ชม 2 ผลงานสีสันสดใสแสบตาของดาเนียล บิวเรนที่พิพิธภัณฑ์มาเดรอิตาลี

แกลเลอรี

ผลลัพธ์ : 1-8 รูป จากทั้งหมด 8 รูป

สุดสัปดาห์นี้ มาย้อนดูไอเดียจากนิทรรศการสีสันฉูดฉาดจากพิพิธภัณฑ์มาเดร (Museo d’Arte Contemporanea Donnaregina) ที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวาระที่เปิดให้สาธารณชนเข้าชมมาครบทศวรรษเมื่อปี 2015 ในเมืองเนเปิลส์ ประเทศอิตาลี ก็นำเสนอผลงานพิเศษ 2 ชิ้นจากศิลปินชาวฝรั่งเศส ดาเนียล บิวเรน วัย 79 ปี ที่สร้างชื่อมาตั้งแต่ปลายยุค 60 ด้วยผลงานอินสตอลเลชันอาร์ตสีสันสดใสที่ใครเห็นกันต้องสะดุดตา และเมื่อมองให้ลึกซึ้งก็อาจได้เห็นถึงความหมายที่ซ่อนอยู่ภายใต้สีสันและรูปทรงที่ฉาบเคลือบแนวคิดอันเฉียบคมเอาไว้
 
 
 
นิทรรศการแรกของบิวเรนที่พิพิธภัณฑ์มาเดรเปิดแสดงไปแล้ว เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2015 และจะยิงยาวไปจนถึงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2016 ณ ห้อง Re_PUBBLICA Madre ชั้นหนึ่งของพิพิธภัณฑ์ บิวเรนตั้งชื่องานชิ้นแรกนี้เป็นภาษาอิตาเลียนว่า ‘Come un gioco da bambini’ หรือ ‘เหมือนของเด็กเล่น’ ซึ่งแค่มองเพียงผิวเผินก็สัมผัสได้ถึงรูปทรงเรณาคณิตทั้งสี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม วงกลม พร้อมด้วยลายเส้นเรียบง่ายแต่ชวนลายตา และสีสันตัดกันฉูดฉาดแบบของเล่นเด็กที่บิวเรนนำมาขยายใหญ่ขึ้นหลายเท่าและจัดวางจนกลายเป็นนิทรรศการที่
 
 
บิวเรนกล่าวว่า ผลงานชิ้นแรกที่ได้ทำร่วมกับสถาปนิกนามปาทริก บูเชงนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเฟรดริค วิลเฮม เฟรอเบล บิดาแห่งการศึกษาปฐมวัยชาวเยอรมันที่นำเสนอแนวคิดให้ครูอนุบาลเริ่มใช้อุปกรณ์ในการสอนนักเรียนตัวน้อยเพื่อปูให้พวกเขาได้เรียนรู้ข้อมูลพื้นฐานที่สามารถปรับใช้ได้กับทุกสิ่งเมื่อพวกเขาโตขึ้น บิวเรนนำสิ่งนี้มาขยายใหญ่เพื่อพาผู้ชมกลับไปเยี่ยมความทรงจำวัยเยาว์ในแบบที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน ขนาดที่ใหญ่โตทำให้ผู้ชมรู้สึกตัวเล็กจิ๋วและได้สังเกตของเล่นที่เคยหยิบใช้เมื่อวัยอนุบาลแต่เป็นในมุมมองที่ไม่เปลี่ยนไป
 
 
นอกจากนี้ หากมองให้ลึกลงไปก็อาจสังเกตเห็นถึงข้อความบางอย่างที่บิวเรนซ่อนเร้นในเนื้องาน ทั้งการคารวะภาพวิทรูเวียนแมน (The Vitruvian Man) ของเลโอนาร์โด ดา วินชีเรื่อยไปจนถึงนัยยะของวัฒนธรรมอียิปต์โบราณ ทั้งหมดก็เพื่อความสอดคล้องกับหัวใจของชิ้นงานนี้ที่ต้องการพูดถึงรากฐานของสรรพสิ่งบนโลก จุดเริ่มต้นขององค์ความรู้และวัฒนธรรมก่อนที่จะพัฒนามาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งประเด็น “คืนสู่ราก” นี้ย่อมสำคัญกับตัวบิวเรนพอสมควรทีเดียวสำหรับการจัดแสดงที่เมืองเนเปิลส์ในครั้งนี้ เพราะนิทรรศการที่เขาฉายเดี่ยวไม่เอี่ยวศิลปินอื่นเป็นครั้งแรกในชีวิตศิลปินก็เกิดขึ้นในปี 1972 ที่เมืองเนเปิลส์นี่เอง
 
