Muse Around The World


The National Museum of Funeral History: เมื่อความตายเป็นเรื่องที่ควรเก็บรักษา

แกลเลอรี

ผลลัพธ์ : 1-24 รูป จากทั้งหมด 32 รูป

               

               เกิด แก่ เจ็บ ตาย ในทางศาสนาพุทธคือ "สัจธรรม" เป็นธรรมดาไม่อาจหนี้พ้นไปได้ เชื่อว่าทุกชาติทุกศาสนาย่อมต้องมีประเพณีที่เกี่ยวข้องกับความตายแตกต่างกันออกไป ตามความเชื่อของแต่ละท้องถิ่น วันนี้นายกบแดงจะขอพาไปชมพิพิธภัณฑ์ที่เกี่ยวกับงานศพที่ชื่อว่า “The National Museum of Funeral History” ตั้งอยู่ที่รัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา อีกหนึ่งสถานที่ที่เก็บรวบรวมประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับงานศพไว้ให้คนรุ่นหลังได้ชม

               

               จากความฝันสู่โลกแห่งการสะสมอันยิ่งใหญ่ และควรค่าแก่การอนุรักษ์ The National Museum of Funeral History จึงได้ก่อกำเนิดขึ้นมาเมื่อปี ค.ศ. 1992 ในฮูสตัน รัฐเท็กซัส จากความฝันกว่าของ 25 ปี ของ “Robert L. Waltrip” ที่ต้องการจะจัดตั้งสถาบันเพื่อให้ความรู้แก่สาธารณชนและอนุรักษ์วัฒนธรรมทางความตาย เพื่อเป็นมรดกให้กับคนรุ่นหลังสืบไป บนพื้นที่ 20,500 ตารางฟุต ต้องกล่าวได้ว่าในยุคนั้นการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ที่เก็บรวบรวมเรื่องราวทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับงานศพถือเป็นเรื่องแปลกประหลาด ซึ่งนิทรรศการที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรก เป็นนิทรรศการของรถบรรทุกศพ ที่ดึงดูดความสนใจของผู้คนเป็นจำนวนมาก หลังจากนั้นพิพิธภัณฑ์ก็ขยายตัวมาเรื่อยๆ รวมถึงพื้นที่จัดแสดงที่เพิ่มขึ้นเป็น 30,500 ตารางฟุต และมีผู้เข้าชมหลายพันคนต่อปี 

 

 

                ในวันนี้ The National Museum of Funeral History กลายเป็นศูนย์กลางการศึกษาเกี่ยวกับขนบธรรมเนียมประเพณีงานศพที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกา หรือบางทีอาจจะเป็นในระดับโลกก็ได้ ภายใต้นิทรรศการถาวร 14 ชุด ที่เกี่ยวข้องกับงานศพในหัวข้อกว้างๆ ไม่เฉพาะเจาะจงชนชาวอเมริกันเท่านั้น ประกอบด้วย

 

 

                ชุดที่ 1 “Thanks for the Memories” ส่วนนี้จะจัดแสดงเกี่ยวกับงานศพของคนดังที่ผู้คนทั่วโลกให้ความสนใจ อาทิ งานศพของ Michael Jackson, Marilyn Monroe, Jacqueline Kennedy Onassis, Frank Sinatra, Jim Henson, Whitney Houston, Elizabeth Taylor และ John Wayne รวมไปถึงบุคคลที่มีชื่อเสียงที่เพิ่งเสียชีวิตเมื่อไม่นานนี้ อย่างเช่น Phillip Seymour Hoffman, Paul Walker และ Robin Williams ผู้ที่สนใจและชื่นชอบบุคคลที่มีชื่อเสียงเหล่านี้สามารถร่วมรำลึกถึงพวกเขาเหล่านี้ผ่านภาพแห่งความทรงจำ และสิ่งของต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในพิธีศพของพวกเขานั่นเอง

 

 

 

 

