ช่วงชิงองค์ประกอบจากผลงานจัดแสดงส่วนใหญ่ในพิพิธภัณฑ์ซึ่งได้รับความนิยมในช่วง 2-3 ปีมานี้ มีทั้งเส้นประของ Carsten H?ller จาก science-museum wizardry (ซึ่งครั้งหนึ่ง Roberta Smith ได้เคยอธิบายเอาไว้ว่าเป็นเหมือน “สวนสนุกของคำคุยโวแบบมีส่วนร่วม”) และความสนุกสนานจาก “ห้องฝน (Rain Room)” ของ Random International อีกทั้งการแสดงแสงสีแสนวิเศษของ James Turrell และกระจกลวงตาของ Yayoi Kusama ซึ่งศิลปินทั้ง 2 ท่านนี้อาจฟ้องร้องก็เป็นได้

 อย่างไรก็ตามไม่มีสิ่งใดผิดหรือถูก ไม่มีใครไม่ชอบการแสดงแสงสี หรือห้องที่เต็มไปด้วยกระจก การสร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นเป็นเรื่องที่ดี สร้างความรู้สึกที่ดีในท้ายที่สุด Museum of Feelings จึงให้ประโยชน์ทั้งแนวคิดด้าน “พิพิธภัณฑ์” เช่นเดียวกับสวนสาธารณะสำหรับผู้ใหญ่ และแสดงให้เห็นความพยายามเพื่อ “ให้ผู้ชมเข้าถึงและสัมผัสประสบการณ์ในงาน” อย่างน้อยนั่นคือสิ่งที่ผมคิดได้จากการเก็บรวบรวมข้อมูลจากอินสตาแกรม คล้ายกับสิ่งต่อไปนี้

 

ขอขอบคุณรูปภาพและข้อมูลจาก news.artnet.com และ themuseumoffeelings.com