 
ส่วนนิทรรศการที่ 2 นั้นมีชื่อเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า ‘Axer / Désaxer’ แปลเป็นภาษาไทยได้ความประมาณว่า ‘เพ่ง / พร่า’ สมที่เล่นกับการมองเห็นด้วยสีสันฉูดฉาดโทนร้อนอย่างสีส้มและเหลือง พร้อมติดกระจกสะท้อนที่เพิ่มมิติลวงตาให้หนาแน่นขึ้น มองไปก็คล้ายงานปะติดกระดาษสีในวิชาศิลปะของนักเรียนประถมที่ผ่านการคิดอย่างบรรจง โดยใช้สถานที่เป็นห้องโถงใหญ่ของพิพิธภัณฑ์ ผู้เข้าชมจึงคล้ายเดินเข้าสู่บ้านพิศวงในสวนสนุกที่ล้อเล่นกับการมองเห็น
 
 
หนึ่งในสิ่งที่มีอยู่ในนิทรรศการทั้ง 2 ของบิวเรนก็คือ เส้นลายทางขาวดำหนาเส้นละ 8.7 นิ้วที่ถือเป็นลูกเล่นเอกลักษณ์ของบิวเรนในนิทรรศการแรกนั้นซุกซ่อนอย่างกลมกลืนไปกับลายเส้นแบบของเล่น แต่ในนิทรรศการหลังนี้ บิวเรนจับมันมาตั้งไว้กลางสีเหลืองสีส้มและกระจกเงาให้เห็นชัดกันไปเลย ซึ่งเจ้าตัวบอกว่า ลายเส้นนี้คล้ายเป็นเส้นทางที่เชื่อมระหว่างผู้เข้าชมและตัวพิพิธภัณฑ์ ดังที่การจัดนิทรรศการครั้งนี้ก็เพื่อให้ชุมชนและพิพิธภัณฑ์ได้มีสายใยเชื่อมโยงกันสืบไป
 
 
นับตั้งแต่ยุค 60 บิวเรนคือหนึ่งในศิลปินที่มักตั้งคำถามและทลายกำแพงของการสร้างงานศิลปะเสมอ เขามักใช้เทคนิคอย่างน้อย 2 แบบขึ้นไปในแต่ละชิ้น ฉะนั้น บิวเรนไม่ใช่แค่สร้างสรรค์ผลงานใหม่ แต่ยังคิดค้นวิธีใหม่ให้เพื่อนร่วมวงการได้ทึ่งกับความสร้างสรรค์ของเขาอยู่เสมอมา
 
 
น่าเสียดาย ที่นิทรรศการชุดนี้ ได้จัดแสดงไปแล้วตั้งแต่ปี 2016 แต่นิทรรศการ 2 ชิ้นที่พิพิธภัณฑ์มาเดรสร้างสรรค์นี้ ก็เป็นอีกครั้งที่บิวเรนใช้ทักษะทางศิลปะมาผสมกับโครงสร้างและรายละเอียดทางสถาปัตยกรรมเนรมิตสุดยอดผลงาน ให้พิพิธภัณฑ์มาเดรแห่งนี้ยังคงสมคำร่ำลือตลอดมาว่า พื้นที่จำกัด แต่ความสร้างสรรค์ทะลุโลกจริงๆ! 
 
ขอขอบคุณภาพและข้อมูลจาก thecoolhunter.netjulietartmagazine.com23artribune.com, sirenusejournal.comartribune.commyartguides.com และ zero.eu