                ชุดที่ 2 “Celebrating the Lives & Deaths of the Popes” โดยในปี 2005 พิพิธภัณฑ์ได้ร่วมมือกับนครวาติกัน จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับองค์พระสันตะปาปา ที่ดำรงตำแหน่งไปจนถึงสิ้นพระชนม์ เช่น Popemobile รถพระที่นั่งของพระสันตะปาปา, เครื่องแบบเดิมที่สวมใส่โดย The Swiss Guard (รับผิดชอบการรักษาความปลอดภัยส่วนตัวของสมเด็จพระสันตะปาปา), เสื้อคลุมของพระสันตะปาปา จากร้าน Gammarelli ร้านตัดเสื้อชื่อดังในกรุงโรม และเปิดตัวนิทรรศการในปี 2008 แสงสีเสียงยิ่งใหญ่อลังการ

 

 

 

 

                ชุดที่ 3 “Day of the Dead (Dia de los Muertos)” ผู้ชมจะได้สัมผัสกับประเพณีในวันแห่งความตาย “Day of the Dead" หรือ Dia de los Muertos เทศกาลสุดแปลกจากประเทศเม็กซิโก โดยจะจัดขึ้นในวันที่ 1-2 พฤศจิกายน ของทุกปี หลังจากวันฮาโลวีน โดยผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่จะร่วมกันเฉลิมฉลอง จะเชิญดวงวิญญาณญาติสนิทให้กลับมาเยี่ยมครอบครัว ที่ได้รับการรับรองจากองค์การ UNESCO ว่าเป็นเทศกาลที่มีเอกลักษณ์และมีความสำคัญในแง่ของประวัติศาสตร์ ที่บ้านจะถูกตกแต่งเหมือนแท่นบูชา ผู้คนจะร่วมเฉลิมฉลองด้วยการแต่งหน้าเป็นหัวกะโหลก พร้อมกับอาหารที่ถูกออกแบบให้มีความสยองขวัญ เผื่อรอต้อนรับคนตายที่จะกลับมา

 

 

 

 

 

 

                ชุดที่ 4 “History of Embalming” ถ้ากล่าวถึงประวัติศาสตร์การดองศพ แน่นอนว่าทุกท่านจะต้องนึกถึง “ประเทศอียิปต์” ที่มีความเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตายมาช้านาน เราจะได้เห็นขั้นตอนวิธีการรักษาศพที่มีมาช้านาน พร้อมกับเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ภาพวาดเกี่ยวกับพิธีกรรมที่ลึกลับของอียิปต์ นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดเกี่ยวกับผลงานของดร. โธมัสโฮล์มส์ซึ่งถือว่าเป็น "บิดาแห่งการหมักของชาวอเมริกัน" ให้ได้ชมกันอีกด้วย

 

 

 

 

                ชุดที่ 5 “19th Century Mourning” เมื่อความโศกเศร้าเป็นมากกว่าอารมณ์ สำหรับสังคมชาวอเมริกันในช่วงคริสตศตวรรษที่ 19 ที่กล่าวถึงการไว้ทุกข์ในสังคมยุควิคตอเรียที่เต็มไปด้วยความกดดันต่างๆ มากมาย เราจะได้เห็นเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่เป็นการไว้ทุกข์อย่างมีแบบแผนทั้งของผู้หญิงและเด็ก รวมถึงเครื่องประดับที่ทำจากผมของผู้ตาย ความเศร้าโศกนี้ยังมีอิทธิพลไปถึงการตกแต่งภายในบ้าน ที่ในยุคนั้นจะนิยมจัดงานศพภายในบ้าน เป็นเวลา 3 วันก่อนนำไปฝัง เพื่อให้แน่ใจว่าบุคคลนั้นไม่ได้หลับ หรือแค่เจ็บป่วย ก่อนนำไปฝังนั่นเอง

 

 

 

          

 

