เมื่อความเขย่าขวัญกับ "พิพิธภัณฑ์ แจ็ค เดอะ ริปเปอร์" ตลกร้ายที่ผู้หญิงไม่ขำด้วย

แกลเลอรี

ผลลัพธ์ : 1-4 รูป จากทั้งหมด 4 รูป

เมื่อพิพิธภัณฑ์เปิดทำการเมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาจึงมีผู้ขุ่นข้องหมองใจเป็นจำนวนมาก คนส่วนใหญ่ไม่ได้ต่อต้านการสร้างพิพิธภัณฑ์แจ็ค เดอะ ริปเปอร์แต่อย่างใด ทว่าพวกเขารู้สึกว่า “ถูกหักหลัง” เสียมากกว่า เพราะก่อนหน้านี้โครงการถูกประกาศออกมาว่ามันจะเป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อเฉลิมฉลองผู้หญิงย่านอีสต์เอนด์ผู้มีส่วนในการเปลี่ยนแปลงสังคมและประวัติศาสตร์ โดยภายในจะมีเนื้อหาวิเคราะห์ประสบการณ์ของผู้หญิงทั้งในระดับครัวเรือนไปจนถึงระดับการเมืองตั้งแต่ยุควิคตอเรียนจนถึงปัจจุบัน แถมยังอ้างว่ามันจะทำหน้าที่เป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ของผู้หญิงย่านอีสต์เอนด์เพียงแห่งเดียวที่เหลืออยู่หลังจาก Whitechapel’s Women’s Library บนถนนโอลด์คาสเซิลปิดตัวลงไปเมื่อปี 2013
 
 
การเปลี่ยนเนื้อหาในพิพิธภัณฑ์ที่ควรจะเชิดชูการต่อสู้ของผู้หญิงมาเป็นการรำลึกถึงฆาตกรที่กระทำความรุนแรงต่อผู้หญิงกลายเป็นตลกร้ายที่หลายคนไม่ตลกด้วย เป็นที่รู้กันว่าคดีฆาตกรรมต่อเนื่องโดยแจ็ค เดอะ ริปเปอร์ เป็นคดีที่ไม่เคยจับตัวคนร้ายได้ และฆาตกรเลือกฆ่าแต่ผู้หญิงที่ค้าประเวณีโดยการปาดคอและควักมดลูกของพวกเธอออกมา ซึ่งเป็นการฆ่าเพราะความชิงชังที่มีต่อเพศหญิงอย่างชัดเจน
 
 
เมื่อตัวพิพิธภัณฑ์ถูกโจมตีในทวิตเตอร์ถึงแง่มุมที่เป็นความรุนแรงทางเพศของแจ็ค เดอะ ริปเปอร์ โฆษกประจำพิพิธภัณฑ์กลับออกมาตอบโต้ว่าแจ็ค เดอะ ริปเปอร์ไม่เคยทำทารุณกรรมทางเพศกับเหยื่อ การบอกว่าแจ็ค เดอะ ริปเปอร์กระทำความรุนแรงทางเพศจึงเป็นเรื่องที่ผิด หรือเมื่อ เซียน นอร์ริส (Sian Norris) คอลัมนิสต์อิสระท้วงว่าเราไม่ควรละเลยแง่มุมที่เป็นความรุนแรงทางเพศของการฆาตกรรม เขาก็หาว่าเธอ “ใช้อารมณ์” (sensationalising) และยืนยันว่าไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าแรงจูงใจของฆาตกรคืออะไร นอร์ริสจึงเขียนบทความลง www.theguardian.com เมื่อปลายเดือนกันยายนเพื่อตั้งข้อสังเกตว่าการที่พิพิธภัณฑ์แจ็ค เดอะ ริปเปอร์ เกิดขึ้นได้ก็เพราะสังคมอังกฤษยังเพิกเฉยต่อความรุนแรงที่ผู้ชายกระทำต่อผู้หญิงอยู่นั่นเอง
 
 
จากสถิติคดีฆาตกรรมในอังกฤษเมื่อปีที่แล้ว คดีที่ผู้หญิงถูกผู้ชาย (ซึ่งจำนวนมากในนั้นเป็นคนรักหรืออดีตคนรัก) ฆ่าตายเกิดขึ้นทุก 2.8 วัน หนังสือพิมพ์ในปัจจุบันยังลงข่าวคดีฆาตกรรมผู้หญิงอย่างมีอคติด้วยการให้เหตุผลว่าเพราะผู้หญิงขี้บ่นหรือพยายามจะตีจากก่อน แม้แต่ มาร์ค พาลเมอร์-เอดจ์คัมบ์ (Mark Palmer-Edgecumbe) ผู้บริหารพิพิธภัณฑ์แจ็ค เดอะ ริปเปอร์เองยังให้เหตุผลในการเปิดพิพิธภัณฑ์ว่า “ไม่ใช่เพื่อสรรเสริญคดีที่แจ็ค เดอะ ริปเปอร์ก่อขึ้นอย่างแน่นอน แต่เพื่อดูว่าผู้หญิงเข้าไปอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นได้อย่างไร และเพราะเหตุใด”
 
 
“ซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่เราได้ยินข้อแก้ตัวที่พยายามย้ายความผิดจากคนสร้างความรุนแรงไปสู่เหยื่อ ... ในขณะที่ประชาสัมพันธ์ของพิพิธภัณฑ์พยายามปฏิเสธว่าคดีฆาตกรรมเกี่ยวกับความรุนแรงทางเพศ และหนังสือพิมพ์ก็เห็นแต่ภรรยาขี้บ่นหรือนอกใจสามีในคดีฆาตกรรมระหว่างคู่รัก พวกเขาต่างก็เพิกเฉยต่อความรุนแรงที่ผู้ชายกระทำต่อผู้หญิง สังคมเมินเฉยต่อความจริงที่ว่าแจ็ค เดอะ ริปเปอร์ และผู้ชายที่กระทำความรุนแรงทั้งหลายในประวัติศาสตร์เลือกที่จะทำร้ายและฆ่าผู้หญิง ในกรณีของแจ็ค เดอะ ริปเปอร์ เราตัดสินใจลืมมันไปแล้วปั้นให้เขาเป็นคนดังที่สื่อถึงความสยองอันน่าหลงใหล...ส่วนผู้หญิงซึ่งเป็นเหยื่อถูกลดสภาพและความสำคัญลงเหลือแค่กองเลือดที่ปลายเท้ารูปปั้นเขาเท่านั้น” นอร์ริสตั้งข้อสังเกต
 
ขอขอบคุณภาพและข้อมูลจาก theguardian.com mentalfloss.com และ cloudfront.net
 

มัลติมีเดีย