   ชุดที่ 6 “Presidential Funerals” ส่วนนี้จะกล่าวถึงรูปแบบงานศพของประธานาธิปดีที่ยิ่งใหญ่ของสหรัฐอเมริกา เชื่อมต่อกับช่วงเวลาสำคัญ ๆ ในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาด้วยการ จัดแสดงสิ่งชองต่าง ๆ ที่ใช้ในงานศพและพิธีฝังศพ เราจะได้เห็นรูปแบบงานศพของประธานาธิบดีจอร์จวอชิงตัน, ประธานาธิบดีจอห์นเอฟเคนเนดี้, รถอันเชิญศพของประธานาธิบดีโรนัลด์เรแกนและประธานาธิบดีเจอรัลด์อาร์ฟอร์ดในแคลิฟอร์เนีย รวมไปถึงภาพงานศพของประธานาธิปดีลินคอล์น

 

  

 

 

                ชุดที่ 7 “Tomb of the Unknown Soldier” สุสานทหารนิรนาม เป็นสุสานของทหารผู้เสียชีวิตในสงครามสำหรับทหารผู้เสียชีวิตผู้ไม่ทราบชื่อ ซึ่งอาจจะทำเป็นเพียงอนุสาวรีย์ หรือแผ่นป้ายชื่อตั้งอยู่ตามจตุรัสในเมืองหรือหมู่บ้าน การจัดแสดงห้องนี้จะทำให้ผู้คนได้นึกถึงวีรบุรุษที่คอยปกป้องดูแลประเทศชาติ ตลอด 24 ชม. มีทั้งเครื่องแบบของจริงที่ถูกสวมใส่โดยทหารท่านหนึ่ง และภาพวีดิโอการผลัดเปลี่ยนเวรยามขอเหล่าทหารที่ต้องทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกวันเป็นระยะเวลานานหลายปี เพื่อเป็นการให้เกียรติแก่ทหารนิรนามเหล่านี้

 

 

 

                ชุดที่ 8 “Reflections on the Wall” โซนนี้จะจัดแสดงเกี่ยวกับ “The Vietnam Veterans Memorial” อนุสรณ์สถานทหารผ่านศึกเวียดนาม ที่ตั้งอยู่ในวอชิงตัน ดี.ซี. สร้างขึ้นเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 1982 เพื่อเป็นเกียรติแก่ทหารอเมริกันผู้ต่อสู้ในสงครามเวียดนาม ผู้เสียชีวิต และผู้สูญหายระหว่างสงคราม ภาพเรื่องราวต่างๆ ถูกจัดแสดงเรียงรายอยู่บนกำแพงจนเป็นที่มา Reflections on the Wall หมายถึง ภาพสะท้อนบนกำแพง นั่นเอง

 

 

 

 

 

                ชุดที่ 9 “Coffins and Caskets of the past” คุณรู้หรือไม่ว่า “โลงศพ” และ “หีบศพ” ต่างกันอย่างไร? ในอดีตที่ผ่านมาค้นพบว่าหีบศพเริ่มทำครั้งแรกในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เป็นหีบศพทำมือที่ทำจากไม้ นอกจากนี้ยังมีโลงศพ และหีบศพ ในรูปแบบต่างๆ เช่น หีบศพที่ถูกสร้างขึ้นสำหรับบรรจุศพ 3 ศพ และหีบศพที่สร้างขึ้นจากแบงค์ดอลล่าร์ และเหรียญ ของจริงมาจัดแสดงให้ชม

 

 

 

 

                ชุดที่ 10 “Historical Hearses” ที่ขาดไม่ได้สำหรับพิธีศพในยุคแรกๆ นั่นก็คือ รถม้าบรรทุกศพ ที่ถือเป็นส่วนสำคัญและเป็นนิทรรศการชุดแรกที่จัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เป็นการรวบรวมรถม้าที่ใช้บรรทุกศพของจริง ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 และวิวัฒนาการมาเป็นรถบรรทุกศพในปัจจุบัน รวมไปถึงซุ้มของจริงที่ใช้จัดในพิธีศพของประธานาธิบดีโรนัลด์เรแกน และบุคคลสำคัญอื่นๆ ให้ได้ชมกันอีกด้วย

 

    

 

             

ชุดที่ 11 “A Life Well Lived: Fantasy Coffins from Ghana” ประเทศกานา ในแอฟฟริกาตะวันตก ความตายสำหรับพวกเขาคือจุดเริ่มต้นของการเดินทางไปยังชีวิตใหม่หลังความตาย และพาหนะสำหรับเดินทางไปยังชีวิตใหม่นั่น ชาวกานาก็มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองอย่างที่สุดด้วยการตกแต่งโลงศพให้เป็นเอกลักษณ์ โดดเด่นตามคาแรคเตอร์ของผู้เสียชีวิต โลงศพจึงถูกสร้างและตกแต่งอย่างสวยงามตามนิสัยของผู้เสียชีวิตนั่นเอง เช่น ถ้าผู้เสียชีวิตเป็นช่างภาพหรือช่างทำรองเท้า โลงศพก็จะถูกออกแบบเป็นรูปกล้องและรูปรองเท้านั่นเอง

 

 

 

 

 

                ชุดที่ 12 “Japanese Funerals” ประเทศญี่ปุ่นถือว่าเป็นอีกหนึ่งประเทศที่จัดงานศพได้อย่างหรูหราและประณีตบรรจงที่สุด เราจะได้เห็นงานศพที่แพงที่สุดที่เคยมีมาให้ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ การจัดแสดงนิทรรศการนี้ยังประกอบด้วยรถบรรทุกศพของ “Toyota Crown” ที่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในงานศพของประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี ค.ศ. 1972

 

 

 

 

                ชุดที่ 13 “9/11 & Fallen Heroes” อีกหนึ่งความเจ็บปวดและความสูญเสียที่ชนชาวอเมริกันไม่อาจลืมได้ นั่นก็คือเหตุการณ์การก่อวินาศกรรม 9/11 ที่มีผู้เสียชีวิตมากมาย พิพิธภัณฑ์ก็ได้มีการจัดแสดงในโซนนี้เพื่อให้ผู้คนได้รำลึกและแสดงความอาลัยต่อผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ครั้งนั้น เราจะได้เห็นโลงศพของเจ้าหน้าที่ตำรวจและนักดับเพลิงที่ถูกออกแบบและตกแต่งอย่างสมเกียรติ

 

 

 

 

                ชุดที่ 14 “Marsellus Casket Company” บริษัทผลิตโลงศพที่มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานอย่าง “Marsellus Casket Company” ก็ได้รับคัดเลือกให้มาจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ The National Museum of Funeral History ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1872 และได้รับการยกย่องว่าเป็น “Rolls Royce of caskets” ผลิตโลงศพให้คนสำคัญของสหรัฐอเมริกาหลายคน เช่น ประธานาธิบดีเคนเนดี, นิกสัน, ทรูแมน และเรแกน รวมไปถึง วินซ์ ลอมบาร์ดี (Vince Lombardi) อดีตนักอเมริกันฟุตบอล จนเลิกกิจการไปเมื่อปี ค.ศ.2003 การที่พิพิธภัณฑ์ได้นำผลงานและประวัติการผลิตโลกศพอันยาวนานของ Marsellus Casket Company มาจัดแสดงนับเป็นความภูมิใจอันสูงสุดของเจ้าของกิจการด้วยเช่นเดียวกัน

 

 

 

                ผู้ที่สนใจหรือมีโอกาสได้ไปเยือนประเทศสหรัฐอเมริกาต้องไม่พลาดที่จะไปเยี่ยมชม The National Museum of Funeral History นอกจากนิทรรศการถาวรทั้ง 14 ชุด แล้ว ยังมีนิทรรศการพิเศษที่น่าสนใจให้ได้ชมกันอยู่เรื่อยๆ ยกตัวอย่างเช่น นิทรรศการ “A Tribute to George Barris” ที่จัดแสดงตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2017 ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://nmfh.org/

 

ขอบคุณภาพประกอบจาก : http://nmfh.org/exhibits/permanent-exhibits/ และ www.pinterest.com